โรคเบาหวาน โดยเฉพาะโรคเบาหวานประเภท
2
กำลังเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก อย่างน้อยคนจำนวน
177
ล้านคนทั่วโลกถูกคิดว่าจะเป็นโรคเบาหวานไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง
และจำนวนดังกล่าวนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี
2030
ข้อมูลนี้เป็นเรื่องจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย
จำนวนผู้เป็นโรคเบาหวานในอินเดีย จีน อินโดนีเชีย ญี่ปุ่น และปากีสถาน
มีสูงที่สุดในโลก
การที่
อัตราการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยเป็นไปอย่างรวดเร็ว
และสอดคล้องกับอัตราการเพิ่มของผู้ที่มีน้ำหนักเกินและผู้ที่เป็นโรคอ้วน
จึงมีการขนานนามปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นโรค
‘Diabesity’
ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลก
คำถามที่สำคัญก็คือ
"เราจะทำอะไรได้บ้างไหม เพื่อที่จะทำให้แนวโน้มดังกล่าวนี้ช้าลงหรือย้อนกลับ"
คำตอบจากผู้เชียวชาญก็คือ การส่งเสียงพ้องกันว่า
“ได้!”
มีหลักฐานที่เด่นชัดมากว่า การเปลี่ยนการกำหนดอาหารและวีถีการดำเนินชีวิต
สามารถ สร้างผลกระทบสำหรับทั้งประชากรทั้งหมดและปัจเจกบุคคล
ในการป้องกันการจู่โจมและ/หรือการถ่วงเวลาการเกิดของโรคเบาหวานประเภท
2
ให้ช้าลง การเปลี่ยนแปลงที่ต้องการไม่ต้องถึงกับถอนรากถอนโคนหรือยุ่งยาก
แต่จะต้องใช้ความพยายามในการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน
โปรดอ่านต่อไป เพื่อจะได้ทราบว่าเราจะสามารถป้องกัน
และจำกัดความซับซ้อนของปัญหาสุขภาพเรื่องโรคเบาหวานประเภท
2
ได้อย่างไร
โรคเบาหวานประเภท
2
คืออะไร
โรคเบาหวานประเภท
2
ซึ่งมีอยู่ถึง
90%
ของกรณีโรคเบาหวานทั้งหมด ก็คือลักษณะของการมีกลูโคสในเลือดสูง
กลูโคสเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ
ซึ่งร่างกายใช้เป็นเชื้อเพลิงในการทำงานทุกอย่างของร่างกาย
ตั้งแต่การหายใจและการกระพริบตา จนถึงการออกกำลังกายและการทำให้ ร่างกายอบอุ่น
ร่างกายคนเราผลิตอินซูลินขึ้นมาเพื่อควบคุมจำนวนกลูโคสที่ไหลเวียนอยู่ในโลหิต
โดยควบคุมการดูดซึมกลูโคสเข้าไปในเซลล์ของร่างกาย
ในโรคเบาหวานประเภท
2
เซลล์ของร่างกายต่อต้านสารอินซูลิน
ดังนั้นร่างกายจึงต้องสร้างอินซูลินขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
เพื่อที่จะให้เซลล์ของร่างกายทำปฏิกิริยาดูดซึมอินซูลินได้ตามที่ต้องการ
การที่มีการหมุนเวียนของกลูโคสในกระแสโลหิต
และการที่ร่างกายผลิตอินซูลินเป็นจำนวนมาก ๆ จะทำให้ร่างกายทำงานหนักเกินไป
หากไม่มีการปฏิบัติดูแลร่างกาย
เพื่อจำกัดความตึงเครียดดังกล่าว
ความยุ่งยากที่ร้ายแรงทั้งหลายแหล่ก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้
เช่นสูญเสียความสามารถในการมองเห็น ไตถูกทำลายและการเกิดแผล
การมีกลูโคสและอินซูลินสูงผิดปกติในเลือด
ก็จะมีผลในการเกิดความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
และโรคเส้นโลหิตในสมองแตก
เป็นที่ชัดเจนว่า
การจัดการต่อร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญสูงมาก และควรที่จะต้องรีบทำ
เพื่อป้องกันการโรคเบาหวานประเภท
2 หรือแม้สำหรับผู้ที่เป็นอยู่แล้วก็ตาม
อะไรเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานประเภท
2 ?
