<% Dim Conn, dbPath dbPath = "D:\inetpub\wwwroot\bongologic\fpdb\afic_up.mdb" Set Conn = Server.CreateObject("ADODB.Connection") Conn.Open "PROVIDER=MICROSOFT.JET.OLEDB.4.0;DATA SOURCE=" & dbPath Set Session("_conn") = conn %> <% sqlArtDetails = "SELECT * FROM t_Articles Where Article_ID = "& Request.QueryString("ArtID")&"" Set rsArtDetails = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") rsArtDetails.Open sqlArtDetails, conn, 3, 3 %> FFA Issue 18 July 2003 - ข่าวสั้น t_Articles t_Articles AFIC
   
 
 

More AFIC Links

 
   
   


 
 
 

     

Journalist access

to expert database

FFA Issue 18 July 2003 - ข่าวสั้น

t_Articles

 

การรักษาระดับน้ำในร่างกายโดยใช้เครื่องดื่มชนิดต่างๆ 

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ไม่นานมานี้ โดยเปรียบเทียบคน 2 กลุ่ม ที่สุขภาพดี มีวิถีชีวิตที่อยู่กับที่ พบว่าการดื่มเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน จะรวมเอาน้ำสะอาดด้วยหรือไม่รวมก็ตาม ไม่มีผลกับระดับน้ำในร่างกาย 

จากการศึกษาเพศชาย 27 คน ให้อยู่ใน 2 ช่วง ช่วงละ 3 วัน ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ตลอด 24 ชม.รับประทานอาหารประเภทใดประเภทหนึ่ง ทำการทดลองเป็น 2 ช่วง ช่วงละ 3 วัน มีโภชนาการ 2 รูปแบบ ให้รับประทานสลับกันแบบสุ่ม กลุ่มหนึ่งดื่มน้ำ พร้อมทั้งเครื่องดื่มอื่นๆ อีกกลุ่มดื่มเครื่องดื่มต่างๆ หลายอย่าง แต่ไม่มีน้ำเปล่า ปัจจัยอื่น เช่นระดับการทำกิจกรรมทางกายภาพหรือสภาพแวดล้อมต่างๆ เหมือนกันหมด มีการชั่งน้ำหนักตัว, วัดปริมาณปัสสาวะ 24 ชม. ตรวจระดับครีอะตินีน (Creatinine) ตลอด 24 ชม. มีการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ เพื่อตรวจ วิเคราะห์หาระดับความเข้มของอนุความถ่วงจำเพาะ คลอไรด์ โซเดียมและโปแตสเซียม และสัดส่วนโซเดียม /โปแตสเซียม จากข้อมูลทั้งหมดที่ตรวจสอบได้นี้ พบว่าไม่มีความแตกต่างของผู้ทดลองทั้งสองกลุ่ม ในเรื่องของระดับน้ำในร่างกาย คริสตีน ไรเมอร์  สมาชิกคนหนึ่งในกลุ่มนักวิจัยกล่าวว่า คนทุกคนควรคำนึงไว้เสมอว่า เราต้องดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มเพื่อให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงอากาศร้อน”  “การเลือกดื่มเครื่องดื่มที่คุณ        ชื่นชอบ ถือเป็นเรื่องดีเพราะสามารถช่วยทำให้มีของเหลวเพียงพอในร่างกาย” 

Grandjean A.C. etal, (2003) วารสารเจอนอล ออฟ เดอะ อเมริกัน คอลเลจ ออฟ นิวตริชัน  (Journal of the American College of Nutrition )เล่มที่ 22 เลขที่ 2 , หน้า 165-173

การดูโทรทัศน์เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและเบาหวานประเภท 2

จากการศึกษาผู้หญิงวัยกลางคนชาวอเมริกันเป็นจำนวนมาก พบว่าอาการเบาหวานประเภท 2 และโรคอ้วน   เป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนเวลาที่เขาเหล่านั้นใช้นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ 

