t_Articles
19 กรกฏาคม 2005
ในช่วงระยะ 2
ปีแรกของชีวิต นมเป็นแหล่งโภชนาการที่สำคัญที่สุดของทารก
ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเด็กทารกต่างมีความเห็นตรงกันว่าน้ำนมแม่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสมอ
และเป็นที่น่าชื่นใจว่า จำนวนมารดาในประเทศแถบเอเชีย
หันมาเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ตาม
ยังมีมารดาที่เพิ่งให้กำเนิดทารกเป็นจำนวนมากทีเดียว
ที่ยังเลือกการเลี้ยงลูกด้วยนมผสม ทั้งที่ใช้เป็นนมเสริม
และทั้งที่ใช้แทนนมตนเองโดยสิ้นเชิง ดังนั้น เราจึงขอแนะแนวทางตรวจสอบที่สำคัญๆ
เพื่อจะได้สร้างความมั่นใจว่านมผสมที่ใช้เลี้ยงทารกนั้น
มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างเพียงพอ และที่มีความสำคัญพอๆ กัน ก็คือ
นมผสมที่เตรียมสำหรับเลี้ยงทารกนั้น จะต้องปลอดภัยและปราศจากการปนเปื้อนของจุลินทรีย์อย่างเช่นบักเตรี
นมจากเต้าดีที่สุด...
นมแม่เป็นอาหารสำหรับทารกแรกเกิดที่ดีที่สุดเสมอ ข้อนี้มิต้องสงสัยเลย
เพราะไม่เพียงแต่จะมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสมดุลย์,
ย่อยง่าย,
ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย,
สะดวก
และไม่ต้องเสียเวลาเตรียมแล้ว นมแม่ยังเป็นตัวช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเจ็บป่วย
หรือติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และยังอาจเป็นประโยชน์กับร่างกายของเด็กคนนั้น
เมื่อเขาเติบโตขึ้นด้วย เช่น ร่างกายจะมีการควบคุมน้ำหนักตัวได้ดี
และมีภูมิต้านทานดีกว่าเด็กที่เลี้ยงด้วยนมผสม
โดยจะเห็นได้จากการเกิดโรคภูมิแพ้จะมีน้อยกว่า
ความจริงแล้ว
คนเป็นแม่ทุกคนให้นมลูกได้ทั้งนั้น องค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำว่า
เด็กทารกควรได้รับนมแม่อย่างเดียวเท่านั้น โดยไม่มีอาหารอื่นๆ เลย เป็นเวลา 6
เดือนหลังจากคลอด จากนั้นจึงเริ่มให้อาหารที่ต้องเคี้ยว หรืออาหารบด
ส่วนนมแม่ก็ยังแนะนำ ให้เลี้ยงลูกไปอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุ 2 ขวบ หรือมากกว่า
คือเลี้ยงนมแม่ไปพร้อมๆ กับอาหารปกติอื่นๆ
ทางเลือกรองลงมา...
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้กระแสการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะมาแรงในแถบเอเชีย
แต่ในความเป็นจริง ทารกแรกเกิดเพียงไม่ถึงครึ่ง ที่ได้มีโอกาสกินนมแม่จนถึงอายุ
4
เดือน และมากกว่าร้อยละ 80
ได้รับนมแม่จนถึงอายุ 12-15
เดือน
ตัวมารดาเองอาจเป็นผู้ตัดสินใจว่า
การเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองอย่างเดียวนั้นเป็นไปได้ยาก ด้วยเหตุผลหลายประการ
–
สุขภาพของมารดาหรือทารก,
ขาดความช่วยเหลือจากครอบครัว,
การทำงาน
หรือภาระอื่นบางอย่างที่อาจทำให้ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมตนเองทั้งหมด
หรือแม้บางส่วนได้ ในกรณีเช่นนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด
ที่มารดาซึ่งมีความลำบากดังกล่าว ต้องไปขอความช่วยเหลือ ขอคำปรึกษา
อาจเป็นจากพยาบาล ผู้มีความชำนาญเหล่านี้ อาจสามารถหาทาง
ช่วยเหลือเพื่อให้ทารกได้มีโอกาสกินนมแม่ต่อไปได้
ศาสตราจารย์ฟาติมา อาชาด แห่งคณะโภชนาการและการกำหนดอาหาร มหาวิทยาลัยคีบังซาน
ประเทศมาเลเซีย กล่าวว่า “วิธีการเลี้ยงลูกทั้งสองแบบไม่ว่าจะใช้นมผสม
หรือนมแม่ก็ตาม ต้องมีการสอนให้พ่อแม่เข้าใจ แม้นว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาจะเป็นกระบวนการตามธรรมชาติแต่ถ้า คุณแม่มือใหม่ได้รู้รายละเอียดวิธีการทุก ขั้นตอน เธอก็จะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น”
