|
28 เมษายน 2549
การเพิ่มปริมาณอาหารรับประทานและการรับประทานอาหารนอกบ้านที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน
ได้ปรากฏตามสื่ออย่างแพร่หลายและในหมู่ผู้ผู้บริโภค
แม้ว่าการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้าน
ทำให้ชีวิตเรียบง่ายและสะดวกสบาย
แต่ผู้บริโภคทั่วโลกยังสองจิตสองใจระหว่างการไม่ต้องเสียเวลากับการทำอาหารและเก็บกวาดกับความกังขาว่าการรับประทานอาหารนอกบ้านอาจจะไม่ถูกสุขอนามัยเท่ากับอาหารที่ปรุงเองที่บ้าน
ยิ่งกว่านั้น
ยังเห็นได้ชัดว่าผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับวิธีการควบคุมน้ำหนักตัวและการดูแลรักษาสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพทั่วโลกด้านอุปนิสัยและการเรียนรู้ด้านการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่อาจช่วยให้เกิดความเข้าใจด้านสุขอนามัยชุมชนต่ออัตราที่เพิ่มขึ้นของโรคอ้วนและการมีน้ำหนักตัวมากเกิน
ผลการวิจัยพบข้อบ่งชี้สำคัญ 2
ประการจากการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพกับกลุ่มผู้บริโภคประมาณ 330 คน
จากแหล่งข้อมูล 21 แห่ง ซึ่ง เอซี เนลเซน (AC Nielsen)
ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างอุปนิสัยด้านการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มนอกบ้านว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
จากการวิจัย พบว่า
ประการแรก จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า
การเข้าใจในกระบวนการตัดสินใจของผู้บริโภคในการเลือกรับประทานอาหารจะมีประโยชน์มากกว่า
การทำความเข้าใจในเรื่องเหตุจูงใจของผู้บริโภคที่นำไปสู่การเกิดโรคอ้วนและการมีน้ำหนักตัวมากเกินอย่างไรบ้าง
ประการที่สอง พบว่า
มีความไม่สอดคล้องกันที่เป็นสาระสำคัญมากระหว่างกลวิธี
ส่วนบุคคลที่ผู้บริโภคได้รายงานถึงวิธีที่ผู้บริโภคนำมาใช้ควบคุมน้ำหนักตัว
และวิธีที่ดีที่สุดที่หลักฐานและความเข้าใจทางด้านวิทยาศาสตร์ได้ระบุไว้ในปัจจุบัน
ลักษณะนิสัยกับการตัดสินใจ
การศึกษาวิจัยของ เอซี เนลเซน ซึ่งใช้กลุ่มเป้าหมาย (กลุ่มตัวอย่าง)
ที่ใช้เวลาเข้าร่วมอภิปรายนาน 3 ชั่วโมง ที่จัดขึ้นในอเมริกาเหนือ เอเชียเหนือ
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และตะวันออกกลาง
จุดมุ่งหมายของกลุ่มก็เพื่อสำรวจความจำเป็นของผู้บริโภค
โดยยึดถือสมมติฐานที่ว่า
ยิ่งผู้บริโภคได้รับความพึงพอใจสนองตอบต่อความจำเป็นมากเท่าใด
ก็ยิ่งมีแนวโน้มให้ผู้บริโภคเจาะจงเลือกผลิตภัณฑ์มากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตามจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคอาจไม่ค่อยประเมินความจำเป็นเมื่อต้องเลือกซื้ออาหาร
โดยมากมักจะเลือกตามความเคยชินของตน
ตัวอย่างเช่นรูปแบบความเคยชินการทำสิ่งต่าง ๆ
ที่เคยทำมาแล้วและประสบผลสำเร็จในอดีต
การตัดสินใจในกระบวนการเลือกยึดหลักการง่ายๆ
ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปซ้ำแล้วซ้ำอีก กระบวนการนี้ก่อให้เกิดเป็นนิสัย
เมื่อลักษณะนี้เกิดขึ้นแล้วกระบวนการเลือกก็จะใช้วิธีการเหมือนครั้งแรกถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาขัดจังหวะต่อกระบวนการตัดสินใจและกระตุ้นให้แต่ละคนทดลองสิ่งใหม่ๆ
จากแผนภูมิข้างล่างแสดงให้เห็นถึงลักษณะการตอบสนองในแต่ละช่วงชีวิตที่กำหนดนิสัยการบริโภคอาหารและโภชนาการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม
การสร้างลักษณะนิสัยโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับความจำเป็นในแต่ละช่วงของชีวิต
และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
   
   
