<% Dim Conn, dbPath dbPath = "D:\inetpub\wwwroot\bongologic\fpdb\afic_up.mdb" Set Conn = Server.CreateObject("ADODB.Connection") Conn.Open "PROVIDER=MICROSOFT.JET.OLEDB.4.0;DATA SOURCE=" & dbPath Set Session("_conn") = conn %> <% sqlArtDetails = "SELECT * FROM t_Articles Where Article_ID = "& Request.QueryString("ArtID")&"" Set rsArtDetails = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") rsArtDetails.Open sqlArtDetails, conn, 3, 3 %> กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพ !! t_Articles AFIC
   
Home Page
Food Facts Asia: 3x year resource newsletter, which features articles on current nutrition, food safety and science communication topics for use by journalists, health professionals, students and interested consumers.
AFIC leaflets, posters and brochures available for download
AFICNews: AFIC's monthly e-bulletin provides updates on regional events, the latest AFIC resources and analysis of recent news coverage of food safety and nutrition topics and issues.
Press Centre: Recent press releases and guidelines on where to go for more information.
Contact Us: Click here to request copies of AFIC publications, or to be added to AFIC's mailing list.
 
 

More AFIC Links

 
   
   


 
 
 

     

Journalist access

to expert database

กินผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อสุขภาพ !!
FFA Issue 25, November 2005, "Health Advice to Eat More!! The Case for More Fruit and Vegetables"

 

t_Articles t_Articles

11 พฤศจิกายน 2548

คนส่วนใหญ่แล้วต้องการที่จะมีพฤติกรรมการรับประทานเพื่อสุขภาพ เพียงแต่การจัดลำดับความสำคัญยังอาจเป็นปัญหาที่ท้าทาย  ด้วยข้อมูลที่มากมายจากหลายแหล่ง ทั้งจากครอบครัว จากเพื่อน และสื่อต่างๆ  และข้อมูลจำนวนไม่น้อยที่ขัดแย้งกัน  จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า  บางครั้งผู้บริโภคก็ลืมนึกถึงคำแนะนำด้านโภชนาการที่มีพื้นฐานจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์อันหลากหลาย  รวมทั้งสถาบันสุขภาพชั้นนำต่างๆรองรับ  ตัวอย่างเรื่องหนึ่งคือ คำแนะนำเรื่อง วันละห้า” (5-a-day message) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั้งในะดับประเทศ และนานาชาติ ต่างก็มีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า การรับประทานผักและผลไม้ เป็นประจำ วันละ 5 ส่วน (คิดเป็นประมาณ 400 กรัมต่อวัน) จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากทีเดียว ดังนั้น ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย (AFIC) จึงได้สรุปสาระสำคัญทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลดีของ วัน-ละ-ห้า ต่อสุขภาพของคนเราไว้ดังนี้  

นักวิทยาศาสตร์ และคุณแม่ต่างมีความเห็นพ้องต้องกัน

ทานผัก ทานผลไม้ซะ นั่นคือ คำพูดที่เราได้ยินคุ้นหูจากในบ้าน และก็ยังเป็นคำแนะนำด้านโภชนาการที่มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์รองรับ 

จากสถิติทั่วโลก, องค์การอนามัยโลกได้ประเมินว่า การบริโภคผักผลไม้น้อยเป็นสาเหตุให้เกิดมะเร็งในทางเดินอาหาร ร้อยละ 19, โรคหัวใจร้อยละ 31, และโรคลมปัจจุบันร้อยละ 11 ผู้เชี่ยวชาญได้จัดทำรายงานซึ่งตีพิมพ์โดยกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (World Cancer Research Fund, WCRF) ในปีพ.ศ. 2540  ว่า โดยประมาณร้อยละ 30 - 40 ของกรณีการเกิดมะเร็งทั่วโลก  (ราวๆ 3-4 ล้านกรณี ที่เกิดใหม่ทุกปี)  สามารถป้องกันได้ ด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกินอาหาร  ในรายงานของกองทุนวิจัยมะเร็งระบุว่าหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของอาหารโดยเฉพาะผักและผลไม้ ในการช่วยป้องกันมะเร็งนั้นมีความหนักแน่นมาก   เหล่าผู้เชี่ยวชาญสรุปออกมาได้ว่า  การบริโภตผักผลไม้อย่างหลากหลาย  วันละไม่น้อยกว่า 400 กรัม จะสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งโดยรวมได้อย่างน้อยร้อยละ 20  ไม่ว่า   คนๆนั้นจะมีรูปแบบการบริโภค หรือ การใช้ชีวิตอย่างไรก็ตาม 

