<% Dim Conn, dbPath dbPath = "D:\inetpub\wwwroot\bongologic\fpdb\afic_up.mdb" Set Conn = Server.CreateObject("ADODB.Connection") Conn.Open "PROVIDER=MICROSOFT.JET.OLEDB.4.0;DATA SOURCE=" & dbPath Set Session("_conn") = conn %> <% sqlArtDetails = "SELECT * FROM t_Articles Where Article_ID = "& Request.QueryString("ArtID")&"" Set rsArtDetails = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") rsArtDetails.Open sqlArtDetails, conn, 3, 3 %> FFA Issue 19 - ปริศนาความอยากอาหาร Appetite Enigmas (THAI) t_Articles t_Articles AFIC
   
 
 

More AFIC Links

 
   
   


 
 

     

Journalist access

to expert database

FFA Issue 19 - ปริศนาความอยากอาหาร Appetite Enigmas (THAI)

November 2003

t_Articles

 

แน่นอน  เราทราบกันดีว่า บทบาทหลักของอาหารก็คือ ดับความหิวและในขณะเดียวกันก็ให้คุณประโยชน์ทางโภชนาการแก่ร่างกายในรูปของการสร้างเสริมความเจริญเติบโตและซ่อมแซมสุขภาพด้วย แต่ถ้านึกถึงว่าคนเราเลือกกินอะไรนั้น จะมีอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ มากมาย เช่น ความอยากเมื่อเห็นอาหาร สภาวะอารมณ์ และปัจจัยทางสังคม เช่น ความคาดหวังของคนรอบข้าง ดังนั้น ความอยากอาหารของคนเรามักเป็นผลจากสาเหตุโดยรวมของความต้องการทางร่างกาย กับปัจจัยกระตุ้นทางสังคม และอารมณ์ ความเข้าใจและตระหนักถึงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว พร้อมทั้งเรียนรู้ที่จะปรับแต่งเพื่อนำมาใช้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมดูแลน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี  นักวิจัยก็ยังคงทำงานเพื่อหาทางแก้ปมปัญหาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิธิพลต่อสิ่งที่เรากิน และเหตุผลว่าทำไม่จึงต้องกินสิ่งเหล่านั้นเอกสารฉบับนี้ได้หยิบยกเอาบางเรื่อง ที่สามารถตอบคำถามได้แล้วเท่านั้น

อะไรทำให้เรารู้สึกอิ่ม

ขณะที่คนเรากำลังรับประทานอาหาร  กระเพาะของเราจะขยายตัวและประสาทรับรู้ภายในทางเดินอาหารก็จะจับได้ถึงปริมาณและแรงดันของอาหารบนผนังของกระเพาะ  ส่วนของประสาทรับรู้เหล่านี้ก็จะส่งสัญญาณต่อไปยังสมองโดยผ่านเส้นประสาทที่เรียกว่า  vagus  nerve  ซึ่งเป็นสาเหตุของความรู้สึกของความอิ่ม  แต่พอกระเพาะว่างลงมันจะหดตัว และต่อมหิวก็จะถูกระตุ้นอีกครั้ง

อาหารบางอย่างให้ความรู้สึกอิ่มมากกว่าอาหารอย่างอื่น  กล่าวกันว่าอาหารซึ่งให้ความรู้สึกอิ่มสูงที่สุด ให้พลังแห่งความพึงพอใจสูงด้วย  และอาหารที่ให้ความรู้สึกอิ่มน้อยที่สุดในปริมาณพลังงาน (กิโลแคลอรี่) ที่เท่ากันก็จะมีพลังแห่งความพอใจต่ำด้วย   อาหารประเภทโปรตีนดูเหมือนจะช่วยขจัดความหิวได้นานกว่าประเภทคาร์โบไฮเดรท  อาหารประเภทไขมันจะมีผลต่อความพึงพอใจน้อยที่สุด  สิ่งนี้อาจช่วยอธิบายการศึกษาในหลายๆ ครั้ง  ที่พบว่า  อาหารที่มีไขมันสูงมักจะเป็น   ตัวนำไปสู่การบริโภคมากเกินไป  และยังผลให้ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

คุณค่าทางพลังงาน ในอาหาร(กิโลแคลอรี่)  ไม่ได้เป็นสิ่งบ่งบอกความแตกต่างเรื่องพลังความพึงพอใจ   ตัวอย่างเช่น  ในการศึกษาอาหารทั่วไป  38  ชนิด  ให้ทั้งหญิงและชายบริโภคอาหารที่มีปริมาณพลังงานเท่าๆ กัน  และมีการตรวจสอบความรู้สึกอิ่มทุกๆ  15  นาทีเป็นเวลา  2  ชั่วโมง  ผลปรากฎว่า  อาหารที่ให้ความรู้สึกพึงพอใจมากที่สุด  คือ  อาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูง (ได้แก่  ปลา,  เนี้อสัตว์,  ถั่วต่างๆ  และไข่)  อาหารที่มีเส้นใยสูง  เช่น  ขนมปังโฮลวีท  และธัญญพืช)  และน้ำ  (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ผักและผลไม้)  ส่วนอาหารที่ให้พลังความพอใจต่ำสุด  ได้แก่อาหารที่มีองค์ประกอบพวกไขมันสูง  เช่น  อาหารอบเนย

