<% Dim Conn, dbPath dbPath = "D:\inetpub\wwwroot\bongologic\fpdb\afic_up.mdb" Set Conn = Server.CreateObject("ADODB.Connection") Conn.Open "PROVIDER=MICROSOFT.JET.OLEDB.4.0;DATA SOURCE=" & dbPath Set Session("_conn") = conn %> <% sqlArtDetails = "SELECT * FROM t_Articles Where Article_ID = "& Request.QueryString("ArtID")&"" Set rsArtDetails = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") rsArtDetails.Open sqlArtDetails, conn, 3, 3 %> FFA Issue 20 - การเติมสารอาหารเพื่อต่อสู้ “ความหิวที่แฝงเร้น” (Fortifying Against the Hidden Hunger) t_Articles t_Articles AFIC
   
 
 

More AFIC Links

 
   
   


 
 

     

Journalist access

to expert database

FFA Issue 20 - การเติมสารอาหารเพื่อต่อสู้ ความหิวที่แฝงเร้น” (Fortifying Against the Hidden Hunger)

March 2004

t_Articles

 

เอเชียเป็นดินแดนแห่งความแตกต่าง ในมุมหนึ่งก็จะมีการกินดีอยู่ดี ซึ่งนำไปสู่โรคอ้วน หรือปัญหาน้ำหนักเกินซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่คนเอเชีย แต่ขณะเดียวกัน ก็มีรายงานพ้องตรงกันมากมายว่าปัญหาเรื่อง ความหิวที่แฝงเร้น ซึ่งก็คือ การขาดธาตุอาหารที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ยังคงเป็นปัญหาต่อสุขภาพของคนเอเชียอย่างต่อเนื่อง

ตามรายงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย ( Asian Development Bank )ระบุถึง การขาดวิตามินเอ,ไอโอดีนและธาตุเหล็ก ว่ายังคงเป็นปัญหาใหญ่ทั่วเอเชีย แม้ว่าอาการขาดวิตามินเอประเภทรุนแรง (ซึ่งสามารถนำไปสู่อาการตาบอดได้) จะไม่เป็นปัญหาสำคัญแล้วก็ตาม แต่การขาดโดยที่มองไม่เห็นอาการ ยังตรวจพบอยู่เป็นประจำ ในพื้นที่ที่ไม่มีโครงการเกลือเติมไอโอดีน เราพบว่ายังมีผู้คนมีอาการขาดไอโอดีน เช่นเป็นโรคคอหอยพอก และถ้าเป็นในเด็กอาจทำให้เป็นปัญญาอ่อน

โรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก อาจเป็นอาการที่พบมากที่สุดในเรื่องของการขาดธาตุอาหารรองที่พบในเอเชีย และเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพียงทวีปเดียวเราพบว่าเกิดกับผู้หญิงและเด็กมากถึง 600 ล้านคน  ผลที่เกิดจากโลหิตจาง เนื่องจากขาดธาตุเหล็กนี้ ทำให้อัตราการตายของแม่และเด็กสูงขึ้น ความสามารถในขบวนการเรียนรู้จำกัด รวมจนถึงระบบภูมิคุ้มกันโรคต่ำ ระดับความสามารถของร่างกายในการทำหน้าที่ต่าง ๆ ก็ลดลงด้วย

การต่อสู้การขาดธาตุอาหารรองจะต้องทำในหลายทิศทาง วิธีการหนึ่งก็คือการเติมสารอาหารลงในอาหารที่มีการบริโภคกันบ่อยๆ และประชากรเป็นจำนวนมากนิยมกิน มีการค้นพบกลยุทธที่ใช้ได้ผลดีในประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อประมาณต้นศตวรรษที่ผ่านมา ในยุโรปและอเมริกา พบว่าอัตราการขาดธาตุอาหารรองลดลงมาก เมื่อมีการเติมสารอาหารลงในอาหารหลักที่กินกันเป็นประจำ เช่น แป้งขนมปัง และผลิตภัณฑ์จากข้าวสาลี

ต่างจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  การที่เราเติมสารอาหารลงในอาหารที่กินประจำวัน การที่จะกินถึงระดับปริมาณที่มากเกินไป (overdose) เกินนั้นจะเป็นไปได้ยาก ซึ่งนับว่าเป็นการเสริมสารอาหารอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ผลการประเมินของหน่วยงานนานาชาติพบว่า การเติมสารอาหารวิธีนี้เป็นวิธีที่ราคาถูกที่สุดในการแก้ปัญหาขาดสารอาหาร ยกตัวอย่างเช่น การเติมธาตุเหล็กลงในซีอิ้ว ใช้เงินเพียง 0.03 USD ( 1.20 บาท ) ต่อซีอิ้ว 1 ลิตร

