คำพูดเหล่านี้ฟังดูคุ้นหูมั้ย? การทำความเข้าใจกับงานวิจัยล่าสุดเรื่องอาหาร โภชนาการและความเกี่ยวข้องกับสุขภาพอาจทำให้รู้สึกสับสน
สำหรับผู้บริโภคแล้วดูเหมือนว่าความขัดแย้งของการศึกษาด้านอาหารกับสุขภาพที่พบในสื่อต่างๆ มีอยู่แทบทุกวัน
ส่งผลให้หลายคนสงสัยว่าทำไมนักวิจัยจึงไม่สามารถทำให้ถูกต้องเสียตั้งแต่แรก
คำตอบอยู่ตรงที่ธรรมชาติของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์
และความไม่มีประสิทธิภาพในการรายงานผล
สู่สาธารณชน
ประเด็นแรก
นักวิทยาศาสตร์จะมองเห็นการศึกษาแต่ละหัวข้อเป็นเหมือนส่วนย่อยๆ
ที่จะไปเติมเต็มความรู้โดยรวม นักวิจัยแต่ละคนทำงานวิจัยแต่ละส่วนแล้วจึงนำผลที่ได้มาสานรวมสร้างเป็นความรู้ที่จะตอบคำถาม
หรือปรากฎการณ์รอบๆ ตัวเรา
บางทีแล้วผลการศึกษาค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์
น่าจะมีการสรุปโดยใช้พื้นฐานว่า
“ปัจจุบันเราทราบอะไรบ้าง”
นักวิทยาศาสตร์แต่ละคนอาจจะใช้วิธีการศึกษาปัญหาหรือปรากฎการณ์ใด ในวิธีการที่แตกต่างกัน ผลที่ได้จึงอาจแตกต่างกันออกไป
นักวิทยาศาสตร์ทำหน้าที่เหมือน ผู้ค้นพบทางเดินในอาณาจักรอันใหญ่โตที่ยังไม่มีใครสำรวจไว้ แต่ละคนอาจจะใช้เส้นทางต่างๆ กัน
บางคนก็เดินไปพบทางตัน ซึ่งต้องอ้อมไปไกลกว่าจะกลับมาพบทางที่ถูกใหม่
แต่แม้ว่าความแป็นจริงจะถูกค้นพบ
ก็มักจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวความจริงที่มีมากกว่าเสมอ
ซึ่งก็หมายความว่านักวิจัยก็จะต้องค้นคว้าต่อไปเพื่อหาความกระจ่างให้กับเรื่องราวที่เหลืออยู่
ในบางกรณี นักวิทยาศาสตร์ทำการทบทวนงานวิจัยเก่าๆ
โดยอาศัยข้อมูลที่ได้ใหม่ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ
ซึ่งอาจทำให้ได้ข้อสรุปที่แตกต่างออกไปจากเดิมที่เคยเชื่อว่าเป็นความจริง
ในขบวนการการทำงาน นักวิทยาศาสตย์จะมีการปรึกษาหารือและอภิปรายงานของตนเองและผู้อื่นกันตลอด
ดังนั้น
งานวิจัยนั้นได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์
( Scientific Journal ) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้
นักวิทยาศาสตร์ สามารถทบทวนงานวิจัยของเพื่อนร่วมงานได้ ผลงานทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ น่าจะเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตย์สามารถปรึกษาหารือ
หรือ ถกเถียงด้วยเหตุผลกันได้มากกว่าจะเป็นเหมือนหลักศิลาจารึก
หรือความเป็นจริงอย่างที่สุด
ท้ายที่สุดแล้ว การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่กลั่นกรองมาจาก การทบทวน
การคาดเดา การยืนยัน
และการโต้แย้งกันซ้ำแล้วซ้ำเล่ามักจะเป็นกุญแจของการสำรวจค้นคว้านั่นเอง เนื่องจากความเป็นจริงนั้นกว่าจะเป็นที่เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง
ก็ต้องใช้เวลานานหลายต่อหลายปี ด้วยความมานะบากบั่นและละเอียดรอบคอบในการทำงานวิจัย
ซ้ำๆ หลายต่อหลายครั้ง ขบวนการของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์จึงควรที่จะได้รับการพิจารณาในฐานะเป็นวิวัฒนาการ
มากกว่าที่จะป็นการปฎิวัติ คำพูดแบบว่า
“ฉันคิดออกแล้ว…….ฉันรู้แล้ว”
น่ะ
มักไม่ค่อยพบในงานวิจัยด้านอาหารและโภชนาการนัก ในขณะที่ได้มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องผลของอาหารและโภชนาการที่มีต่อสุขภาพมนุษย์เรามาเป็นเวลานับศตวรรษยังมีสิ่งต่าง
ๆ
อีกมากมายที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบและในขณะที่การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์คือการสำรวจสิ่งที่ยังไม่ทราบนี่เอง