โรคเบาหวานประเภท
2
เป็นเรื่องธรรมดาในบางครอบครัว แต่ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้
อย่างไรก็ดี
แม้ว่าผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
จะมีความไวต่อการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น
การดำเนินการแก้ไขปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอย่างรวดเร็ว อาจป้องกันการคุกคามจากโรคได้
การมีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด และ
ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้น ตามเวลาที่ผ่านไป
ความไวต่อโรคก็จะเพิ่มขึ้นพร้อมกับวัยที่สูงขึ้น
ดังนั้นความพยายามในการดูแลร่างกายตลอดชีวิต
เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ
โรคเบาหวานประเภท
2
มีความเกี่ยวพันอย่างเหนียวแน่นกับการมีวิถีชีวิตที่เชื่องช้า ไม่กระตือรือร้น
ตัวอย่างเช่น มีการศึกษาวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งจัดพิมพ์ไว้ใน
Journal of the American Medical Association
ได้พบการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่าง
จำนวนชั่วโมงในการดูโทรทัศน์และการเกิดโรคเบาหวานประเภท
2
ในสตรีวัยกลางคน
ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่า
Metabolic Make-up
ซึ่งได้วิวัฒนาขึ้นมาช่วยให้มนุษย์มีชีวิตอยู่รอด
สามารถผ่านหลายช่วงเวลาของความอดอยากในอดีตมาได้
ในโลกสมัยใหม่ที่อาหารอุดมสมบูรณ์
metabolic make-up
นี้
อาจจะทำงานต่อต้านคนรุ่นปัจจุบันที่มีอายุยืนกว่า
และแทบจะไม่มีโอกาสที่จะประสบกับความหิวโหย
สมมติฐานที่รู้จักในชื่อว่าทฤษฎี
“thrifty gene” ก็คือ
การต่อต้านอินซูลินจะมีประโยชน์ เมื่อร่างกายได้รับอาหารไม่แน่นอน
เพราะจะส่งเสริมการสะสมไขมัน แต่อย่างไรก็ตาม
การที่ปัจจุบันนี้ไม่มีภาวะทุพพิกภัย
ไขมันสะสมก็ไม่เคยถูกเอามาใช้จนหมด และการที่เรามีอายุยืนยาวกว่าบรรพบุรุษของเรา
ผลที่สะสมเอาไว้เป็นเวลานานของทั้งการต่อต้านอินซูลิน และการสะสมของไขมันในตัว
ก็จะแปลงรูปจากการเป็นประโยชน์ของสุขภาพไปเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ
สิ่งนี้เกิดขึ้นมากโดยเฉพาะกับคนเอเชีย
ซึ่งขณะนี้กำลังประสบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความไม่มั่นคงของอาหารไปเป็นการมีอาหารมากมาย
ที่จะหาซื้อได้ทันที ราคาถูก และเป็นอาหารที่มีพลังงานสูง
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็เชื่อเช่นกันว่า
แนวโน้มสำคัญที่คนในชาติเอเชียจะเป็นโรคเบาหวานประเภท
2
ก็จะเกี่ยวข้องกับแนวโน้มของคนเอเชียเองที่มักจะสะสมไขมันส่วนเกิน
ในบริเวณท้องน้อย ถ้าจะว่ากันตามน้ำหนักแล้ว
ไขมันที่สะสมอยู่บริเวณท้องจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานประเภท
2
มากกว่าไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่นบริเวณก้น และต้นแขนต้นขา
มากมายนัก
การกำหนดอาหารควบคุมพิเศษช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้หรือไม่?
ได้มีการทำการศึกษาวิจัยมากมายในเรื่องนี้ และเห็นพ้องต้องกันว่า
ไม่ว่าจะทำอาหารควบคุมขึ้นมาอย่างไรก็ตาม การรับประทานพลังงาน(แคลอรี่)
แค่พอเพียง เพื่อรักษาน้ำหนักตัวอย่างมีสุขภาพ
ก็คือกลยุทธ์การกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการป้องกันโรคเบาหวานประเภท
2
ในปี ค.ศ.