สำหรับคนที่เลือกที่จะไม่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง หรือใช้นมผสมมาช่วยด้วยนั้น
คำถามก็คือว่า “แล้วจะใช้นมอะไรดีล่ะ”
คำตอบก็คือ ถ้าไม่ใช่นมแม่
รองจากนมแม่ก็ต้องเป็นนมผงเลี้ยงทารกที่เป็นสูตรทางการค้า
การที่เราจะผสมนมเพื่อเลี้ยงทารกเองนั้น เป็นสิ่งที่ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่ง
เพราะความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ ทั้งการเลือกชนิดและการผสม
ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่สมดุลย์ทางโภชนาการ
อันอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพเด็กทารก นมผสมสูตรเลี้ยงทารก
ทำมาจากนมวัวแต่จะถูกดัดแปลงแบบพิเศษ
เพื่อให้ใกล้เคียงกับคุณสมบัติของนมแม่มากที่สุด
การดัดแปลงนี้จะช่วยให้นมนั้นย่อยง่าย
มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัยต่อการเลี้ยงทารก
นมวัวหรือนมแพะที่ไม่มีการดัดแปลงรูป ไม่ควรนำมาเลี้ยงเด็กอายุต่ำกว่า
12
เดือนเป็นอันขาด เนื่องจากว่าโปรตีนในนมดังกล่าวนี้ย่อยยาก ยิ่งไปกว่านั้น
นมวัวและนมแพะมีปริมาณธาตุเหล็กต่ำมาก และนมแพะยังขาดวิตามินบี
12,
โฟเลต
และวิตามินดี อีกด้วย
การเลือกนมผสมสำหรับเลี้ยงทารกอย่างรอบคอบ
ไม่ว่าคุณจะใช้นมผสมดัดแปลงสำหรับเลี้ยงทารกโดยสมบูรณ์แบบ
หรือจะใช้แทนนมแม่เป็นบางมื้อก็ตาม นมที่คุณเลือกจะต้องเหมาะสมกับทารกน้อยๆ ของคุณ
ถ้าจะสอบถามบุคคลากรทางการแพทย์ หรือพยาบาล ก็เป็นสิ่งที่น่ากระทำในเบื้องต้น
นมผงสำหรับเลี้ยงทารก ที่ผลิตจากบริษัทที่น่าเชื่อถือได้
และถ้าจะให้ดีต้องมีรายละเอียดติดต่อกลับได้ด้วย หากเรามีข้อกังวล หรือปัญหา
ผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงนั้นจะเคร่งครัดทำตามกฎระเบียบของทางราชการ ทั้งนี้
เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์นมที่เขาผลิตนั้น มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างพอเพียง
และเป็นสูตรที่ปลอดภัย และพร้อมที่จะรับการสนองตอบจากลูกค้าอย่างแท้จริง
นมผงสำหรับเลี้ยงทารกที่ทำจากนมวัว เป็นสูตรที่ดีที่สุดสำหรับทารกส่วนใหญ่
แต่อย่างไรก็ตาม จะมีทารกอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีความต้องการนมสูตรพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น
มีทารกกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนไม่มากนัก จะแพ้โปรตีนจากนมวัว
หรืออาจจะไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมได้
เด็กทารกกลุ่มนี้ต้องเลี้ยงด้วยนมจากถั่วเหลือง หรือนมสูตรดัดแปลงพิเศษ
ซึ่งเป็นนมจากวัวแต่มีการดัดแปลงจนเหมือนกับย่อยมาแล้ว
อาการที่เป็นตัวบ่งชี้ปฏิกิริยาจากโปรตีนในนมวัว ได้แก่ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง
เป็นผื่นคัน สำหรับคนที่ไม่สามารถย่อยนมได้ อาการที่พบบ่อย คือ มีแก๊สมาก ท้องป่อง
ปวดท้อง และท้องเสีย แต่อย่างไรก็ตาม อย่ารีบด่วนสรุปว่าเป็นอาการแพ้นม
เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ อาจเป็นอาการป่วยอย่างอื่นในเด็กก็ได้ ดังนั้น
จึงควรพบแพทย์เพื่อความมั่นใจ
ทารกเกิดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญในร่างกาย อย่างเช่น
อาการเฟนิลคีโทนูเรีย (phenylketonuria)
ซึ่งทำให้มีสารบางอย่างเป็นพิษตกค้างอยู่ในร่างกาย กุมารแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
จะต้องแนะนำนมผสมสูตรพิเศษโดยเฉพาะให้
การให้อาหารเสริมพิเศษ –
ประโยชน์หรือเกินจริง?