เมื่อปีพ.ศ. 2546  มีรายงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จากองค์อนามัยโลก (World Health Organization, WHO) และ องค์การอาหารและเกษตร (Food and Agricultural Organization, FAO)  เกี่ยวกับโภชนาการ  กับการป้องกันโรคแห่งความเสื่อม ได้ระบุอย่างมั่นใจว่ามีหลักฐานอย่างชัดเจนว่าผักและผลไม้ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคหลอด เลือดหัวใจ  และยังอาจช่วยลดความเสี่ยงของเบาหวานได้ 

ถึงแม้จะเชื่อกันว่าผักและผลไม้ทุกอย่างจะให้ประโยชน์แก่ร่างกาย  แต่ผักใบเขียวอย่างเช่น ผักกาดหอม ผักโขม  พืชตระกูลกะหล่ำ เช่น บรอคโคลี, กะหล่ำดอก หรือ กะหล่ำปลี  และผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้มชนิดต่างๆ , มะนาว  (รวมทั้งน้ำส้ม น้ำมะนาว )  มีประโยชน์มากกว่าผักอย่างอื่นๆ   แต่ในประเด็นที่ว่าให้ทานผักผลไม้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวันนั้น  ไม่นับรวมพืชหัว เช่น มันฝรั่ง มันสำปะหลัง หรือมันเทศ  เพราะพืชตระกูลหัวนั้น เป็นพืชพวกที่ให้แป้งซึ่งมีความสำคัญต่อร่างกายในด้านอื่น 

อุปสรรคขวางกั้นไม่ให้เข้าถึงเป้าหมาย  วัน-ละ-ห้า

จากสถิติขององค์การอนามัยโลกระบุว่า อัตราการบริโภคผักและผลไม้ของประชากรในประเทศแถบเอเชียต่ำกว่าคำแนะนำมาก  ประชากรจีนโดยเฉลี่ยแล้วรับประทานผักผลไม้วันละ  300 กรัม  ในประเทศไทย มีรายงานว่าคนไทยบริโภคกันไม่ถึงวันละ 200 กรัม ด้วยซ้ำ  ในประเทศอินเดียพบว่ายิ่งน้อยลงไปอีก เพียงแค่วันละประมาณ 130 กรัมเท่านั้น 

มีเหตุผลมากมายที่ทำให้คนไม่สามารถรับประทานผักผลไม้ให้มากเท่าคำแนะนำได้  และก็มีการศึกษาวิจัยอีกมากมาย ที่กำลังพยายามกำจัดอุปสรรคเหล่านี้ให้ได้เช่นกัน 

เรื่องของเงินและความสะดวกเป็นปัจจัยสำคัญของคนหลายคน  แต่ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในเรื่องของผลได้ผลเสียที่จะเกิดจริงๆต่อสุขภาพ  ก็เป็นปัจจัยสำคัญของอีกหลายคน  มีผู้บริโภคบางคนที่กังวลเกี่ยวกับผลตกค้างจากสารกำจัดศัตรูพืช จนลืมนึกถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการบริโภคผักผลไม้ให้ได้ปริมาณที่เพียงพอ  แต่จริงๆแล้วก็ไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอ ที่จะมาสนับสนุนความกลัวนี้  มิหนำซ้ำ มีรายงานเรื่องการป้องกันมะเร็ง ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเมื่อปีพ.ศ. 2539 (1996 Harvard Report on Cancer Prevention) (ฉบับที่ 1 สาเหตุการเกิดมะเร็งในคน Volume 1: Human Causes of Cancer)  ได้สรุปไว้ว่า ร้อยละ65 ของกรณีการเสียชีวิตจากมะเร็ง ในสหรัฐน่าจะมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่, อาหาร, โรคอ้วน และการขาดการออกกำลังกาย , และมีเพียงร้อยละ1 เท่านั้นที่อาจมาจากสารเติมแต่งอาหาร และสารปนเปื้อนจากสารเคมี 

มีการศึกษาจำนวนมากที่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องประโยชน์ของ วัน-ละ-ห้า และการศึกษาเพื่อสำรวจหาความเสี่ยงของผลตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชที่มีต่อสุขภาพ  จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีหลักฐานที่สามารถคิดคำนวนออกมาเป็นความเสี่ยงที่รุนแแรงต่อสุขภาพได้ 

