แน่นอน
เราทราบกันดีว่า บทบาทหลักของอาหารก็คือ
ดับความหิวและในขณะเดียวกันก็ให้คุณประโยชน์ทางโภชนาการแก่ร่างกายในรูปของการสร้างเสริมความเจริญเติบโตและซ่อมแซมสุขภาพด้วย
แต่ถ้านึกถึงว่าคนเราเลือกกินอะไรนั้น จะมีอิทธิพลจากปัจจัยต่างๆ มากมาย
เช่น ความอยากเมื่อเห็นอาหาร
สภาวะอารมณ์
และปัจจัยทางสังคม
เช่น ความคาดหวังของคนรอบข้าง
ดังนั้น
ความอยากอาหารของคนเรามักเป็นผลจากสาเหตุโดยรวมของความต้องการทางร่างกาย
กับปัจจัยกระตุ้นทางสังคม และอารมณ์
ความเข้าใจและตระหนักถึงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว
พร้อมทั้งเรียนรู้ที่จะปรับแต่งเพื่อนำมาใช้
อาจเป็นกุญแจสำคัญที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมดูแลน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี
นักวิจัยก็ยังคงทำงานเพื่อหาทางแก้ปมปัญหาเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิธิพลต่อสิ่งที่เรากิน
และเหตุผลว่าทำไม่จึงต้องกินสิ่งเหล่านั้นเอกสารฉบับนี้ได้หยิบยกเอาบางเรื่อง ที่สามารถตอบคำถามได้แล้วเท่านั้น
อะไรทำให้เรารู้สึกอิ่ม
ขณะที่คนเรากำลังรับประทานอาหาร
กระเพาะของเราจะขยายตัวและประสาทรับรู้ภายในทางเดินอาหารก็จะจับได้ถึงปริมาณและแรงดันของอาหารบนผนังของกระเพาะ
ส่วนของประสาทรับรู้เหล่านี้ก็จะส่งสัญญาณต่อไปยังสมองโดยผ่านเส้นประสาทที่เรียกว่า
vagus nerve
ซึ่งเป็นสาเหตุของความรู้สึกของความอิ่ม แต่พอกระเพาะว่างลงมันจะหดตัว
และต่อมหิวก็จะถูกระตุ้นอีกครั้ง
อาหารบางอย่างให้ความรู้สึกอิ่มมากกว่าอาหารอย่างอื่น
กล่าวกันว่าอาหารซึ่งให้ความรู้สึกอิ่มสูงที่สุด
ให้พลังแห่งความพึงพอใจสูงด้วย
และอาหารที่ให้ความรู้สึกอิ่มน้อยที่สุดในปริมาณพลังงาน (กิโลแคลอรี่)
ที่เท่ากันก็จะมีพลังแห่งความพอใจต่ำด้วย
อาหารประเภทโปรตีนดูเหมือนจะช่วยขจัดความหิวได้นานกว่าประเภทคาร์โบไฮเดรท
อาหารประเภทไขมันจะมีผลต่อความพึงพอใจน้อยที่สุด
สิ่งนี้อาจช่วยอธิบายการศึกษาในหลายๆ ครั้ง ที่พบว่า
อาหารที่มีไขมันสูงมักจะเป็น ตัวนำไปสู่การบริโภคมากเกินไป และยังผลให้
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
คุณค่าทางพลังงาน ในอาหาร(กิโลแคลอรี่)
ไม่ได้เป็นสิ่งบ่งบอกความแตกต่างเรื่องพลังความพึงพอใจ ตัวอย่างเช่น
ในการศึกษาอาหารทั่วไป 38 ชนิด
ให้ทั้งหญิงและชายบริโภคอาหารที่มีปริมาณพลังงานเท่าๆ กัน
และมีการตรวจสอบความรู้สึกอิ่มทุกๆ 15 นาทีเป็นเวลา 2 ชั่วโมง
ผลปรากฎว่า อาหารที่ให้ความรู้สึกพึงพอใจมากที่สุด คือ
อาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูง (ได้แก่ ปลา, เนี้อสัตว์, ถั่วต่างๆ
และไข่) อาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ขนมปังโฮลวีท และธัญญพืช) และน้ำ
(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผักและผลไม้) ส่วนอาหารที่ให้พลังความพอใจต่ำสุด
ได้แก่อาหารที่มีองค์ประกอบพวกไขมันสูง เช่น อาหารอบเนย
ดัชนีกลัยซีมิด
(Glycaemic
Index)
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการให้ความสนใจกันมากว่า
อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรทมีผลกระทบอย่างไรกับความอยากอาหาร
ดัชนีกลัยซีมิด (GI)
เป็นหนทางหนึ่งที่เราจะตรวจดูผลของคาร์โบไฮเดรทที่มีต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้
ค่าดัชนีจะจัดระดับของอาหารจาก 0 ถึง 100
อาหารที่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดสูงสุดและเร็วที่สุดอย่างเช่น
ขนมปังแป้งขาว และมันฝรั่ง จะมีค่า
GI
