28
เมษายน 2549
โรคหัวใจหลอดเลือดโคโรนารี่ คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 7
ล้านคนในแต่ละปี และโรคลมปัจจุบัน
ก็คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วเช่นกันกว่า 6
ล้านคน ความดันเลือดสูงเป็นปัจจัยที่สำคัญในผู้ป่วยมากกว่า
50 เปอร์เซ็นต์
ผู้คนจำนวนมากที่ไม่ทราบว่าตนเองมีความดันเลือดสูง
และความดันเลือดสูง
เป็นสภาพทางการแพทย์ที่เป็นตัวสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
และ /หรือการรับประทานยาได้เป็นอย่างดี
จงเริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพที่ดีกว่าในวันข้างหน้า
ความดันเลือดสูง
–
สิ่งที่มองไม่เห็น
บ่อยครั้ง
ความดันเลือดที่สูงจะไม่ปรากฏอาการทางภายนอก
ผู้คนส่วนใหญ่ประสบกับความดันเลือดสูงโดยไม่ทราบมาก่อน และในหลายๆ
ประเทศ วัยผู้ใหญ่มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์
ประสบกับภาวะความดันเลือดสูง และ มากกว่า 50-60
เปอร์เซ็นต์ของผู้คนเหล่านั้น
จะมีอาการดีขึ้นหากลดความดันเลือดลง โดยทั่วไปแล้ว
ความดันเลือดสูงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่สามารถป้องกันการเสียชีวิตและการเจ็บไข้ได้ป่วยในภายหน้าได้
ดังนั้น สิ่งที่สำคัญประการแรก คือ
ควรป้องกันและรักษาไม่ให้มีความดันเลือดสูง ด้วยการปฏิบัติตน
4 ประการ ดังต่อไปนี้ ได้แก่
การตรวจสุขภาพการรับประทานอาหาร วิถีชีวิต และการรับประทานยา
ขั้นตอนแรกในการควบคุมความดันเลือดของคุณ
–
ตรวจสุขภาพ
ขั้นตอนแรก
ควรรับการตรวจสุขภาพว่ามีความดันเลือดที่สูงหรือไม่
การตรวจหาความดันเลือดโดยแพทย์นั้นใช้เวลาสั้น และไม่เจ็บปวด
ผลการตรวจที่พบมีความดันเลือดสูงเพียงครั้งเดียว
ไม่ได้หมายความว่าคุณมีความดันเลือดสูง
เนื่องจากความดันเลือดของคนเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในแต่ละช่วงวัน
การวินิจฉัยว่าคุณมีความดันเลือดสูงอย่างแน่นอนนั้น
ก็ต่อเมื่อผลที่ได้มีความสม่ำเสมออยู่สองสามครั้งติดต่อกัน
ให้ปรึกษาแพทย์และขอ คำแนะนำจากเขาหรือเธอตั้งแต่วันนี้
ขั้นตอนที่สอง
–
การเลือกวิถีชีวิตที่ส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณ
การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ให้มีความดันเลือดที่ต่ำลงได้นั้น ได้แก่
การลดน้ำหนักตัว
ยิ่งมีค่าดัชนีมวลกายมากเท่าใด
ก็ยิ่งต้องการเลือดในการขนส่งออกซิเจนและสารอาหารให้กับอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ
มากเท่านั้น
ปริมาตรของเลือดที่หมุนเวียนทั่วกระแสเลือดจะเพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดแรงดันเพิ่มพิเศษที่ผนังหลอดเลือด
นอกจากนี้ เซลล์ไขมันที่สร้างสารเคมีที่เป็นตัวกระตุ้นหลอดเลือด
และหัวใจให้ทำงานด้วยความดันที่สูงขึ้น ทั้งสองกรณี
ก็จะได้ความดันเลือดที่สูงเป็นผลลัพธ์ เมื่อมีน้ำหนักตัวลดลง
แรงดันที่ผนังหลอดเลือด ก็จะลดลงตามลงไปด้วย
จึงทำให้เกิดความดันเลือดที่ลดลงตามมา
การวิจัยชี้ให้เห็นว่า
การลดน้ำหนักตัว แม้เพียงเล็กน้อย
จะช่วยลดความดันเลือดได้ในผู้ป่วยจำนวนมากที่อยู่ในภาวะมีน้ำหนักตัวมากเกินที่มีความดันเลือดสูงซึ่งทำให้ความดันเลือดเกิดการปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และลดความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคหัวใจร่วมหลอดเลือดอื่นๆ
ประโยชน์ของการออกกำลังกาย
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหัวใจ การออกกำลังกายอย่างหนัก