การเติมสารอาหารในประเทศในเอเชีย

เนื่องด้วยประโยชน์ที่จะได้รับอย่างมหาศาลนี้เอง รัฐบาลของแต่ละประเทศในเอเชียได้ใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อที่จะเติมสารอาหารรองที่จำเป็นลงในอาหาร แต่ละประเทศใส่ในอาหาร แตกต่างกันไปแล้วแต่ความนิยมและอุปนิสัยการกินของคนในประเทศ

ในประเทศมาเลเซีย มีการเติมวิตามิน เอ และ ดี ลงในมาการีน ซึ่งคนนิยมใช้แทนเนยกันในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ นมข้นหวานคนจะใช้กันเยอะมากในการชงเครื่องดื่มต่าง ๆ รัฐบาลก็เลยให้เติมวิตามินเอลงไป

หลังจากที่มีการสำรวจเขตชุมชน ชนบทในซาราวัคช่วงปี พ.ศ. 2513- พ.ศ. 2523 พบตัวเลขที่ค่อนข้างน่าตกใจว่ามีผู้คนมีอาการขาดธาตุไอโอดีนกันมาก รัฐบาลจึงสั่งนำเกลือไอโอดีน เข้ามาในซาราวัคเมื่อปี พ.ศ. 2525 การตรวจสอบต่อมา พบว่าประชาชนบริโภคเกลือไอโอดีน จากร้อยละ 28 ในปี 2531 เพิ่มเป็นร้อยละ 65 ในปี 2538

ในประเทศไทย เรามีโครงการเติมวิตามินเอ, ธาตุไอโอดีน และธาตุเหล็ก ลงในซองเครื่องปรุงของบะหมี่สำเร็จรูป มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ซึ่งสารอาหารที่เติมลงไปนี้เป็นปริมาณ 1 ใน 3 ของที่ร่างกายต้องการต่อวัน ในปัจจุบันร้อยละ 80 ของบะหมี่สำเร็จรูปในประเทศไทยอยู่ในโครงการเติมสารอาหารนี้ ตามการเชิญชวนของรัฐบาล

ในประเทศฟิลิปปินส์ มีโครงการเสริมวิตามินเอ ลงในมาการีน แบบสมัครใจ โดยการสนับสนุนอย่างมหาศาลจากรัฐบาล รวมถึงความตระหนักของผู้บริโภคเอง จึงทำให้ประชากรจำนวนมากหันมาบริโภคมาการีน      เสริมวิตามินเอกันมากขึ้น แม้กระทั่งในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุด การศึกษาในชุมชนที่มีผลกระทบ แสดงให้เห็นว่า การกินมาการีนทำให้ระดับวิตามิน เอ ในเด็กเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตเองก็ลดขนาดของสินค้าเพื่อให้ราคาถูกลงจะได้แน่ใจว่าประชากรในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย สามารถซื้อหามารับประทานได้

ในฟิลิปปินส์ ยังมีโครงการข้าวเสริมธาตุเหล็ก เพื่อลดความรุนแรงของโรคโลหิตจาง เนื่องจากการขาดธาตุเหล็กในประชากร

ประเทศจีน เลือกใช้วิธีการต่างออกไปในการลดโรคโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก โดยเดินตามงานวิจัยที่นำโดย Dr.Junshi Chen แห่งวิทยาลัยเวชศาสตร์ป้องกัน (Chinese Academy for Preventive Medicine) และสถาบัน International Life Sciences Institute Focal Point China ประเทศได้เริ่มต้นโครงการขนาดใหญ่ร่วมมือกับผู้ผลิตซอสถั่วเหลืองจำนวนมาก โดยการสนับสนุนจากโครงการ GAIN เพื่อผลิตซอสถั่วเหลืองเสริมธาตุเหล็ก ในปริมาณที่มากพอเพียง ต่อการบริโภคของพลเมืองทั้งประเทศ โครงการนี้เริ่มเห็นถึงความเป็นไปได้แล้ว การศึกษานำร่อง ซึ่งทำในพื้นที่ที่มีประชากรเป็นโรคโลหิตจางสูง พบว่าเมื่อตรวจร่างกายเด็กนักเรียนที่บริโภคซอสถั่วเหลืองเสริมธาตุเหล็ก จะพบว่ามีปริมาณธาตุเหล็กสูงกว่ากลุ่มที่มิได้บริโภค