ฝ่ายผู้ผลิตยังคงพยายามอย่างต่อเนื่องในการผลิตนมผงสำหรับเลี้ยงทารกให้มีความคล้ายคลึงกับนมแม่มากที่สุด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
งานวิจัยได้มุ่งเน้นการศึกษาเรื่องสารอาหารที่พบในนมแม่ในปริมาณน้อยมากๆ
แต่ก็มีบทบาทสำคัญ ที่ทำให้นมแม่เป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับทารก
นมผสมบางสูตร
มีการเสริมด้วยไขมันพิเศษ ซึ่งมีสูตรเคมีเป็นโซ่ยาว เป็นกรดไขมันที่เรียกว่า
กรดโดโคซาเฮกซาโนอิค (docosahexanoic acid
– DHA)
และกรดอราชิโดนิค (arachidonic acid
- ARA)
เนื่องจากกรดทั้งสองตัวนี้พบในน้ำนมแม่
และพบว่าเป็นประโยชน์ช่วยพัฒนาระบบการมองเห็น
และพัฒนาสมองของเด็กทารกได้ในช่วงระยะเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ยังมีนมผสมที่เป็นสูตร “probiotic
และ
prebiotic”
ออกมาสู่ตลาดปรากฎว่ามีการศึกษาพบว่า
นมประเภทนี้มีผลช่วยให้การเกิดโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กและการเกิดอาหารเป็นพิษและโรคท้องร่วงลดน้อยลง
เมื่อเร็วๆ นี้เอง ที่กรุงเดลฮี ประเทศอินเดีย
มีการศึกษาพบว่าทารกที่ได้รับนมผสมที่เสริมสารอาหาร จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคท้องร่วง
การติดเชื้อทางเดินหายใจ โรคหัด และโรคโลหิตจาง ทั้งชนิดปานกลางและรุนแรง
ดีกว่าทารกที่กินนมผงธรรมดา
เมื่อทารกอายุได้ประมาณ 6
เดือน จะเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงความต้องการสารอาหาร
ช่วงนี้จึงเริ่มเพิ่มอาหารแข็งเข้ามา
นมยังคงเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารอยู่เหมือนเดิม และยังคงแนะนำว่า
ควรให้ทารกดูดนมแม่ต่อไป สำหรับเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่นั้น
เมื่อถึงอายุนี้ก็ต้องเปลี่ยนนมผสมเช่นกัน นมผสมสำหรับทารกวัยหลัง
6
เดือน จะมีแคลเซียมและธาตุเหล็กสูงขึ้น
เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายที่กำลังเติบโต นอกจากนี้
ยังมีการศึกษาอีกเป็นจำนวนมากที่รายงานว่า เด็กวัยเรียนที่ดื่มนมเสริมธาตุเหล็ก
จะมีภาวะโภชนาการที่สมบูรณ์กว่า
และมีพัฒนาการที่ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการเสริมธาตุเหล็ก
สำหรับนมวัวธรรมชาตินั้น ควรจะให้กับเด็กที่มีอายุ ๑ขวบไปแล้ว นมพร่องมันเนย
หรือนมสกัดมันเนยนั้นไม่แนะนำให้เลี้ยงเด็กอายุต่ำกว่า ๒ ขวบ
เนื่องจากปริมาณของไขมันและพลังงานต่อเด็กทารกที่กำลังเจริญเติบโต
ศาสตราจารย์ฟาติมา ได้สรุปไว้ว่า “
ไม่ว่าพ่อแม่จะเลือกวิธีการใดในการเลี้ยงลูกก็ตาม
เขาสมควรที่จะได้รับความช่วยเหลือในทุกวิถีทาง คำแนะนำที่เหมาะสม,
ข้อมูลที่ถูกต้อง และกำลังใจ
จะสามารถช่วยให้มารดาเลือกวิธีการเลี้ยงลูกของตนเองได้เป็นอย่างดี
การดูแลอย่างดีที่สุดจากพ่อแม่ ความรู้สึกพึงพอใจ
และความผูกพันอันลึกซึ้งระหว่างแม่และลูก เป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญ
นมผสมสำหรับทารก- เตรียมอย่างเอาใจใส่
เด็กแรกเกิดแทบจะไม่มีกลไกป้องกันตนเองจากเชื้อโรคได้เลย
