<% Dim Conn, dbPath dbPath = "D:\inetpub\wwwroot\bongologic\fpdb\afic_up.mdb" Set Conn = Server.CreateObject("ADODB.Connection") Conn.Open "PROVIDER=MICROSOFT.JET.OLEDB.4.0;DATA SOURCE=" & dbPath Set Session("_conn") = conn %> <% sqlArtDetails = "SELECT * FROM t_Articles Where Article_ID = "& Request.QueryString("ArtID")&"" Set rsArtDetails = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") rsArtDetails.Open sqlArtDetails, conn, 3, 3 %> Food Facts Asia # 19 - วิทยาศาสตร์คือวิวัฒนาการ, มิใช่การปฏิวัติ! t_Articles t_Articles AFIC
   
 
 

More AFIC Links

 
   
   


 
 

     

Journalist access

to expert database

Food Facts Asia # 19 - วิทยาศาสตร์คือวิวัฒนาการ, มิใช่การปฏิวัติ!

Science is Evolutionary, not Revolutionary! (THAI)

November 2003

t_Articles

 

ข่าวจากสื่อต่างๆ ในด้านสุขภาพ, อาหารและโภชนาการมักฟังดูขัดแย้ง และชวนให้ผู้บริโภคสับสน สิ่งที่ดูเหมือนเป็นความขัดแย้งกันนี้มีสาเหตุมาจากธรรมชาติของขบวนการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมักต้องใช้ช่วงเวลาอันยาวนาน และมักเป็นขบวนการที่สลับซับซ้อน แต่การรายงานผลมักพยายามนำเสนอให้ฟังดูเรียบง่าย เมื่อไม่มีหลักฐานที่มีข้อมูลหนักแน่นเพียงพอ ผู้บริโภคก็จะได้รับการแนะนำไม่ให้เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค

การรับประทานพิซซ่าจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้

มีการค้นพบว่า  ถ้ารับประทานมันทอด  ขนมปัง มันฝรั่งทอดกรอบ  จะมีโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็ง

ลืมอาหารเส้นใยซะเถอะ อาหารที่เหลือๆ  ก็ป้องกันมะเร็งได้

คำพูดเหล่านี้ฟังดูคุ้นหูมั้ย? การทำความเข้าใจกับงานวิจัยล่าสุดเรื่องอาหาร โภชนาการและความเกี่ยวข้องกับสุขภาพอาจทำให้รู้สึกสับสน  สำหรับผู้บริโภคแล้วดูเหมือนว่าความขัดแย้งของการศึกษาด้านอาหารกับสุขภาพที่พบในสื่อต่างๆ  มีอยู่แทบทุกวัน  ส่งผลให้หลายคนสงสัยว่าทำไมนักวิจัยจึงไม่สามารถทำให้ถูกต้องเสียตั้งแต่แรก

คำตอบอยู่ตรงที่ธรรมชาติของการค้นพบทางวิทยาศาสตร์  และความไม่มีประสิทธิภาพในการรายงานผล   สู่สาธารณชน

ประเด็นแรก  นักวิทยาศาสตร์จะมองเห็นการศึกษาแต่ละหัวข้อเป็นเหมือนส่วนย่อยๆ  ที่จะไปเติมเต็มความรู้โดยรวม      นักวิจัยแต่ละคนทำงานวิจัยแต่ละส่วนแล้วจึงนำผลที่ได้มาสานรวมสร้างเป็นความรู้ที่จะตอบคำถาม  หรือปรากฎการณ์รอบๆ  ตัวเรา  บางทีแล้วผลการศึกษาค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์  น่าจะมีการสรุปโดยใช้พื้นฐานว่า  ปัจจุบันเราทราบอะไรบ้าง

นักวิทยาศาสตร์แต่ละคนอาจจะใช้วิธีการศึกษาปัญหาหรือปรากฎการณ์ใด ในวิธีการที่แตกต่างกัน  ผลที่ได้จึงอาจแตกต่างกันออกไป  นักวิทยาศาสตร์ทำหน้าที่เหมือน  ผู้ค้นพบทางเดินในอาณาจักรอันใหญ่โตที่ยังไม่มีใครสำรวจไว้  แต่ละคนอาจจะใช้เส้นทางต่างๆ  กัน  บางคนก็เดินไปพบทางตัน  ซึ่งต้องอ้อมไปไกลกว่าจะกลับมาพบทางที่ถูกใหม่

แต่แม้ว่าความแป็นจริงจะถูกค้นพบ  ก็มักจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวความจริงที่มีมากกว่าเสมอ  ซึ่งก็หมายความว่านักวิจัยก็จะต้องค้นคว้าต่อไปเพื่อหาความกระจ่างให้กับเรื่องราวที่เหลืออยู่

ในบางกรณี  นักวิทยาศาสตร์ทำการทบทวนงานวิจัยเก่าๆ  โดยอาศัยข้อมูลที่ได้ใหม่  หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ  ซึ่งอาจทำให้ได้ข้อสรุปที่แตกต่างออกไปจากเดิมที่เคยเชื่อว่าเป็นความจริง

