|
t_Articles
การเริ่มดำเนินโครงการช่องทางระดับนานาชาติเรื่องความปลอดภัยของอาหาร,
สุขภาพของสัตว์และพืช
องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)
โดยร่วมกับองค์การต่างๆที่รับผิดชอบเรื่องการจัดมาตรฐานนานาชาติ
ที่เกี่ยวกับเรื่องสุขาภิบาล,
สุขาภิบาลพืช
และองค์การการค้าโลก
ได้ดำเนินโครงการช่องทางเพื่อจัดตั้งหน่วยงานที่สามารถเข้าถึงหน่วยเดียว สำหรับข้อมูลของทางราชการที่รับรองแล้วในระดับนานาชาติ
และระดับชาติ
ที่เกี่ยวกับทั้งส่วนของความปลอดภัย ของอาหารและสุขภาพของสัตว์และพืช
ช่องทางดังกล่าวสามารถเข้าถึงได้ที่http://www.ipfsaph.orgและเอกสารเกี่ยวกับการใช้ก็ขอได้ที่
ftp://ftp.fao.org/docrep/fao/meeting/006/ad705e.pdf
องค์การอาหารและเกษตรโลก
(FAO)
แสดงความคิดเห็นเรื่องบทบาทของเทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตร
ในเรื่องความมั่นคงของอาหารของโลกในอนาคต
ในรายงานประจำปีของสถานะอาหารและการเกษตรโลก
(SOFA 2004)
ซึ่งออกในเดือนพฤษภาคมให้ข้อคิดเห็นว่า
“ปัจจุบัน
เกษตรกรรายย่อยก็ยังติดกับอยู่กับการเกษตรแบบยังชีพ
ในขณะที่แต่ละวันคนจำนวน 842 ล้านคนก็ยังมีอาหารไม่พอกิน
คนเป็นพันๆล้านยังทนทุกข์จากการขาดสารอาหารรอง (micronutrient) การขาดอาหารในรูปแบบแอบแฝงเกิดขึ้นโดยความไม่เพียงพอของอาหาร
ในอีก 30 ปีข้างหน้าจะมีคนที่ต้องการอาหารเพิ่มขึ้นอีก
2 ล้านคนแต่ฐานทรัพยากร ซึ่งการเกษตรต้องพึ่งพากำลังเติบโตขึ้นอย่างเปราะบาง
"
รายงายดังกล่าววิจารณ์ว่าเทคโนโลยีชีวภาพการเกษตรมีศักยภาพที่แท้จริงในฐานะที่เป็นเครื่องมือใหม่ในสงครามแห่งความหิวแต่จนบัดนี้ศักยภาพดังกล่าวส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีการนำมาใช้ ดร.จาร์ค ดีออฟ
(Dr. Jacques Diouf)
ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอาหารและเกษตรแห่ง สหประชาชาติได้กล่าวในที่ประชุมของ
SOFA 2004
ว่า
“เราจะต้องใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาโมเลกุล
โดยเฉพาะการระบุหา
molecular
markers,
การทำแผนที่พันธุกรรมและการถ่ายยีน
เพื่อให้พืชเติบโตเร็วขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งนับเป็นการก้าวหน้าเหนือวิธีการปรับปรุงพันธุ์ธรรมดา"
รายงานดังกล่าวเน้นความจำเป็นที่จะต้องมั่นใจว่า
ประโยชน์ที่จะได้จากเทคโนโลยีชีวภาพด้านการเกษตรจะต้องได้รับการแบ่งปันกันให้ทั่วถึงทุกคน
ไม่ใช่เลือกปฏิบัติ อันที่จริง ขณะที่
SOFA 2004
ระบุว่าเกษตรกรผู้ยากไร้และผู้บริโภคในประเทศที่กำลังพัฒนาจะสามารถได้รับประโยชน์อย่างมากจากเทคโนโลยีชีวภาพแต่มีเพียงคนกลุ่มเล็กๆเท่านั้นที่ศึกษาเรื่องนี้ไม่มีภาคเอกชนหรือภาครัฐลงทุนอย่างจริงจังเป็นล่ำเป็นสันในเทคโนโลยีด้านพันธุกรรมใหม่
สำหรับสิ่งที่เรียกว่า
“พืชกำพร้า”
เช่นถั่วผี (cowpea)
หญ้ามิลเลท ข้าวฟ่าง และเทฟฟ
(teff)
(ธัญญพืชชนิดหนึ่งในอาฟริกา)
ซึ่งสำคัญมากสำหรับการจัดหาแหล่งที่มาของอาหารและการดำรงชีวิตของคนที่ยากจนที่สุดในโลก
สามารถเข้าดูรายงานฉบับสมบูรณ์ได้ที่
http://www.fao.org/es/esa/en/pub sofa.htm
โครงการศึกษาวิจัยเล็กๆ
โครงการหนึ่งพบว่าคนเราจะไม่มีความอยากรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยพลังงานและขนาดของชิ้นอาหารใหญ่
สตรีสามสิบเก้าคนได้รับการจัดอาหารให้สามมื้อต่อวันตามใจชอบเป็นเวลาหกสัปดาห์ อาหารกลางวันจัดให้เป็น 2
สูตรที่มีระดับความเข้มข้นของพลังงานต่างกันและจัดให้เป็น
3 ขนาด
ทั้ง
2
สูตรถูกจัดให้มีส่วนประกอบของสารอาหารหลัก
(macronutrient)
และความถูกปากของรสอาหารในระดับที่เท่าเทียมกัน
ผู้ที่บริโภคอาหารกลางวันในสัดส่วนที่ใหญ่กว่าและมีความหนาแน่นของพลังงานสูงกว่าถูกพบว่าบริโภคพลังงาน
มากกว่าผู้ที่ได้อาหารที่มีความหนาแน่นของพลังงานต่ำกว่าถึงร้อยละ
56
ผู้ที่รับประทานอาหารกลางวันที่มีพลังงานสูงกว่าไม่ได้ชดเชยโดยการลดอาหารในมื้อถัดไปเลย
คนกลุ่มนี้
ไม่ได้รายงานความผิดแผกแตกต่างกันในความรู้สึกอิ่มหรือหิว
ผู้วิจัยสรุปว่าในเริ่องความหนาแน่นของพลังงานและขนาดของสัดส่วนอาหาร ปรากฏว่าทำงานเป็นอิสระต่อความอยากอาหาร ดังนั้นขนาดของสัดส่วนที่ใหญ่กว่าและอาหารที่มีความหนาแน่นของพลังงานมากกว่าอาจนำไปสู่การบริโภคพลังงานมากเกินไป
เอกสารฉบับนี้จัดพิมพ์โดย
Kral T. Roc L. & Rolls B
สามารถพบได้ใน
Am J. of
Clin. Nut. 2004 79; 962-8.
สารฟลาโวนอลส์ในโกโก้
(Cocoa-Flavanols)
อาจปรับปรุงสุขภาพของหัวใจอย่างไร
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Heiss et al ' Vascular
effects of cocoa rich in flavan-3-ols' JAMA Aug 27 2003; 290 (8):1030-31 |