2001
ได้มีการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ พบว่าความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานประเภท
2
ในกลุ่มที่ลดน้ำหนักโดยการรับประทานอาหารควบคุมและการออกกำลังกายด้วย
มีน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบที่ไม่ได้จัดระบบถึงร้อยละ
58
องค์การอนามัยโลก
(WHO)
ได้สรุปว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ บ่งบอกถึงอาหารที่มีเส้นใยสูง
ว่าจะช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ดีมาก เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่แนะนำให้บริโภคอาหารที่มีธัญพืชทั้งเมล็ดมากๆ รวมทั้งผักและผลไม้ด้วยเกี่ยวกับเรื่องนี้คืออาหารที่มีระดับความหวานหรือกลัยซีมิค
(glycaemic)
น้อย จะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับกลูโคสในเลือด
อย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าจะมีบทบาทในทางป้องกัน
แต่ความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในระยะยาวยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างเต็มที่
แต่ควรเพิ่มความสำคัญกับการแนะนำให้ใช้อาหารเส้นใยสูงทดแทนคาร์โบไฮเดรตที่ถูกทำให้บริสุทธิ์เมื่อไรก็ตามทีมีโอกาส
(เพราะว่าอาหารที่มีเส้นใยสูงมักจะลดกลัยซีมิคที่มีอยู่ในอาหารหรือของรับประทานเล่น
ๆ)
การวิจัยแสดงไว้ด้วยว่าการที่ทารกดื่มนมแม่อย่างเดียวในระยะเริ่มแรกของชีวิต
จะลดโอกาสของการเกิดโรคเบาหวานประเภท
2 (และอันที่จริงประเภท
1
ด้วย)
แต่เรื่องนี้จะต้องศึกษาเพิ่มอีก
เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างเต็มที่ว่าเป็นไปได้อย่างไร
ข่าวงานวิจัยล่าสุดเรื่องอาหารและโรคเบาหวานคืออะไร?
มีผลของการศึกษาที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ บางประการ
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาหารซึ่งมีสารอาหารรอง
(micronutrients) อาจช่วยป้องกันอาการเบาหวานได้บ้าง
แต่ก็ยังจะต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มขึ้นอีกมาก
ก่อนที่จะแนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือ
ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน พิจารณาเปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหาร
การวิจัยถึงบทบาทในการช่วยป้องกันของแมกนีเซียม
(พบในพืชประเภทถั่วฝักอ่อน,
เมล็ดผลไม้เปลือกแข็ง,
เมล็ดพืชและผักใบเขียว);
โครเมี่ยม
(ซึ่งพบในตับ
เชื้อยีสต์ที่ใช้ทำเบียร์,
ธัญพืชทั้งเมล็ด,
เมล็ดผลไม้เปลือกแข็งและเนยแข็ง)
;และวิตามินอี
(ซึ่งพบในอาหารหลายอย่างแต่ที่มีมาก
ๆ
ได้แก่เนยเทียมหรือมาการีน
ที่เติมสารอาหาร,
น้ำมันพืช,ถั่วเหลือง
และเมล็ดผลไม้เปลือกแข็งบางชนิด)
ก็ยังดำเนินการอยู่
การศึกษาในสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็ว ๆ นี้ รายงานว่า
คนที่ดื่มกาแฟและเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีคาเฟอีน จะเกิดโรคเบาหวานประเภท
2
ได้น้อยกว่าผู้ที่ดื่มนิดหน่อยหรือไม่ดื่มเลย
แต่อย่างไรก็ดี
ผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าวก็เตือนว่าคุณไม่ควรเพิ่มการดื่มกาแฟ
เพื่อป้องกันโรคเบาหวานประเภท
2
จนว่าการศึกษาวิจัยต่อจะสำเร็จและมีการวิเคราะห์เรียบร้อยแล้ว
แล้วพวกเด็กกับคนหนุ่มสาวล่ะ
?