มีการศึกษาติดตามดูผู้หญิงที่ไม่ได้เป็นเบาหวาน ไม่ได้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือมะเร็งและในกรณีที่พบว่ามีโรคอ้วน ค่ามวลรวมร่างกาย (BMI) น้อยกว่า 30 หลังจากติดตามศึกษามาเป็นเวลา 6 ปี นักวิจัยพบว่า ถ้าคนเหล่านั้นดูโทรทัศน์เพิ่มขึ้นวันละ 2 ชม. ความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 และความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานประเภทสอง จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีการเดินเร็ววันละ 1 ชม. จะลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนถึงร้อยละ 24 และความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานประเภทสอง ลดลงไปได้ร้อยละ 34  รูปแบบอื่นของพฤติกรรมการอยู่กับที่ เช่น นั่งอยู่ในที่ทำงานเป็นช่วงเวลานาน หรือแม้กระทั่งยืนก็ตาม หรือแม้กระทั่งอยู่เฉยๆ ในบ้าน ก็มีส่วนสำคัญมากต่อแนวโน้มที่จะเป็นเบาหวานและโรคอ้วน  

นักวิจัยชี้ให้เห็นว่าการวิเคราะห์พฤติกรรมการอยู่กับที่และผลที่จะเกิดขึ้นตามมานี้  เป็นการศึกษาขนาดใหญ่เป็นครั้งแรก ที่ได้ค้นพบว่ามีความเกี่ยวข้องระหว่างการอยู่กับที่กับโรคเรื้อรังที่เกิดจากความเสื่อม ผู้เขียนได้ค้นคว้าจากการศึกษาเมื่อปี 1997 พบว่าหญิงชาวอเมริกันดูโทรทัศน์เฉลี่ย 34 ชม. / สัปดาห์ และมีการศึกษาพบว่า อัตราการเผาผลาญอาหารในขณะนั่งดูโทรทัศน์จะต่ำกว่ากิจกรรมที่อยู่กับที่อื่นๆ อย่างเช่นการอ่านหนังสือหรือการเย็บผ้า  

ผู้เขียนได้แนะนำว่า การจำกัดการดูโทรทัศน์ลงเหลือ 10 ชม. ต่อสัปดาห์ และสร้างพฤติกรรมการเดินเร็ววันละ 30 นาที สามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเป็นเบาหวานประเภทสองลงได้ถึงร้อยละ 43 และลดความเสี่ยงของโรคอ้วนได้ถึงร้อยละ30 

การศึกษาของ Hu et al.ตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์แห่งอเมริกา (Journal of the American Medical Association ) 9/4 2003 เล่มที่ 289 : ฉบับที่ 14, หน้า 1785-1791          

ผลงานวิจัยโภชนาการเพื่อสุขภาพหัวใจที่ดี 

มีการศึกษาไม่นานมานี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร เดอะแลนเซท (The Lancet)  พบว่า ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจของประชากรชาวเอเชีย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการรับปะทานอาหารอินเดียแบบพื้นบ้านมากขึ้น พร้อมกับรูปแบบการรับปะทานที่ให้แน่ใจว่าได้รับกรดไลโนเลนิค มากขึ้น อันได้แก่ เม็ดถั่ว, ผัก ผลไม้, ธัญพืชไม่ขัดขาว และน้ำมันพืช ซึ่งอุดมไปด้วยกรดอัลฟาไลโนเลนิค เช่นน้ำมันคาโนลา และน้ำมันมัสตาร์ด การศึกษามีการสุ่มทดสอบคนไข้ 1000 คน ที่มีประวัติเสี่ยงต่อโรคปลอดเลือดหัวใจ อย่างเช่น แอนไจนา หรืออาการปวดเค้นหน้าอก และเบาหวานประเภทสอง 

หลังจาก 2 ปีผ่านไป จะพบว่าคนที่ได้รับโภชนาการที่ถูกกำหนดให้ จะได้รับกรดไลโนเลนิค มากเป็น 2 เท่า ของกลุ่มเปรียบเทียบ ซึ่งรับประทานอาหารแบบทั่วๆ ไปของชาวเอเชีย กลุ่มที่รับโภชนาการตามที่กำหนด จะมีอาการโรคหัวใจ เช่นอาการหัวใจกำเริบ ทั้งถึงขั้นเสียชีวิตและไม่เสียชีวิต และอาการปวดเค้นอก น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ  

ยังมีการศึกษาอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตีพิมพ์ในเดือนเมษายน 2003 (พ.ศ.2546) วารสารยูโรเปียน เจอนอล ออฟคลินิคอล นิวตริชัน (European Journal of Clinical Nutrition) ทำการศึกษาชาวอิตาลีที่เคยเป็นโรคหัวใจกำเริบ 11,000 คน และได้รับการแนะนำให้รับประทานอาหารแบบชาวเมดิเตอเรเนียน ซึ่งได้แก่การเพิ่มอาหารจำพวกปลา ผลไม้ น้ำมันมะกอก รวมทั้งผักทั้งดิบและที่ปรุงสุก ให้มากขึ้น พบว่าคนเหล่นี้มีสุขภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลัง 6 ปีครึ่ง พบว่า ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพโภชนาการตามแบบที่กำหนดแล้ว  การเสียชีวิตที่เกิดโดยเหตุใดก็ตามจะ    ลดลงแบบเป็นเส้นตรง อัตราที่ลดลงนี้เหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

ผลที่ตามมาทางเศรษฐกิจจากการขาดสารอาหาร
 

หน่วยงานไมโครนิวเทรียน อินนิทิเอทีฟ ( Micronutrient Initiative ) ได้มอบหมายให้มีการศึกษาถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจของการขาดธาตุเหล็กในประเทศกำลังพัฒนา 10 ประเทศ มีการประเมินว่า โดยเฉลี่ยแล้วประเทศเหล่านี้จะสูญเสียรายได้ร้อยละ 0.6 ของผลิตมวลรวมประเทศ (GDP) เมื่อประชากรวัยทำงานมีการขาดธาตุเหล็ก และถ้าเด็กขาดธาตุเหล็กจนถึงขั้นเป็นโรคโลหิตจาง ศักยภาพของเด็กเหล่านี้ ทั้งในเรื่องการเรียนรู้และทางกายภาพจะลดน้อยลงอย่างมาก ยังผลให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ถึงร้อยละ 3.5 ของผลผลิตมวลรวมประเทศ 

จากรายงานการศึกษาเรื่อง สภาพเศรษฐกิจของการขาดธาตุเหล็ก ซึ่งนำโดย ศาสตร์จารย์ ซู ฮอร์ตัน     ศาสตราจารย์สาขาด้านเศรษฐศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยโตรอนโต ได้ระบุไว้ว่า หนึ่งในสามของประชากรโลกอยู่ในสภาวะโลหิตจาง ซึ่งนำไปสู่ผลที่ตามมาอย่างมหาศาลต่อเศรษฐกิจ…….การสูญเสียผลผลิตมวลรวมประเทศไปร้อยละ 4  แม้ในประเทศที่ยากจนยังผลให้เกิดการสูญเสียมูลค่านับพันล้านเหรียญสหรัฐ 

กลุ่มผู้เขียนให้คำแนะนำในเรื่องการขาดธาตุเหล็กว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งและสามารถจัดการเรื่องโภชนาการได้โดยไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก ธนาคารโลกได้ประมาณการณ์ว่า ถ้ามีจัดระบบโภชนาการใหม่โดยใช้สารเสริมอาหาร จะมีผลดีต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจ มากถึง 84 เท่า เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ลงไป 

การศึกษานี้ลงพิมพ์ในนโยบายอาหาร (Food Policy), เดือนกุมภาพันธ์ 2003  เล่มที่ 28, เลขที่ 1 , หน้า 51-75 

 

 

Copyright © 2004 Asian Food Information Centre (AFIC)
* Permission is granted to media, health and education professionals to use AFIC information resources in part or in full, providing credit is given to its source and AFIC is informed of its use by emailing info@afic.org.
No part of any AFIC information resources or the AFIC logo or its name may be used for any advertising or commercial product promotion purposes or with any commercially branded materials.