แหล่งที่มา: จากงานวิจัยเรื่อง
นิสัยและวิธีการกระตุ้นความสนใจในการรับประทานอาหารและดื่มนอกบ้านกับโรคอ้วนที่ระบาดอยู่
โดย เอซี เนลเซน
เป็นที่แน่นอนว่าการทำลายกระบวนการสร้างนิสัยในการตัดสินใจย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนิสัย
การทำลายเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง เช่น
ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
หรือจากกลไกภายในที่มีอยู่ในตัวเราเองที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้น
ความเข้าใจในกระบวนการสร้างนิสัยและการทำลายนิสัยอาจเป็นไปได้ที่จะทำให้เข้าใจว่าการสื่อสารอย่างไรและเมื่อไรที่จะทำให้เกิดผลที่ดีที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีในการควบคุมอาหารและการควบคุมน้ำหนักตัว
การควบคุมน้ำหนัก –
ความเข้าใจของผู้บริโภคเมื่อเทียบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
การวิจัยทำให้เราทราบว่า
ความเข้าใจของผู้บริโภคในการควบคุมน้ำหนักตัวและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งใช้ยึดถือเป็นข้อแนะนำทั่วๆไปในการสร้างสุขอนามัยสำหรับประชาชนไม่สอดคล้องกันอย่างยิ่งหลายประการ
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า
ในขณะที่ความรู้ของประชาชนเพิ่มขึ้นในเรื่องปริมาณของโรคที่เพิ่มมากขึ้นที่มีมูลเหตุมาจากการที่มีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น
ประชาชนควรคำนึงถึงให้มากในเรื่องการเกิดโรคอ้วนอย่างรุนแรงซึ่งประชาชนมีความเชื่อโน้มเอียงไปในทางที่ว่าตนจะไม่ทุกข์ทรมานกับโรคนี้
ในขณะเดียวกันความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอ้วนและ
ความอดทนและการยอมรับเรื่องการมีน้ำหนักตัวมากเกินของประชาชนในบางกรณี
ชี้ให้เห็นช่องว่างที่เกิดขึ้นอย่างเด่นชัดระหว่างความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความเข้าใจทั่วๆไป
จากผลการวิจัยพบว่ามีคำตอบทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย เช่น
ในประเทศญี่ปุ่น ผู้ตอบแบบสอบถามให้ข้อมูลว่า
ตนไม่ต้องการเป็นตัวเด่นในเรื่องที่มีน้ำหนักมาก ดังนั้น
จึงมีความอดทนน้อยมากในเรื่องความปรวนแปรของน้ำหนักตัว
ในแหล่งข้อมูลบางแห่ง เช่น ประเทศฮ่องกง
ประเทศสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรส และ ประเทศจีน
ซึ่งมีรายได้มากขึ้นในหนึ่งถึงสองช่วงอายุคนนี้
ส่งผลต่อการยอมรับทางวัฒนธรรมด้านการมีน้ำหนักตัวมากเกิน
และโดยทั่วไปโรคอ้วนยังไม่เป็นที่กล่าวถึง
แม้ว่าระดับการเป็นโรคอ้วนจะมีอัตราสูง ในประเทศนิวซีแลนด์พบว่า
มีการคัดค้านคำกล่าวอ้างที่ว่าการมีน้ำหนักตัวมากเกินนั้นมักเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา
ในบางประเทศ เช่น ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศออสเตรเลีย
ในรายงานวิจัยพบว่าประชาชนแบ่งประเภทระดับการมีน้ำหนักตัวมากเกินและระดับของโรคอ้วนในแบบของตนอย่างไม่เป็นทางการ
โดยจำแนกความแตกต่างระหว่าง “ความอ้วนที่ไม่เป็นอันตราย” และ “ความอ้วนที่เป็นอันตราย”
ดังนั้นจากการวิจัยอาจกล่าวได้ว่าในบางประเทศ
การมีน้ำหนักตัวมากเกินเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็น “เรื่องปกติ”
และความเสี่ยงต่อสุขภาพเนื่องจากการมีน้ำหนักตัวมากเกิน
เป็นเรื่องที่คำนึงถึงกันน้อยที่สุดและที่แย่ที่สุดคือปฏิเสธว่าไม่มีโรคนี้
การศึกษาจากคำตอบในแบบสอบถามพบว่า
น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและผิดหลักอนามัยมีส่วนสัมพันธ์กับอาหารจานด่วนจากภูมิภาคตะวันตกและเครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมมากกว่าอาหารและเครื่องดื่มประเภทอื่น