ในขบวนการการทำงาน  นักวิทยาศาสตย์จะมีการปรึกษาหารือและอภิปรายงานของตนเองและผู้อื่นกันตลอด ดังนั้น งานวิจัยนั้นได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาศาสตร์ ( Scientific Journal ) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ นักวิทยาศาสตร์ สามารถทบทวนงานวิจัยของเพื่อนร่วมงานได้ ผลงานทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ น่าจะเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตย์สามารถปรึกษาหารือ  หรือ ถกเถียงด้วยเหตุผลกันได้มากกว่าจะเป็นเหมือนหลักศิลาจารึก   หรือความเป็นจริงอย่างที่สุด

ท้ายที่สุดแล้ว  การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่กลั่นกรองมาจาก  การทบทวน  การคาดเดา  การยืนยัน  และการโต้แย้งกันซ้ำแล้วซ้ำเล่ามักจะเป็นกุญแจของการสำรวจค้นคว้านั่นเอง เนื่องจากความเป็นจริงนั้นกว่าจะเป็นที่เข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง  ก็ต้องใช้เวลานานหลายต่อหลายปี  ด้วยความมานะบากบั่นและละเอียดรอบคอบในการทำงานวิจัย ซ้ำๆ หลายต่อหลายครั้ง ขบวนการของการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์จึงควรที่จะได้รับการพิจารณาในฐานะเป็นวิวัฒนาการ  มากกว่าที่จะป็นการปฎิวัติ   คำพูดแบบว่า  ฉันคิดออกแล้ว…….ฉันรู้แล้ว น่ะ   มักไม่ค่อยพบในงานวิจัยด้านอาหารและโภชนาการนัก  ในขณะที่ได้มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องผลของอาหารและโภชนาการที่มีต่อสุขภาพมนุษย์เรามาเป็นเวลานับศตวรรษยังมีสิ่งต่าง ๆ  อีกมากมายที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบและในขณะที่การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์คือการสำรวจสิ่งที่ยังไม่ทราบนี่เอง  ความไม่แน่นอนจึงเป็นส่วนหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยของการศึกษา ณ ปัจจุบัน  ปัจจัยอีกข้อหนึ่งในเรื่องความสับสนของผู้บริโภค ก็คือ  คนชอบดูหัวข้อข่าวที่เด็ดๆ  การวิจัยที่สลับซับซ้อนหลายงานที่ยังต้องมีเงื่อนไขในการนำเสนอ มักจะถูกสรุปในรูปแบบที่ง่ายจนเกินไป  เพียงคิดว่าคนจะได้เข้าใจได้ ยิ่งไปกว่านั้นการรายงานข่าวสุขภาพมักจะละเลยข้อมูลสำคัญที่ได้จากการศึกษาวิจัยไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อประเภทที่ต้องใช้ความรวดเร็ว เช่น โทรทัศน์  หรือวิทยุ

นอกจากนี้ นักข่าวที่ต้องทำข่าววิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์อาจพบว่าเป็นการยากที่ตนจะได้รับเรื่องราวปูมหลังเพียงพอที่จะวิเคราะห์ข้อมูลของการศึกษา  เขาหรือเธอคนนั้นจึงอาจไม่ตระหนักถึงข้อจำกัดของการศึกษา  หรืออาจจะเดินตามข้อสรุปของนักวิจัยนั้นๆ  ไปโดยปริยาย

มาดูเรื่องการศึกษาด้านระบาดวิทยาซึ่งกลายเป็นแกนสำคัญที่ก่อให้เกิดการศึกษาวิจัยเรื่องอาหารและสุขภาพที่มีการรายงานอยู่ตามสื่อต่างๆ  มากมายโดยพื้นฐานแล้วการศึกษาด้านระบาดวิทยานี้เราจะสำรวจกลุ่มประชากร  และตรวจดูแนวโน้มของความเกี่ยวข้องกันระหว่างเรื่องสุขภาพ  (เช่น  การเป็นมะเร็ง  และโรคหัวใจ)  กับอาหารที่พวกเขาบริโภค รวมถึงการดำเนินชีวิต  พันธุกรรม  และปัจจัยอื่นๆ  ประกอบกัน   ในขณะที่การวิจัยเรื่องการแพร่พระบาดนั้น  เป็นเรื่องของการสังเกตการณ์ผลของการศึกษา  จึงจะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้อง  โดยใช้งานวิจัยอื่นเข้าช่วย  เช่น  การศึกษาเกี่ยวกับระบาดวิทยานี้  บางทีอาจแสดงถึงความเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน  แต่นั้นไม่ได้หมายถึงสาเหตุของผลที่เกิด  ตัวอย่างเช่น  การเปรียบเทียบการบริโภคเนื้อสัตว์ของประชากรในประเทศต่างๆ  เราอาจพบว่ามีความเกี่ยวข้องระหว่างการกินเนื้อสัตว์  กับอุบัติการการเป็นมะเร็งบางชนิด  แต่เราไม่สามารถด่วนสรุปว่า  การบริโภคเนื้อสัตว์เป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งได้เพราะยังมีปัจจัยเรื่องอาหารอื่นๆ  ในกลุ่มคนที่บริโภคเนื้อสัตว์นี้(เช่นไขมันรวมของร่างกาย  แคลอรี  หรือมีการบริโภคผักน้อย)  ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่แท้จริงที่เป็นสาเหตุก็ได้  การบริโภคเนื้อสัตว์เป็นเพียงผลสะท้อนพฤติกรรมการบริโภคอย่างหนึ่งเท่านั้น