โรคเบาหวานประเภท
2
เคยเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ดังนั้นบางครั้งมันจึงถูกเรียกว่า
“โรคเบาหวานที่จู่โจมผู้ใหญ่”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กรณีโรคเบาหวานประเภท
2
ในหมู่คนที่อายุน้อยกว่าก็ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว การเกิดโรคเบาหวานประเภท
2
ในเด็กเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะยิ่งมันจู่โจมเร็วเท่าไร
การเกิดความผิดปกติของอินซูลินและกลูโคส
รวมถึงการกระจุกตัวของไขมันในเลือดก็จะยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น
และการสะสมความเสียหายที่เกิดกับร่างกาย เช่น ความเสื่อมของตา ไต หัวใจ และอื่น ๆ
ก็จะยิ่งมากขึ้นด้วย
กรณีโรคเบาหวานประเภท
2
ในเด็กและวัยรุ่น
ก็เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนและวิถีชีวิตที่เฉื่อยชา ไม่ค่อยกระตือรือร้น
การรักษาทางการแพทย์ในกรณีเหล่านี้
ก็มักจะสนับสนุนให้พยายามควบคุมเรื่องน้ำหนักตัวให้ดีขึ้น
และการเพิ่มระดับกิจกรรมทางกายภาพประจำวันให้มากขึ้น
ความสำคัญสูงสุดในสิ่งที่ต้องทำ หากคุณต้องการเลี่ยงการที่จะเป็นหนึ่งในสถิติโรค
“diabesity”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่สงสัยว่าตนอาจกำลังเสี่ยงอยู่ จะต้องออกกำลังมากขึ้น
และต้องพยายามลดน้ำหนัก
ฉันควรทำอะไรต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคเบาหวานประเภท
2?
การเพิ่มระดับกิจกรรมทางกายภาพ จะทำให้ระดับการต้านอินซูลินที่มีอยู่ลดลง
และยังจะไปช่วยลดการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องด้วย
นักวิจัยพบว่าระดับกิจกรรมทางกายภาพที่เพิ่มขึ้น
ถึงแม้ว่าจะไม่มีการลดน้ำหนักตัวก็ตาม
จะยังคงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานประเภท
2ได้
ระดับกิจกรรมทางกายภาพที่ดีที่สุดที่ควรจะทำ
ก็คือ
การเดินอย่างเร็ว การว่ายน้ำปานกลาง หรือการออกกำลังกายประเภทอื่นที่คล้ายคลึงกัน
อย่างน้อยวันละ
30
นาที
สำหรับผู้ที่น้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักตัวโดยวิธีใด ๆก็ตาม
จะสามารถช่วยการป้องกันโรคเบาหวานได้ และ
จะต้องพยายามทำให้เป็นเป้าหมายตลอดชีวิต
และดังนั้นการค่อย ๆ ลดน้ำหนัก ซึ่งสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง
น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม
การปรับเปลี่ยนอาหารโดยให้รวมอาหารเส้นใยมากขึ้นจาก
ธัญพืชทั้งเมล็ด,
พืชตระกูลถั่ว,
เมล็ดถั่ว,
ผักและ
ผลไม้ จะได้ประโยชน์เป็นสองต่อ
เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยมากมาย
ซึ่งได้รับการรับรองโดยองค์การอนามัยโลก
(WHO)
ได้แสดงให้เห็นว่า อาหารที่มีเส้นใยสูง
จะไม่เพียงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานประเภท
2
เท่านั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพสูงมากในการเป็นอาหารลดน้ำหนักด้วย
การทดสอบเพื่อตรวจหาโรคเบาหวานประเภท 2
นั้นง่ายมากและดังนั้นการตรวจสอบตนเองเป็นประจำ
ควรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การดูแลสุขภาพส่วนตัวของท่าน
แพทย์รายงานว่ามีหลายคนที่ร่างกายต่อต้านอินซูลิน หรือเป็นโรคเบาหวานประเภท
2
ไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ บางครั้งเป็นเวลาหลายปี ทีเดียว
ในช่วงเวลานั้นระดับกลูโคสและอินซูลินในเลือดที่ไม่ได้มีการควบคุมก็จะมีผลเป็นอันตรายต่ออวัยวะและประสาทภายในร่างกาย
แล้วหากฉันเป็นโรคเบาหวานประเภท
2
แล้วล่ะ
?
คำแนะนำสำหรับการป้องกันก็มีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว
เช่นการเพิ่มการออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง
ล้วนจะช่วยลดผลกระทบของการมีระดับกลูโคสในเลือดสูง นอกจากนั้น
คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารควบคุมพร้อมรายละเอียดที่มากพอ
พร้อมทั้งการได้รับการตรวจจากแพทย์เป็นประจำ ก็เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
ในการที่จะช่วยให้เราตรวจติดตามอาการและปรับปรุงการจัดการของสภาวะภูมิชีวิตของเราให้ดีขึ้นสำหรับการใช้ยารักษาก็ยังจำเป็น
นอกเหนือไป จากการปรับเปลี่ยนอาหารและวิถีการดำเนินชีวิตเหล่านี้