เช่น อาหารจากภูมิภาคเอเชียหรือ
ภูมิภาคอื่นซึ่งเป็นที่ทราบว่ามีผลต่อการนำไปสู่โรคอ้วนได้น้อย
ผลที่เกิดขึ้นโดยลำดับคือเมื่อกลุ่มตัวอย่างเห็นปริมาณสารให้พลังงาน
(แคลอรี่)
เมื่อเปรียบเทียบให้ดูระหว่างอาหารพื้นบ้านและอาหารแบบตะวันตก
คำตอบของกลุ่มตัวอย่างประการหนึ่งคือ
รู้สึกประหลาดใจเพราะว่ามีแนวโน้มที่จะประเมินแคลอรี่ในอาหารประจำชาติต่ำ
เป็นต้นว่า อาหารจำพวก ผัดก๋วยเตี๋ยว นาซิ เลมัค
และอาหารประจำชาติประเภทอื่นซึ่งเป็นที่นิยม
จากการสำรวจยังพบด้วยว่ากลุ่มตัวอย่างแปลความหมายของ “การรับประทานเพื่อสุขภาพ”
แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มตัวอย่างชาวอินโดนีเซีย เห็นว่า “อาหารสุขภาพ”
คือ อาหารที่มีความเกี่ยวเนื่องกับความสะอาดและการจัดวาง
ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างชาวนิวซีแลนด์เห็นว่า “อาหารสุขภาพ”
จะโยงไปถึงการดูแลรักษาน้ำหนักร่างกายที่ส่งผลต่อการมีสุขภาพดีและการรับประทาน“อาหารที่ดี”
เกี่ยวกับกลวิธีการควบคุมน้ำหนักนั้นคำตอบที่ง่ายที่สุดต่อความคิดที่ว่าอาหารบางจำพวกจะทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นก็คือ
ต้องลดความถี่ของการรับประทานอาหารนั้นๆ
อย่างไรก็ตามความเข้าใจอย่างผิดๆเกี่ยวกับชนิดของอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะทำลายประสิทธิภาพของการเลือกรับประทานอาหารอย่างไม่รู้ตัว
ผู้ตอบแบบสอบถามหลายรายเชื่อในวิธีการ “การรับประทานที่สมดุล”
ตัวอย่างเช่น ในประเทศจีน
ความเข้าใจผิดที่เห็นโดยทั่วไปคือความคิดที่ว่าการรับประทานชาร้อนควบคู่กับการรับประทานอาหารแต่ละมื้อสามารถลดปริมาณไขมันของอาหารที่รับประทานเข้าไป
รวมถึงความเข้าใจผิดทั่วไปที่ว่า
รับประทานอาหารหนักมากในวันนี้และรับประทานอาหารเบาในวันรุ่งขึ้นสามารถทำให้มีความสมดุลในการรับประทานอาหาร
อย่างไรก็ตามบ่อยครั้งที่พบว่าการประมาณค่าของพลังงานไม่ถูกต้องดังนั้นจึงทำให้กลยุทธ์ในการควบคุมน้ำหนักไม่ได้ผล
กลวิธีควบคุมน้ำหนักตัวอย่างง่ายๆที่อ้างถึงอีกวิธีหนึ่งคือการเลิกรับประทานอาหารจานด่วน
“แบบชาวตะวันตก” และเลิกดื่มน้ำอัดลม
ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการลดน้ำหนักตัวที่จะต้องนำมาปฏิบัติ
ผู้ตอบแบบสอบถามหลายรายเชื่อว่า
การงดอาหารบางมื้อเป็นการลดน้ำหนักตัวที่ได้ผลซึ่งค้านกับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย
ผลจากการศึกษามีข้อเสนอแนะสามประการที่ควรปฏิบัติสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม
ผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม
และนักการศึกษาผู้ที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยชุมชนในการทำให้การป้องกันในเรื่องการควบคุมน้ำหนักปรากฏชัดขึ้น
ได้แก่ ประการแรก
จำเป็นต้องมีการบ่งชี้และขจัดความเชื่ออย่างผิดๆโดยทั่วไปเกี่ยวกับวิธีการควบคุมน้ำหนักตัวที่มีประสิทธิภาพ
ประการที่สอง
การมุ่งให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคในช่วงชีวิตที่เขากำลังจะเปลี่ยนนิสัยมากที่สุดสามารถช่วยให้ทั้งนักการศึกษาด้านสุขอนามัย
และโรงงานอุตสาหกรรมผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม
มีความตระหนักในเรื่องความเกี่ยวโยงกันระหว่างสุขภาพ
โภชนาการและทางเลือกวิถีชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น ประการที่สาม
คำแนะนำที่สามารถนำไปปฏิบัติได้เกี่ยวกับการรับประทานเพื่อสุขภาพซึ่งเป็นตัวบ่งบอกและกำหนดลักษณะนิสัยทั่วไป