สูง และอาหารที่มีค่า
GI
ต่ำ เช่นพวกถั่ว
และแป้งไม่ขัดขาว
จะปลดปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ
เป็นประโยชน์ต่อคนที่ต้องการควบคุมปริมาณการบริโภค
เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องพิจารณาถึงจำนวนอาหารโดยรวมทั้งหมดทุกอย่างในแต่ละมื้อ
เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า นี่คือ
ปริมาณของน้ำตาลจากอาหารแต่ละอย่างที่จะไปมีผลโดยรวมในกระแสเลือดและนี่คือ
ตัววัดปฎิกริยาของร่างกายที่มีต่อความแม่นยำมาในเรื่องอาหารแต่ละมื้อของคนเราซึ่งมักมีอาหารหลายประเภทรวมกัน
รายการยาวเหยียดของค่า
GI
และGLถูกจัดทำขึ้นโดยมหาวิทยาลัยแห่งนครซิดนีย์ซึ่งคุณสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่
http://www.glycemicindex.com
การรับประทานตามอารมณ์
พวกเราหลายคนคงพบว่าตัวเองเคยรับประทานทั้งๆ ที่ไม่หิว พฤติกรรมบางอย่าง
เช่น การกินจุกจิก โน่นนิดนี่หน่อย
ชอบเปิดตู้เย็นหรือค้นตู้เย็นหาอะไรใส่ปาก
เหล่านี้เป็นตัวอย่างของการรับประทานโดยมีอารมณ์เป็น ผู้สั่งงาน
อาจารย์
J. Mc.Fadden
ซึ่งเป็นทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัยและที่ปรึกษาด้านอาหาร
ได้เขียนไว้ในหนังสือชื่อ
“Diet No More”
อธิบายถึง
การไม่ได้รับการตอบสนองทางอารมณ์สามารถจะกลายเป็นตัวขับจากภายในสั่งให้เรากินโดยที่ท้องไม่ได้หิว
โดยไม่รู้ตัว บางทีคนเราอาจพยายามสนองตอบอารมณ์ที่ขาดหายไป เช่น
อารมณ์ของความรัก, อำนาจ, ความสนุกสนาน, อิสรภาพ
หรือการเอาตัวรอดโดยการกินอาหาร
Mc.Fadden
แนะนำว่า ครั้งต่อไปถ้าคุณพบว่าตัวเองกำลังเที่ยวค้นหาอาหารกินทั้งๆ
ที่ท้องไม่หิว ก็ให้ปล่อยตัวเองให้กินอาหารที่คุณเป็นคนเลือกไว้
และพยายามทำความเข้าใจกับอารมณ์ ขณะนั้นที่ผลักคุณให้กระโจนสู่อาหาร
ส่วนหนี่งของทางแก้ ก็คือ
ให้ฟังร่างกายคุณให้เข้าใจถึงสัญญาณของความหิวและความพอใจแล้วใช้เวลาสักเล็กน้อยเพื่อวางแผนที่จะสร้างความพอใจในตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งอาหาร
เช่นการออกไปเดินเล่น
หรือการเขียนสิ่งที่กำลังรบกวนจิตใจคุณอยู่ นั่นหมายความว่า
พอคราวหน้าเมื่อคุณรู้ตัวว่าคุณกำลังหาอะไรรับประทานเนื่องจากสาเหตุทางอารมณ์เป็นตัวกระตุ้น
คุณจะมีแผนรองรับทันทีว่าคุณจะทำอะไรแทน
และคุณจะรู้สึกว่าคุณควบคุมสถานการณ์ได้
ในขณะที่พฤติกรรมการกินโดยไม่หิวนี้เป็นพฤติกรรมที่มักจะฝังรากหยั่งลึกจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจและตระหนักว่าการสร้างกลยุทธทางเลือกเพื่อรับมือกับจิตใจนี้เป็นขบวนการที่ต้องทำกันยาวนานดังนั้นการพัฒนากลยุทธดังกล่าวน่าจะทำแบบช้าๆ
ค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้มั่นใจได้ว่าพฤติกรรมหรืออุปนิสัยใหม่จะสามารถดำเนินได้ตลอดไปในระยะยาว
ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องการรักษาและควบคุมน้ำหนัก
สามารถเข้าชมในเวปโซต์ www.ifnotdieting.com
สิ่งที่เห็นเด่นชัดก็คือในเรื่องความอยากอาหาร
ไม่ได้เป็นเพียงปฎิสัมพันธ์อันซับซ้อนของการตอบสนองทางร่างกาย
และจิตใจเท่านั้น แต่ปัจจัยใดจะโดดเด่นกว่ากันก็ขึ้นอยู่ที่แต่ละบุคคล
หลักฐานชี้เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
ว่าพวกเราแต่ละคนต้องพยายามเริ่มทำความเข้าใจธรรมชาติของตัวเราเอง
เพื่อว่าเราจะได้มีความสุขกับการรับประทานอาหารประจำวัน โดยไม่รู้สึกผิด
และไม่ต้องรับประทานมากกว่าที่ร่างกายเราต้องการ
แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกหิวด้วย……….ขอให้เจริญอาหาร