ความไม่แน่นอนจึงเป็นส่วนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยของการศึกษา ณ
ปัจจุบัน ปัจจัยอีกข้อหนึ่งในเรื่องความสับสนของผู้บริโภค ก็คือ
คนชอบดูหัวข้อข่าวที่เด็ดๆ
การวิจัยที่สลับซับซ้อนหลายงานที่ยังต้องมีเงื่อนไขในการนำเสนอ มักจะถูกสรุปในรูปแบบที่ง่ายจนเกินไป
เพียงคิดว่าคนจะได้เข้าใจได้ ยิ่งไปกว่านั้นการรายงานข่าวสุขภาพมักจะละเลยข้อมูลสำคัญที่ได้จากการศึกษาวิจัยไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อประเภทที่ต้องใช้ความรวดเร็ว เช่น โทรทัศน์ หรือวิทยุ
นอกจากนี้
นักข่าวที่ต้องทำข่าววิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์อาจพบว่าเป็นการยากที่ตนจะได้รับเรื่องราวปูมหลังเพียงพอที่จะวิเคราะห์ข้อมูลของการศึกษา
เขาหรือเธอคนนั้นจึงอาจไม่ตระหนักถึงข้อจำกัดของการศึกษา
หรืออาจจะเดินตามข้อสรุปของนักวิจัยนั้นๆ ไปโดยปริยาย
มาดูเรื่องการศึกษาด้านระบาดวิทยาซึ่งกลายเป็นแกนสำคัญที่ก่อให้เกิดการศึกษาวิจัยเรื่องอาหารและสุขภาพที่มีการรายงานอยู่ตามสื่อต่างๆ
มากมายโดยพื้นฐานแล้วการศึกษาด้านระบาดวิทยานี้เราจะสำรวจกลุ่มประชากร
และตรวจดูแนวโน้มของความเกี่ยวข้องกันระหว่างเรื่องสุขภาพ (เช่น
การเป็นมะเร็ง และโรคหัวใจ)
กับอาหารที่พวกเขาบริโภค รวมถึงการดำเนินชีวิต พันธุกรรม
และปัจจัยอื่นๆ
ประกอบกัน ในขณะที่การวิจัยเรื่องการแพร่พระบาดนั้น เป็นเรื่องของการสังเกตการณ์ผลของการศึกษา
จึงจะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้อง โดยใช้งานวิจัยอื่นเข้าช่วย เช่น
การศึกษาเกี่ยวกับระบาดวิทยานี้
บางทีอาจแสดงถึงความเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน
แต่นั้นไม่ได้หมายถึงสาเหตุของผลที่เกิด ตัวอย่างเช่น
การเปรียบเทียบการบริโภคเนื้อสัตว์ของประชากรในประเทศต่างๆ
เราอาจพบว่ามีความเกี่ยวข้องระหว่างการกินเนื้อสัตว์
กับอุบัติการการเป็นมะเร็งบางชนิด แต่เราไม่สามารถด่วนสรุปว่า
การบริโภคเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งได้เพราะยังมีปัจจัยเรื่องอาหารอื่นๆ ในกลุ่มคนที่บริโภคเนื้อสัตว์นี้(เช่นไขมันรวมของร่างกาย แคลอรี หรือมีการบริโภคผักน้อย)
ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่แท้จริงที่เป็นสาเหตุก็ได้
การบริโภคเนื้อสัตว์เป็นเพียงผลสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคอย่างหนึ่งเท่านั้น
การที่เรามีข้อมูลในเรื่องอาหารกับสุขภาพ
ก็จะช่วยให้เราสามารถเลือกสิ่งดีๆ ให้กับชีวิตเราได้
มีข้อแนะนำอยู่มากมายที่ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ช่วยตัดสินใจว่าการศึกษาจะเกี่ยวข้อง
หรือเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือไม่ หรือการศึกษานั้นน่าเชื่อถือได้หรือเปล่า
ให้ตรวจดูกลุ่มประชากรที่นำมาศึกษา
ตัวอย่างเช่นการศึกษากับผู้ใหญ่เพศชายชาวอเมริกันอาจไม่สามารถนำผลที่ได้มาใช้กับเพศหญิงชาวเอเซียได้
ในทางคล้ายๆ กัน ผลสรุปที่ได้จากการศึกษาจากสัตว์ทดลอง
ก็ยังไม่ควรนำมาสรุปกับมนุษย์ว่าจะได้ผลเช่นเดียวกัน
คำอธิบายเหล่านี้มักจะระบุไว้ตอนท้ายของเอกสารงานวิจัย
แต่อาจไม่มีการรายงานตามสื่อต่างๆ ก็เป็นได้
พยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ดูว่างานวิจัยนั้นนำผู้คนที่ใช้เป็นผู้ทดลองหรือนำมาตรวจสอบจำนวนกี่คน
การทดลองใช้เวลานานเท่าไร การทดลองเป็นประเภทไหน
ผลของการศึกษาได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารที่น่าเชื่อถือ