และวิธีการตัดสินใจเปรียบเสมือนหนึ่งเป็นทางเลือกในการปฏิบัติการสุขภาพชุมชนเหล่านี้อาจเป็นการเสนอโอกาสใหม่เพื่อเป็นการสนับสนุนการเปลี่ยนลักษณะนิสัย
การชี้แนะและการขจัดความเชื่ออย่างผิดๆ
ในเรื่องวิธีการควบคุมน้ำหนักตัว
ประการแรกก็คือต้องมั่นใจว่าผู้บริโภคเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของโรคอ้วนและการมีน้ำหนักตัวมากเกิน
การให้คำจำกัดความของคำว่าการมีน้ำหนักที่มีสุขภาพดี
การมีน้ำหนักตัวมากเกินและจำเป็นต้องอธิบายและสื่อสารการเป็นโรคอ้วนให้ชัดเจน
เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าน้ำหนักที่มีสุขภาพดีคืออะไร
และเมื่อใดที่การมีน้ำหนักตัวมากเกินจะกลายเป็นความเสี่ยงกับปัญหาด้านสุขภาพ
ประชาชนจำเป็นต้องได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงในเรื่องวิธีการประเมินตามหลักวิทยาศาสตร์และประสิทธิภาพที่เห็นผลอย่างชัดเจนเพื่อการควบคุมน้ำหนักด้วยตนเองที่ดีขึ้น
กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายระหว่างช่วงเวลาหนึ่งเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดระยะเวลาช่วงชีวิต
ตัวอย่างเช่น
สิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่มีอิทธิพลเหนือผู้บริโภคเมื่ออยู่ในช่วงชีวิตการทำงานระยะแรกเมื่อผู้บริโภคกำลังสร้างนิสัยการรับประทานอาหาร
ในทำนองเดียวกัน
ผู้บริโภคที่เริ่มมีครอบครัวขนาดเล็กย่อมง่ายต่อการครอบงำเมื่อเริ่มสนใจต่อการรับประทานดีอยู่ดี
ของครอบครัว
โดยเฉพาะผู้หญิงมักจะใจกว้างและถูกชักจูงได้ง่ายให้ยอมรับข้อมูลเกี่ยวกับอาหารการรับประทานและการดื่มเพื่อบำรุงรักษาน้ำหนักที่ทำให้มีสุขภาพดี
การเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้สามารถทำได้โดยใช้สื่อโฆษณาและช่องทางอื่นๆเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่สำคัญเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนักตัวให้กับผู้บริโภค
ข้อควรปฏิบัติในการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ
ผู้บริโภคมักจะได้รับคำแนะนำให้รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีและสมดุล
และเชื่อว่าหลายคนปฏิบัติเช่นนั้น
แต่จะมีวิธีการอย่างไรที่จะง่ายต่อความเข้าใจและการปฏิบัติ
คำแนะนำการรับประทานเพื่อสุขภาพจำเป็นต้องปฏิบัติให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไรในเรื่องของอัตราส่วนที่เหมาะสม
คุณค่าทางโภชนาการ และปริมาณแคลอรี่ที่ควรได้รับ
เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารและเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงการเลือกรับประทานอาหารเมื่อจำเป็นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน
ข้อความสำคัญ
“ความเข้าใจในการสร้างลักษณะนิสัย
พฤติกรรมการบริโภคและการเสริมแรงให้เกิดเป็นนิสัย เป็น
ตัวการสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการเลือกอาหาร มีคำกล่าวว่า
นิสัยเก่าเลิกยาก ดังนั้น
พฤติกรรมการบริโภคเดิมยากต่อการเปลี่ยนแปลง
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนนิสัย
ส่วนมากจะเปลี่ยนไปถ้ามีบางสิ่งบางอย่างหรือเหตุการณ์บางอย่างถึงจุดที่จะต้องเปลี่ยน
การทำความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้อุตสาหกรรมอาหารและนักการศึกษาด้านสุขอนามัย
คิดหาวิธีการที่จะครอบงำทางความคิดและบางทีผู้คนจำนวนมากในหลายๆโอกาสจะเป็นตัวการผลักดันให้การทำการตัดสินใจพัฒนาขึ้นเพื่อลดหรือหยุดโรคอ้วน”
ฟินน่า คาเมรอน (Fiona Cameron) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาแถบเอเชียแปซิฟิค
เอซี เนลเซน (AC Nielsen) กล่าว
t_Articles |