การที่เรามีข้อมูลในเรื่องอาหารกับสุขภาพ  ก็จะช่วยให้เราสามารถเลือกสิ่งดีๆ  ให้กับชีวิตเราได้  มีข้อแนะนำอยู่มากมายที่ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ช่วยตัดสินใจว่าการศึกษาจะเกี่ยวข้อง  หรือเป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือไม่  หรือการศึกษานั้นน่าเชื่อถือได้หรือเปล่า

ให้ตรวจดูกลุ่มประชากรที่นำมาศึกษา  ตัวอย่างเช่นการศึกษากับผู้ใหญ่เพศชายชาวอเมริกันอาจไม่สามารถนำผลที่ได้มาใช้กับเพศหญิงชาวเอเซียได้  ในทางคล้ายๆ  กัน  ผลสรุปที่ได้จากการศึกษาจากสัตว์ทดลอง  ก็ยังไม่ควรนำมาสรุปกับมนุษย์ว่าจะได้ผลเช่นเดียวกัน  คำอธิบายเหล่านี้มักจะระบุไว้ตอนท้ายของเอกสารงานวิจัย  แต่อาจไม่มีการรายงานตามสื่อต่างๆ  ก็เป็นได้

พยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  ดูว่างานวิจัยนั้นนำผู้คนที่ใช้เป็นผู้ทดลองหรือนำมาตรวจสอบจำนวนกี่คน  การทดลองใช้เวลานานเท่าไร  การทดลองเป็นประเภทไหน  ผลของการศึกษาได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารที่น่าเชื่อถือ  (peer -  reviewed  journal ) ( คือ  วารสารที่นักวิทยาศาสตร์อื่นๆ  สามารถทบทวนตรวจสอบผลงานวิจัยก่อนที่จะได้รับการพิมพ์เผยแพร่ )  หรือไม่  การศึกษา  ที่เกี่ยวข้องกับหลายหัวข้อ  ที่ทำงานทดลองเป็นช่วงระยะเวลายาวนาน  ( เป็นปีๆ  ไม่ใช่เป็นวันๆ )  และใช้มนุษย์เป็นผู้ทดลอง  ไม่ใช้สัตว์ทดลอง รวมทั้งมีกลุ่มผู้ทดลองเปรียบเทียบ (Control  group)  ในการทดลองด้วย  (กลุ่มผู้ทดลองเปรียบเทียบ  คือ คนที่ไม่ได้รับการกระทำใดๆ  ทั้งสิ้นจากการทดลอง  แต่จะเป็นกลุ่มที่นำมาเปรียบเทียบ  กับกลุ่มที่รับการทดลอง) การทดลองดังกล่าวนี้จะ มีความน่าเชื่อถือมากกว่า  การทดลองที่ใช้คนกลุ่มเล็กๆ ทำในช่วงระยะเวลาสั้น และไม่มีกลุ่ม ผู้ทดลองเปรียบเทียบ  อีกประเด็นหนึ่งการทดลองที่นำเอาปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ  เช่น การสูบบุหรี่และอายุเข้ามาเป็นปัจจัยเพื่อพิจารณาด้วยจะมีน้ำหนักดีกว่า  การทดลองที่ไม่คำนึงถึงปัจจัยวิธีการดำรงชีวิต

สุดท้าย เรื่องการเปลี่ยนอาหารไม่ควรกระทำโดยยึดถือผลจากการศึกษาเพียงครั้งเดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นการศึกษาครั้งแรก หรือเพิ่งจะได้ผลเป็นครั้งแรก  เป็นเรื่องไม่ฉลาดเลย  ถ้าคุณจะปรับเปลี่ยนการบริโภคโดยเชื่อถือผลการศึกษาครั้งเดียว โดยเฉพาะถ้าคุณกำลังพิจารณาตัดอาหารบางอย่างออกจากชีวิต      คุณน่าจะรอให้มีการศึกษามากขี้นเพื่อยืนยันผล  การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอาหารที่เชื่อถือได้ ก็เป็นสี่งที่แนะนำให้ทำเป็นอย่างยิ่ง  ถ้าคุณคิดเปลี่ยนรูปแบบการรับประทานอย่างถอนรากถอนโคน 

 

 

Copyright © 2004 Asian Food Information Centre (AFIC)
* Permission is granted to media, health and education professionals to use AFIC information resources in part or in full, providing credit is given to its source and AFIC is informed of its use by emailing info@afic.org.
No part of any AFIC information resources or the AFIC logo or its name may be used for any advertising or commercial product promotion purposes or with any commercially branded materials.