นวัตกรรมการเสริมสารอาหารรอง

การเติมสารอาหารรองลงในอาหารระหว่างขบวนการผลิต ไม่ใช่วิธีเดียวที่เราทำได้ เราสามารถทำได้จากภายในโดยการเสริมธาตุอาหารทางชีวภาพ (Biofortification) วิธีหนึ่งที่ทำกัน ก็โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อสร้างพันธุ์พืชที่มีสารอาหารที่ต้องการ   อยู่ภายในพืชนั้นเลย  โครงการหนึ่งซึ่งถือว่าก้าวหน้ามากที่สุดขณะนี้ คือ ข้าวทอง (Golden Rice)ซึ่งคือข้าวที่มีวิตามินเอและยังมีพัฒนาวิตามินเอกับพืชอื่น ได้แก่มัสตาร์ด,คาโนลา,มันเทศ ,ข้าวฟ่าง และมันสำปะหลัง รวมทั้งการเติมธาตุเหล็กและสังกะสีลงในข้าวและพืชตระกูลถั่ว

สถาบันวิจัยนโยบายอาหารนานาชาติ (The International Food Policy Research Institute) ได้เริ่มโครงการสนับสนุนนักปรับปรุงพันธุ์พืช (ผู้ที่พัฒนาพืชพันธุ์ใหม่ ให้ทำการวิจัยและพัฒนาพืชอาหารหลักเพื่อหาพันธุ์ที่มี เกลือแร่และวิตามินสูง พืชเป้าหมายได้แก่ wheat, ข้าวโพด,  มันสำปะหลัง, ถั่ว และสารอาหารเป้าหมายคือ ธาตุเหล็ก, สังกะสี, วิตามินเอ และมันสำปะหลัง มีสารอาหารเป้าหมาย คือ ไอโอดีน

 สรุป

มีการประมาณการณ์กันว่า มีประชากรโลกถึง 2 พันล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลกทั้งหมด ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการขาดสารอาหารรอง รัฐบาลได้ประกาศตั้งแต่ปี 2533 และ ปี 2535 ว่าจะกำจัดอาการขาดไอโอดีน และวิตามินเอของประชาชนในชาติ ให้หมดสิ้นในปี พ.ศ. 2543 แต่ปรากฎว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย การต่อสู้เรื่องการขาดสารอาหารรองนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายรัฐจะต้องมีความตั้งใจจริง, ร่วมมือกับฝ่ายเอกชนด้านอุตสาหกรรมอาหาร และผู้บริโภคเองก็ต้องมีความตระหนักอย่างถูกต้องด้วย

 การบริโภคเพื่อให้ได้สารอาหารอุดมเต็มที่ อาจด้วยการเสริมทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบบเม็ดก็ตาม แต่มีรายงานทั่วโลกว่า การเติมสารอาหารลงในอาหารที่คนกินเป็นประจำ มีบทบาทสำคัญในการเอาชนะปัญหาการขาดสารอาหารรอง 

มีเหตุผลมากกว่านี้อีกที่เราควรเติมสารอาหาร

การเติมสารอาหารที่จำเป็นลงในอาหาร เพื่อแก้ปัญหาหรือป้องกันการขาดสารอาหารรอง ไม่ได้เป็นเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้น

มีอาหารหลายประเภท ที่เราต้องเติมสารอาหารลงไป เพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียไปในขบวนการผลิตและการเก็บ ในบางกรณีอาจเติมเพื่อให้มีปริมาณสารอาหารมากกว่าระดับเดิมด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น เราเติมวิตามินบี ลงในเมล็ดข้าว เพราะที่เราสีข้าว ฝัดข้าววิตามินบี จะสูญเสียไปหรือการเติมวิตามินซี ลงในน้ำส้มคั้น เป็นต้น

บางครั้งเราเติมสารอาหารลงไปเพื่อให้มีคุณสมบัติเหมือนอาหารที่กินในชีวิตประจำวัน เช่น นมถั่วเหลือง เสริมแคลเซียมและวิตามินดี เพื่อให้คุณสมบัติเหมือนนมวัว หรือเนยมาการีน ที่เสริมวิตามิน เอ และ ดี ให้เหมือนกับที่พบในเนยที่ทำจากนมวัว

 

Copyright © 2004 Asian Food Information Centre (AFIC)
* Permission is granted to media, health and education professionals to use AFIC information resources in part or in full, providing credit is given to its source and AFIC is informed of its use by emailing info@afic.org.
No part of any AFIC information resources or the AFIC logo or its name may be used for any advertising or commercial product promotion purposes or with any commercially branded materials.