<% Dim Conn, dbPath dbPath = "D:\inetpub\wwwroot\bongologic\fpdb\afic_up.mdb" Set Conn = Server.CreateObject("ADODB.Connection") Conn.Open "PROVIDER=MICROSOFT.JET.OLEDB.4.0;DATA SOURCE=" & dbPath Set Session("_conn") = conn %> <% sqlArtDetails = "SELECT * FROM t_Articles Where Article_ID = "& Request.QueryString("ArtID")&"" Set rsArtDetails = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") rsArtDetails.Open sqlArtDetails, conn, 3, 3 %> ข่าวสั้น FFA Issue 22 - November 2004 - NewsBites t_Articles t_Articles AFIC
   
 
 

More AFIC Links

 
   
   

 

 
 
 

     

Journalist access

to expert database

ข่าวสั้น FFA Issue 22 - November 2004 - NewsBites

t_Articles


การเริ่มดำเนินโครงการช่องทางระดับนานาชาติเรื่องความปลอดภัยของอาหาร,

สุขภาพของสัตว์และพืช

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) โดยร่วมกับองค์การต่างๆที่รับผิดชอบเรื่องการจัดมาตรฐานนานาชาติ  ที่เกี่ยวกับเรื่องสุขาภิบาล, สุขาภิบาลพืช และองค์การการค้าโลก ได้ดำเนินโครงการช่องทางเพื่อจัดตั้งหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงหน่วยเดียว สำหรับข้อมูลของทางาชการที่รับรองแล้วในระดับนานาชาติ และระดับชาติ   ที่เกี่ยวกับทั้งส่วนของความปลอดภัย ของอาหารและสุขภาพของสัตว์และพืช ช่องทางดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้ที่http://www.ipfsaph.orgและเอกสารเกี่ยวกับการใช้ก็ขอได้ที่ ftp://ftp.fao.org/docrep/fao/meeting/006/ad705e.pdf 

องค์การอาหารและเกษตรโลก (FAO) แสดงความคิดเห็นเรื่องบทบาทของเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร  ในเรื่องความมั่นคงของอาหารของโลกในอนาคต

ในรายงานประจำปีของสถานะอาหารและการเกษตรโลก (SOFA 2004) ซึ่งออกในเดือนพฤษภาคมให้ข้อคิดเห็นว่า ปัจจุบัน  เกษตรกรรายย่อยก็ยังติดกับอยู่กับการเกษตรแบบยังชีพ  ในขณะที่แต่ละวันคนจำนวน 842 ล้านคนก็ยังมีอาหารไม่พอกิน  คนเป็นพันๆล้านยังทนทุกข์จากการขาดสารอาหารรอง (micronutrient) การขาดอาหารในรูปแบบแอบแฝงเกิดขึ้นโดยความไม่เพียงพอของอาหาร  ในอีก 30 ปีข้างหน้าจะมีคนที่ต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านคนแต่ฐานทรัพยากร ซึ่งการเกษตรต้องพึ่งพากำลังเติบโตขึ้นอย่างเปราะบาง "

รายงายดังกล่าววิจารณ์ว่าเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตรมีศักยภาพที่แท้จริงในฐานะที่เป็นเครื่องมือใหม่ในสงครามแห่งความหิวแต่จนบัดนี้ศักยภาพดังกล่าวส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีการนำมาใช้ ดร.จาร์ค  ดีออฟ (Dr. Jacques Diouf)  ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอาหารและเกษตรแห่ง    สหประชาชาติได้กล่าวในที่ประชุมของ SOFA 2004 ว่า เราจะต้องใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาโมเลกุล โดยเฉพาะการระบุหา  molecular markers, การทำแผนที่พันธุกรรมและการถ่ายยีน เพื่อให้พืชเติบโตเร็วขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ  ซึ่งนับเป็นการก้าวหน้าเหนือวิธีการปรับปรุงพันธุ์ธรรมดา"

รายงานดังกล่าวเน้นความจำเป็นที่จะต้องมั่นใจว่า  ประโยชน์ที่จะได้จากเทคโนโลยีชีวภาพด้านการเกษตรจะต้องได้รับการแบ่งปันกันให้ทั่วถึงทุกคน ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ อันที่จริง  ขณะที่ SOFA 2004 ระบุว่าเกษตรกรผู้ยากไร้และผู้บริโภคในประเทศที่กำลังพัฒนาจะสามารถได้รับประโยชน์อย่างมากจากเทคโนโลยีชีวภาพแต่มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆเท่านั้นที่ศึกษาเรื่องนี้ไม่มีภาคเอกชนหรือภาครัฐลงทุนอย่างจริงจังเป็นล่ำเป็นสันในเทคโนโลยีด้านพันธุกรรมใหม่

