|
t_Articles
โปรตีนจากถั่วเหลืองและโรคหัวใจ
เอกสารวิชาการชิ้นหนึ่งที่นำเสนอต่อที่ประชุมนานาชาติเรื่องบทบาทของถั่วเหลืองในการป้องกันและรักษาโรคเรื้อรังครั้งที่5
และที่ถูกจัดพิมพ์ไว้ในนิตยสาร
The Journal of
Nutrition
ฉบับประจำเดือนมีนาคม
2547
พร้อมๆ กับเอกสารวิชาการเรื่องอื่นๆ
ที่ได้มีการพิจารณากันในที่ประชุมดังกล่าว
พบว่าอาหารที่ถูกกำหนดให้มีการควบคุมซึ่งรวมถึงโปรตีนจากถั่วเหลือง
ที่ไม่ขึ้นอยู่กับการมีไอโซฟลาโวน(Isoflavones)
ช่วยทำให้ระดับของโคเลสเตอ-
รอลชนิด
HDL “ชนิดที่ดี”
ดีขึ้น และอาจทำให้ระดับโคเลสเตอรอลชนิด
LDL
“ชนิดเลว”
ในเรื่องของการมี
โคเลสเตอรอลในเลือดมากเกินไปลดลงได้
อาสาสมัครเพศหญิงกินโปรตีนจากถั่วเหลืองวันละ 55
กรัม
และอาสาสมัครเพศชายกินวันละ
71
กรัม
ทั้งกลุ่มทดสอบและกลุ่มควบคุมถูกแบ่งย่อยออกไปเป็นกลุ่มอาหารที่ถูกกำหนดให้มีการควบคุมมีทั้งที่รวมและไม่รวมไอโซฟลาโวน
ผลที่ปรากฏออกมาพบว่าอาหารที่ถูกกำหนดให้มีการควบคุมที่มีโปรตีนจากถั่วเหลืองผสมอยู่ที่ไม่คำนึงถึงส่วนผสมไอโซฟลาโวนอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตามจะสามารถทำให้ระดับ
โคเลสเตอรอลดีขึ้น
และยิ่งไปกว่านั้นจะทำให้ขนาดของเม็ดแอลดีแอลใหญ่ขึ้น ขนาดของเม็ดนั้น
คิดกันว่าเป็นปัจจัยสำคัญในอัตราของการพัฒนาของการเกิดการอุดตันในหลอดเลือดแดง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม ดูเอกสารวิชาการของ
S.Desorches,
J.Manger, L.Ausman, A.H. Lichtenstein
และ
B.Lamarche
ในนิตยสาร
The Journal of
Nutrition
ส่วนที่
134:574-57
ฉบับประจำเดือน
มีนาคม 2547
เรื่อง
Soy Hypercholesterolemic Man and Woman
**********************************
อาหารประเภทเส้นใยและโรคหัวใจ
–
การทบทวนหลักฐานยืนยันความเชื่อมโยง ณ ทางบวก ที่มีอยู่อย่างแน่นอน
การวิเคราะห์ย้อนกลับของงานศึกษาวิจัย
10
งาน
ที่มีการแบ่งกลุ่มกันดำเนินการเพื่อทราบผล
ซึ่งล้วนเป็นไปตามผลด้านสุขภาพของผู้เข้าร่วมในงานวิจัยกว่า
336,000
คนใน
4
ประเทศ เป็นเวลา
6-10
ปี
พบว่ามีความสัมพันธ์ในทางกลับกันระหว่างการรับระทานอาหารประเภทเส้นใย
กับสุขภาพของหลอดเลือด จากการวิเคราะห์ดังกล่าว พบว่าทุกๆ
10
กรัม
ของการเพิ่มการรับประทานอาหารประเภทเส้นใย จะทำให้ความเสี่ยงกับโรคหัวใจ
เช่น โรคหัวใจวาย โรคชักกระตุก ลดลงร้อยละ
14
และทำให้ความเสี่ยงกับการเสียชีวิตซึ่งเป็นผลมาจากอาการที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดลดลงร้อยละ
27
จากการวิเคราะห์ที่ละเอียดยิ่งขึ้นถึงแหล่งที่มาของการรับประทานอาหารประเภทเส้นใย
พบว่ามีความสัมพันธ์ในทางกลับกันระหว่างเส้นใยจากธัญพืช เช่นพวกข้าวต่างๆ และเมล็ดพืชต่างๆ
และเส้นใยจากผลไม้ กับเหตุการณ์ที่เกิดกับหลอดเลือด