การเข้าสู่ความสำเร็จเป้าหมาย วัน-ละ-ห้า

เพื่อที่จะให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการบริโภคผักและผลไม้  หลักการประเด็นแรกที่อยากแนะนำ คือ รับประทานให้หลากหลายชนิดเท่าที่จะเป็นไปได้  เลือกรับประทานให้ได้ครบทุกสี  ยกตัวอย่างเช่น  ผักผลไม้ที่มีสีส้ม/เหลืองหลายชนิด อย่าง ฟักทอง  มะม่วง  จะเป็นแหล่งแคโรตินอย (Carotenoids) ที่ดี  ผักที่มีสีขาว  เช่นหอมหัวใหญ่ กระเทียม  อุดมไปด้วยสารประกอบของกำมะถัน (Sulphurous Compounds)  และ พวกผักใบเขียวจะให้วิตามินบีต่างๆ  ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มปริมาณการบริโภคผักผลไม้อาจ จะเข้าไปแทนที่อาหารที่มีไขมัน, เกลือ, และอาหารพลังงานสูง   ซึ่งเท่ากับเป็นการปรับปรุงคุณภาพของโภชนาการโดยรวมในชีวิตประจำวันไปด้วย   ผู้บริโภคไม่ควรยอมให้ความกลัวในเรื่องของการปนเปื้อนในปริมาณน้อย มากลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นไม่ให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง และทำให้ไม่บรรลุเป้าหมาย วัน-ละ-ห้า”  

คำแนะนำให้บริโภคผักผลไม้  400 กรัมต่อวัน (โดยไม่รวมพวกพืชหัว อย่างมันฝรั่ง มันเทศ)  เพื่อเป็นการป้องกันโรคที่เกิดจากความเสื่อมนั้น  เทียบได้กับ ให้รับประทานผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน  ทุกวัน   หนึ่งส่วน หรือ หนึ่งเสริฟนั้น มีปริมาณประมาณเต็มอุ้งมือของเรา ดังนั้น  คำแนะนำ วัน-ละ-ห้า จึงหมายถึง  5 อุ้งมือเต็มๆ ของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็น วัยเด็ก วัยรุ่น รวมทั้งพ่อแม่  หรือจะเป็นวัยผู้ใหญ่ที่ตัวเล็ก ก็เช่นกัน 

ตัวอย่างของขนาดสัดส่วนการบริโภคผักผลไม้ สำหรับวัยผู้ใหญ่

Ø       สลัดผักสด  1  ถ้วยชา

Ø       ผลไม้ชิ้นขนาดกลางๆ  1  ชิ้น

Ø       น้ำผัก หรือ น้ำผลไม้  100%   1  แก้วเล็ก (150มล.)

Ø       ผักปรุงสุก  1/2  ถ้วยชา

Ø       ผักและผลไม้หั่น  1/2      ถ้วยชา

Ø       ผลไม้แห้ง  1/4     ถ้วยชา

ตามคำแนะนำทางโภชนาการ  แนะว่า ให้ทานเป็นผัก   3  ส่วน และผลไม้   2    ส่วน  ผู้เชี่ยวชาญเองยังแนะอีกว่าสัดส่วนดังกล่าวสามารถรวมถึงผัก หรือ ผลไม้แห้ง, อัดกระป๋อง  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งแช่แข็ง  ได้ด้วย    ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วแนะนำว่าให้ถือผลิตผลที่อัดกระป๋อง , แห้ง ,น้ำผักและผลไม้   ให้ถือเป็น  2   ใน  5   ส่วน   ที่เหลือ  3   ส่วน   ควรจะเป็นผักผลไม้สดหรือ แช่แข็ง  หรือผ่านการปรุงน้อยที่สุด 

เรื่องของความเชื่อ และ ความจริงเกี่ยวกับการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในเอเชีย

สำหรับผู้บริโภคชาวเอเชียแล้ว ผักผลไม้ที่ซื้อหาได้ในท้องตลาดส่วนใหญ่ปลูกด้วยการใช้สารกำจัดศัตรูพืชช่วยในการป้องกันแมลง , เชื้อรา, และศัตรูพืชต่างๆ ไม่ให้ทำลายผลผลิต   ต่อไปนี้ เป็นความจริงบางประการที่ตอบคำถามของความเชื่อ ที่ผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับผลตกค้างของสารเคมี

ความเชื่อที่ 1 เกษตรกรใช้สารกำจัดศัตรูพืชมากเกินไป ทำให้อันตรายต่อการบริโภค

ความจริง -   แม้ว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ที่มีการใช้ผิดวิธี  การใช้มากเกิน  แต่เกษตรกรส่วนใหญ่แล้ว มีความรับผิดชอบ  และปฏิบัติตามข้อแนะนำดัานความปลอดภัย เพื่อให้ผลตกค้างในผลผลิตเหลือน้อยที่สุด ที่จะไม่ให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ   สารกำจัดศัตรูพืชมีราคาแพง ถ้าไม่จำเป็นเกษตรกรก็คงพยายามใช้ให้น้อยที่สุด เพื่อลดต้นทุน 