สำหรับสิ่งที่เรียกว่า พืชกำพร้า เช่นถั่วผี (cowpea) หญ้ามิลเลท ข้าวฟ่าง และเทฟฟ (teff)   (ธัญญพืชชนิดหนึ่งในอาฟริกา) ซึ่งสำคัญมากสำหรับการจัดหาแหล่งที่มาของอาหารและการดำรงชีวิตของคนที่ยากจนที่สุดในโลก

สามารถเข้าดูรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่ http://www.fao.org/es/esa/en/pub sofa.htm

โครงการศึกษาวิจัยเล็กๆ โครงการหนึ่งพบว่าคนเราจะไม่มีความอยากรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยพลังงานและขนาดของชิ้นอาหารใหญ่

สตรีสามสิบเก้าคนได้รับการจัดอาหารให้สามมื้อต่อวันตามใจชอบเป็นเวลาหกสัปดาห์  อาหารกลางวันจัดให้เป็น 2 สูตรที่มีระดับความเข้มข้นของพลังงานต่างกันและจัดให้เป็น 3 ขนาด ทั้ง 2  ูตรถูกจัดให้มส่วนประกอบของสารอาหารหลัก (macronutrient) และความถูกปากของรสอาหารในระดับที่เท่าเทียมกัน ผู้ที่บริโภคอาหารกลางวันในสัดส่วนที่ใหญ่กว่าและมีความหนาแน่นของพลังงานสูงกว่าถูกพบว่าบริโภคพลังงาน มากกว่าผู้ที่ได้อาหารที่มีความหนาแน่นของพลังงานต่ำกว่าถึงร้อยละ 56

ผู้ที่รับประทานอาหารกลางวันที่มีพลังงานสูงกว่าไม่ได้ชดเชยโดยการลดอาหารในมื้อถัดไปเลย   คนกลุ่มนี้  ไม่ได้รายงานความผิดแผกแตกต่างกันในความรู้สึกอิ่มหรือหิว

ผู้วิจัยสรุปว่าในเริ่องความหนาแน่นของพลังงานและขนาดของสัดส่วนอาหาร  ปรากฏว่าทำงานเป็นอิสระต่อความอยากอาหาร ดังนั้นขนาดของสัดส่วนที่ใหญ่กว่าและอาหารที่มีความหนาแน่นของพลังงานมากกว่าอาจนำไปสู่การบริโภคพลังงานมากเกินไป

เอกสารฉบับนี้จัดพิมพ์โดย Kral T. Roc L. & Rolls B สามารถพบได้ใน Am J. of Clin. Nut. 2004 79; 962-8.

สารฟลาโวนอลส์ในโกโก้ (Cocoa-Flavanols) อาจปรับปรุงสุขภาพของหัวใจอย่างไร

  • งานศึกษาวิจัยงานหนึ่ง ซึ่งพิมพ์ขึ้นในปี 2003 กำหนดทางหนึ่งที่เป็นไปได้ โดยวิธีการใช้ าร flavanols ที่มาจากโกโก้(cocoa) พื่อปรับปรุงสุขภาพของหัวใจ  ในการทดลองขนาดเล็กในคนโดยทำการทดลองแบบสุ่มผู้ถูกทดลองและผู้ทดลองเองไม่รู้ว่าใครได้รับการทดลองแบบไหน ผู้ถูกทดลองอย่างน้อยต้องมีปัจจัยเสี่ยงหนึ่งอย่างต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เครื่องดื่มโกโก้ที่มี flavanols สูง พบว่าช่วยปรับปรุงหน้าที่ของหลอดเลือดหัวใจให้ดีขึ้น ซึ่งจะเห็นผลออกมาดีที่สุด 2 ชั่วโมงหลังการดื่เครื่องดื่มที่มีฟลาโวนอลส์สูงและจากการสังเกตการณ์ไม่พบผลที่สำคัญหลังการดื่มเครื่องดื่มโกโก้ที่มีฟลาโวนอลส์ต่ำ การศึกษาทำให้เข้าใจต่อไปว่ากลไกของชอคโกเลตที่มีฟลาโวนอลส์ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากดูเหมือนว่าจะช่วยปรับปรุงสุขภาพของหัวใจให้ดี  (โดยบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ และเป็นส่วนหนึ่งในการบริโภคอย่างหลากหลาย )

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  Heiss et al ' Vascular effects of cocoa rich in flavan-3-ols' JAMA Aug 27 2003; 290 (8):1030-31

 

Copyright © 2004 Asian Food Information Centre (AFIC)
* Permission is granted to media, health and education professionals to use AFIC information resources in part or in full, providing credit is given to its source and AFIC is informed of its use by emailing info@afic.org.
No part of any AFIC information resources or the AFIC logo or its name may be used for any advertising or commercial product promotion purposes or with any commercially branded materials.