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
แต่ก็มีข้อสงสัยที่ว่าผู้วิจัยไม่สามารถระบุความเกี่ยวพันโดยตรงระหว่างการรับประทานอาหารประเภทเส้นใยจากผักกับสุขภาพของหลอดเลือดได้
ผลจากการศึกษานี้ให้หลักฐานยืนยันถึงประโยชน์ของการรวมเอาอาหาร
ประเภทที่มีเส้นใยสูงเข้าไว้ในอาหารประจำวัน
โดยเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าผักก็มีบทบาทสำคัญมากต่อสุขภาพของหัวใจ เป็นที่ชัดเจนว่าจะต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม
เพื่อให้เข้าใจในการค้นพบที่ผิดปกติเกี่ยวกับการบริโภคอาหารเส้นใยที่มาจากผัก
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม คลิกไปที่
http://archinte.ama-assn.org/cgi/content/abstract/164/4/370
**********************************
คำแนะนำเรื่องการดึ่มน้ำ
สถาบัน
The US National Academy of Sciences
เมื่อไม่นานมานนี้ ได้จัดพิมพ์รายงานเรื่อง
Dietary
Reference Intakes for Water and Electrolytes
โดยใช้ข้อเสนอแนะของที่ประชุมคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ
ซึ่งจัดขึ้นโดยคณะกรรมการอาหารและโภชนาการของสถาบันการแพทย์
(Institute of
Medicine)
เป็นพื้นฐาน รายงานดังกล่าวสรุปว่า
การกำหนดปริมาณของเหลวหรือน้ำที่จะเสนอแนะ เพื่อการบริโภคประจำวันนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
เนื่องจากความต้องการของ แต่ละบุคคลผิดแผกแตกต่างกันอย่างมากมาย
ตามอุณหภูมิแวดล้อมและระดับของกิจกรรมด้านกายภาพ
แต่รายงานนั้นก็ได้ให้ปริมาณที่จะต้องรับประทานให้เพียงพอไว้สำหรับน้ำในแต่ละวัน
เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริโภคของเหลวอย่างเหมาะสมสำหรับการป้องกันการสูญเสียน้ำของร่างกาย
เช่นสำหรับชายอายุ
1-30
ปี
ระดับการบริโภคอย่างเพียงพอที่ตั้งไว้คือ
3.7
ลิตรต่อวันและสำหรับหญิงในช่วงอายุเดียวกันก็คือ
2.7
ลิตรต่อวัน รายงานดังกล่าวระบุไว้ว่าประมาณร้อยละ
80
ของการบริโภคอย่างพอเพียงตามปกติจะมาจากน้ำและเครื่องดื่ม และร้อยละ
20
จากอาหาร นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังให้ข้อคิดเห็นว่า
ตามหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน เครื่องดื่ม
รวมทั้งเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์ด้วย
ก็มีส่วนในการให้น้ำแก่ร่างกายที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
และจึงอาจถูกรวมเข้าไว้ในการประเมินการบริโภคของเหลวในแต่ละวันด้วย
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม
–
ค้นหาได้จากรายงานของ
ISBN
เลขที่ 0
309 091705
หรือเปิดดูเวปไซท์ของ
The National
Academics Press
คือ
www.nap.edu .
|