ความเชื่อที่ 2 สารกำจัดศัตรูพืชก่อมะเร็ง

ความจริง -    จนถึงทุกวันนี้   ยังไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ออกมาได้ว่ามีความเกี่ยวโยงกัน  ระหว่างระดับสารตกค้างที่อนุญาตให้มีปนอยู่ได้ในอาหารกับการเจ็บป่วย   อย่างไรก็ตามมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงถึงความเกี่ยวโยงกันระหว่างการเกิดโรคแห่งความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคหัวใจ และ โรคมะเร็ง เนื่องจากการรับประทานผักและผลไม้ไม่พอเพียงนั้นชัดเจนมาก 

ความเชื่อที่ 3 เราไม่ทราบว่าเกษตรกรใช้สารเคมีอะไรบ้าง

ความจริง -  ก่อนที่จะมีการอนุญาตให้ใช้สารกำจัดศัตรูพืชชนิดใดก็ตามกับพืชอาหาร  ต้องมีกฎในการกำหนดปริมาณการใช้ ตลอดช่วงฤดูปลูก เสมอ  รวมทั้งมีการกำหนดปริมาณที่ปลอดภัย ของสารตกค้างบนผลผลิต ณ จุดขาย 

ความเชื่อที่ 4 เราไม่ทราบว่าสารกำจัดศัตรูพืชชนิดใดในอาหารที่ก่อเกิดปัญหาต่อสุขภาพ

ความจริง-  สิ่งที่สำคัญมากที่สุดสิ่งหนึ่งในการประเมินค่าความปลอดภัยของการใช้สารกำจัดศัตรูพืชสำหรับพืชอาหาร  ก็คือ การคำนวณปริมาณการบริโภคที่ยอมรับได้ (Acceptable Daily Intake, ADI) ค่า ADI สำหรับสารกำจัดศัตรูพืชใดก็ตาม คำนวณได้โดยการวัดปริมาณสารเคมีนั้นๆในอาหาร ซึ่งคนสามารถบริโภคได้ตลอดชีวิต โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การคำนวณ ค่า ADI นี้มีค่าเผื่อไว้ (margin) สูงมาก ปกติจะประมาณ 100 เท่า 

ความเชื่อที่ 5 สารกำจัดศัตรูพืชเป็นพิษบริโภค แม้แต่ในปริมาณเพียงน้อยนิดก็เป็นอันตรายต่อร่างกาย

ความจริง-  สารกำจัดศัตรูพืชถูกออกแบบมาให้สลายตัวได้ในระยะเวลาอันสั้นหลังจากการฉีดพ่น  ดังนั้นพืชส่วนใหญ่ แม้จะฉีดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว ก็จะไม่มีสารตกค้างที่ ณ จุดขาย  นอกจากนี้ สารกำจัดศัตรูพืชบางชนิดถูกพัฒนามาเพื่อให้เป็นพิษกับศัตรูพืชเฉพาะอย่างที่ต้องการป้องกัน  และมีผลกระทบน้อยมากต่อร่างกายมนุษย์ 

ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจ คือ ร่างกายของมนุษย์นั้นมีกลไกการเรียนรู้ที่จะรับมือกับสารเคมีที่เป็นพิษที่มาจากพืชที่เรารับประทาน ในปริมาณน้อยๆ สารเคมีในพืชเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นมาในลักษณะเป็นกลไกป้องกันตัวตามธรรมชาติ จากแมลง และศัตรูพืชต่างๆ 

ข้อมูลเพิ่มเติม

Ø       รายงานกองทุนวิจัยมะเร็งโลก (1997), “อาหาร, โภชนาการกับการป้องกันมะเร็ง

Ø       องค์การอนามัยโลก (2002),   รายงานเทคโนโลยีฉบับที่   916     เรื่อง    อาหาร , โภชนาการ กับการป้องกันโรคแห่งความเสื่อม 

Ø      ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย เรื่อง ผลตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืช www.afic.org/ 

t_Articles

 

 

Copyright © 2004 Asian Food Information Centre (AFIC)
* Permission is granted to media, health and education professionals to use AFIC information resources in part or in full, providing credit is given to its source and AFIC is informed of its use by emailing info@afic.org.
No part of any AFIC information resources or the AFIC logo or its name may be used for any advertising or commercial product promotion purposes or with any commercially branded materials.