และต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งจึงจะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้ ดังนั้น
การเตรียมนมผสม และการเก็บรักษาอย่างถูกสุขอนามัย จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
เพื่อป้องกันการติดเชื้อในเด็ก
-
ล้างทำความสะอาดขวดนมและจุกนม และต้มในน้ำเดือดเป็นเวลา ๕ นาที
-
ล้างมือ
และอุปกรณ์ต่างๆที่ต้องใช้ให้สะอาด ก่อนการเตรียมนม
นำหัวจุกนมใส่เข้ากับฝาขวดให้ เรียบร้อย ก่อนจะชงนม
และอย่าใช้นิ้วปิดที่จุกนมขณะเขย่าขวดเพื่อผสมนม
เพราะอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนได้
-
ให้ใช้น้ำต้มสุกเท่านั้นในการผสมนม
น้ำดื่มบรรจุขวดไม่ใช่ว่าจะสะอาดปราศจากเชื้อโรคซะทั้งหมด เพราะฉะนั้น
มีทางเดียวที่จะแน่ใจได้ว่าน้ำสะอาดจริงๆ ก็คือการต้มน้ำให้เดือดก่อนผสมกับนมผง ต้มเอง แต่เมื่อชงนมแล้ว
ต้องปล่อยให้เย็นลงก่อน จึงนำไปป้อนทารกได้
-
การชงนม
ต้องทำตามคำแนะนำที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์อย่างระมัดระวัง ทั้งน้ำและนม
ต้องตวงอย่างถูกต้อง ถ้าใส่น้ำมากเกินไป จะทำให้ทารกได้รับอาหารไม่พอเพียง
ถ้าใส่น้ำน้อยเกินไป ก็อาจจะสร้างปัญหาให้กับระบบการย่อยอาหาร,ระบบไต
และยังอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ
-
ถ้าชงนมใส่ขวดไว้ครั้งละหลายขวด
ขวดที่จะยังไม่ให้ดื่มจะต้องใส่ตู้เย็นไว้เสมอ
และถ้าเกิดไม่ได้นำมาเลี้ยงเด็กภายใน
๒๔
ช.ม. ต้องเททิ้ง
-
ทารกชอบนมที่ไม่เย็นหรือร้อนเกินไป หากเราชงนมและเข้าตู้เย็นไว้
ก่อนจะนำมาให้เด็ก เราควรนำไปอุ่นโดยวางลงในชาม
หรือหม้อที่ใส่น้ำร้อนไว้ ทิ้งแช่ไว้สักครู่
การอุ่นนมในไมโครเวฟนั้นไม่แนะนำให้กระทำ
เพราะนมจะร้อนไม่สม่ำเสมอ บางส่วนที่ร้อนมาก อาจลวกปากเด็กได้
หลังจากอุ่นนมในน้ำร้อนแล้ว ให้เขย่าขวด
และหยดนมลงที่หลังมือสักสองสามหยดเพื่อทดสอบอุณหภูมิ สัมผัสนั้นควรจะรู้สึกพอดี
สบายๆ
-
เมื่อเรานำขวดนมออกจากตู้เย็นและอุ่นให้ร้อนแล้ว
ห้ามนำกลับเข้าตู้เย็นอีกเด็ดขาด
แม้เด็กจะหลับไปก่อนที่จะได้ดื่มนมขวดนั้นก็ตาม ทั้งนี้เพราะ
ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากเชื้อบักเตรี
เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมินั้นสูงมาก
-
ถ้าเด็กดื่มนมแล้วเหลืออย่าเก็บไว้
ควรเททิ้ง
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
-
Global Strategy for
Infant and Young Child Feeding:
http://www.who.int/child-adolescent-health/New_Piublications/NUTRITION/gs_iycf.pdf
-
UNICEF Breast-feeding and
complementary feeding
http://www.childinfo.org/eddb/brfeed/
-
Efficacy of micronutrient
fortification of milk on morbidity in pre-school children and growth - a
double-blind randomized controlled trial. R Juyal, M Osmamy, R E Black, U
Dhingra, A Sarkar, P Dhingra, P Verma, D Marwah, R Saxsena, V P Menon, S
Sazawal. Asia-Pacific Journal of Clinical Nutrition (2004) Vol 13; Supplement
S1-S180 ISSN 0964-7058.