ดัชนีกลัยซีมิด  (Glycaemic Index)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  มีการให้ความสนใจกันมากว่า  อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทมีผลกระทบอย่างไรกับความอยากอาหาร   ดัชนีกลัยซีมิด (GI)   เป็นหนทางหนึ่งที่เราจะตรวจดูผลของคาร์โบไฮเดรทที่มีต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้  ค่าดัชนีจะจัดระดับของอาหารจาก  0 ถึง 100   อาหารที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดสูงสุดและเร็วที่สุดอย่างเช่น  ขนมปังแป้งขาว  และมันฝรั่ง  จะมีค่า  GI  สูง  และอาหารที่มีค่า  GI  ต่ำ  เช่นพวกถั่ว  และแป้งไม่ขัดขาว  จะปลดปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ  เป็นประโยชน์ต่อคนที่ต้องการควบคุมปริมาณการบริโภค  เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องพิจารณาถึงจำนวนอาหารโดยรวมทั้งหมดทุกอย่างในแต่ละมื้อ  เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า  นี่คือ  ปริมาณของน้ำตาลจากอาหารแต่ละอย่างที่จะไปมีผลโดยรวมในกระแสเลือดและนี่คือ  ตัววัดปฎิกริยาของร่างกายที่มีต่อความแม่นยำมาในเรื่องอาหารแต่ละมื้อของคนเราซึ่งมักมีอาหารหลายประเภทรวมกัน  รายการยาวเหยียดของค่า  GIและGLถูกจัดทำขึ้นโดยมหาวิทยาลัยแห่งนครซิดนีย์ซึ่งคุณสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่  http://www.glycemicindex.com

การรับประทานตามอารมณ์

พวกเราหลายคนคงพบว่าตัวเองเคยรับประทานทั้งๆ  ที่ไม่หิว  พฤติกรรมบางอย่าง  เช่น  การกินจุกจิก โน่นนิดนี่หน่อย  ชอบเปิดตู้เย็นหรือค้นตู้เย็นหาอะไรใส่ปาก  เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการรับประทานโดยมีอารมณ์เป็น          ผู้สั่งงาน

อาจารย์  J. Mc.Fadden  ซึ่งเป็นทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยและที่ปรึกษาด้านอาหาร  ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ  “Diet  No  More”  อธิบายถึง  การไม่ได้รับการตอบสนองทางอารมณ์สามารถจะกลายเป็นตัวขับจากภายในสั่งให้เรากินโดยที่ท้องไม่ได้หิว  โดยไม่รู้ตัว  บางทีคนเราอาจพยายามสนองตอบอารมณ์ที่ขาดหายไป  เช่น  อารมณ์ของความรัก,  อำนาจ,  ความสนุกสนาน, อิสรภาพ  หรือการเอาตัวรอดโดยการกินอาหาร

Mc.Fadden แนะนำว่า  ครั้งต่อไปถ้าคุณพบว่าตัวเองกำลังเที่ยวค้นหาอาหารกินทั้งๆ  ที่ท้องไม่หิว  ก็ให้ปล่อยตัวเองให้กินอาหารที่คุณเป็นคนเลือกไว้  และพยายามทำความเข้าใจกับอารมณ์  ขณะนั้นที่ผลักคุณให้กระโจนสู่อาหาร  ส่วนหนี่งของทางแก้  ก็คือ  ให้ฟังร่างกายคุณให้เข้าใจถึงสัญญาณของความหิวและความพอใจแล้วใช้เวลาสักเล็กน้อยเพื่อวางแผนที่จะสร้างความพอใจในตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งอาหาร  เช่นการออกไปเดินเล่น  หรือการเขียนสิ่งที่กำลังรบกวนจิตใจคุณอยู่ นั่นหมายความว่า  พอคราวหน้าเมื่อคุณรู้ตัวว่าคุณกำลังหาอะไรรับประทานเนื่องจากสาเหตุทางอารมณ์เป็นตัวกระตุ้น  คุณจะมีแผนรองรับทันทีว่าคุณจะทำอะไรแทน  และคุณจะรู้สึกว่าคุณควบคุมสถานการณ์ได้

ในขณะที่พฤติกรรมการกินโดยไม่หิวนี้เป็นพฤติกรรมที่มักจะฝังรากหยั่งลึกจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจและตระหนักว่าการสร้างกลยุทธทางเลือกเพื่อรับมือกับจิตใจนี้เป็นขบวนการที่ต้องทำกันยาวนานดังนั้นการพัฒนากลยุทธดังกล่าวน่าจะทำแบบช้าๆ  ค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้มั่นใจได้ว่าพฤติกรรมหรืออุปนิสัยใหม่จะสามารถดำเนินได้ตลอดไปในระยะยาว

ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องการรักษาและควบคุมน้ำหนัก สามารถเข้าชมในเวปโซต์ www.ifnotdieting.com

สิ่งที่เห็นเด่นชัดก็คือในเรื่องความอยากอาหาร  ไม่ได้เป็นเพียงปฎิสัมพันธ์อันซับซ้อนของการตอบสนองทางร่างกาย  และจิตใจเท่านั้น  แต่ปัจจัยใดจะโดดเด่นกว่ากันก็ขึ้นอยู่ที่แต่ละบุคคล  หลักฐานชี้เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ  ว่าพวกเราแต่ละคนต้องพยายามเริ่มทำความเข้าใจธรรมชาติของตัวเราเอง  เพื่อว่าเราจะได้มีความสุขกับการรับประทานอาหารประจำวัน  โดยไม่รู้สึกผิด  และไม่ต้องรับประทานมากกว่าที่ร่างกายเราต้องการ  แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกหิวด้วย……….ขอให้เจริญอาหาร       

 

 

Copyright © 2004 Asian Food Information Centre (AFIC)
* Permission is granted to media, health and education professionals to use AFIC information resources in part or in full, providing credit is given to its source and AFIC is informed of its use by emailing info@afic.org.
No part of any AFIC information resources or the AFIC logo or its name may be used for any advertising or commercial product promotion purposes or with any commercially branded materials.