จะช่วยเสริมสร้างหัวใจในการสูบฉีดโลหิต
ขยายขนาดของหัวใจและมีกล้ามเนื้อหัวใจที่แข็งแรงยิ่งขึ้น
แม้เพียงการออกกำลังกายเบาๆ
ก็สามารถเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีได้ ผลต่างๆ เหล่านี้
ก็จะมาสู่ความเสี่ยงต่ำก่อการเกิดเป็นโรคหัวใจ
หัวใจวายและโรคลมปัจจุบัน
นอกจากนี้
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลดีต่อสุขภาพดีด้วยเช่นกัน เช่น
บรรเทาความเครียด และคลายวิตกกังวล
ท้ายสุดได้แก่การมีความดันเลือดที่ลดลงนั่นเอง
การดื่มแอลกอฮอล์อย่างพอเหมาะ
ในขณะที่ข้อมูลการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะ
ส่งผลดีต่อสุขภาพนั้นการดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 1
แก้ว ในสตรี และ 2
แก้วในผู้ชาย อาจส่งผลต่อการมีความดันเลือดที่สูงขึ้น
การดื่มแอลกอฮอล์ก่อให้เกิดความดันเลือดที่สูงขึ้น
โดยการรบกวนกระแสเลือดที่ไหลเข้าหรือออกจากหัวใจ อีกทั้ง
แอลกอฮอล์ยังรบกวนความสามารถของตับในการเมตาบอไลส์
(metabolize) ฮอร์โมน เช่น เรนิน
และแองจิโอเทนซิน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมความดันเลือด
อีกทั้ง มีหลักฐานบางประการที่ชี้ให้เห็นว่า
แอลกอฮอล์รบกวนการสร้างสเตียรอยด์
ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาระดับความดันเลือด
ขั้นตอนที่สาม
–
การเปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหาร
อาหารที่อุดมด้วยผลไม้และผัก และมีไขมันอิ่มตัวที่ต่ำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไขมันสัตว์มิเพียงแต่ลดความดันเลือดเท่านั้น
แต่ยังคงให้ประโยชน์แก่สุขภาพของเจ้าตัวและความเป็นอยู่การเปลี่ยนแปลงการบริโภคอาหาร
ช่วยเสริมสร้างความดันเลือด แม้ใช้เวลาเพียงสั้นๆ
การบริโภคอาหารแบบ
DASH
การบริโภคอาหารแบบ DASH (แนวทางการบริโภคอาหารเพื่อหยุดภาวะมีความดันเลือดสูง )
มุ่งเน้นการบริโภคเมล็ดพันธุ์ ผลไม้ ผัก
และอาหารประเภทนมไขมันต่ำในปริมาณ
ซึ่งสามารถช่วยลดการสูญเสียน้ำหนักตัว
และช่วยให้เกิดการลดความดันเลือด
การได้รับโซเดียมและโปแตสเซียม
การบริโภคอาหารที่มีความสมดุลอย่างถูกต้อง
โซเดียมเป็นสารที่พบได้ทั่วไปในอาหารที่เราบริโภค
และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ร่างกายมีการทำงานที่เป็นปกติ
หากปราศจากโซเดียม เส้นประสาทและกล้ามเนื้อจะหยุดทำงาน
การดูดซึมสารอาหารหลักจะบกพร่อง
และร่างกายจะไม่สามารถรักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ในร่างกายได้
โซเดียมพบได้ทั่วไปในเนื้อ
ถั่ว เมล็ดธัญพืช ผัก และ ผลิตภัณฑ์ประเภทนมในปริมาณต่ำ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคในเอเชียบริโภคโซเดียมส่วนใหญ่
ในรูปอาหารที่เติมเกลือ ซอส (หอยนางรม
ถั่วเหลือง และน้ำปลา และอื่นๆ เป็นต้น )
หรือในอาหารดอง เช่น ปลาเค็มผักดอง และของดองหรืออาหารสำเร็จรูป
เช่น ซุปกระป๋อง มันฝรั่งทอด เนย เป็นต้น อีกทั้ง
ยังพบโซเดียมในสารปรุงแต่งรสอาหาร เช่น ผงชูรส และสารกันบูด เช่น
โซเดียมไนเตรต
โดยปกติแล้ว
โซเดียมจะมีการทดแทนใช้ร่างกาย และควรบริโภคเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
เพื่อทดแทนโซเดียมในร่างกายที่สูญเสียไป
โดยอาจสูญเสียโซเดียมไปในรูปของเหงื่อ สารคัดหลั่ง
และการขับถ่ายปกติทั่วไป ปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้ได้รับต่อวัน
อยู่ที่ 2.4 กรัม ซึ่งเทียบเท่ากับเกลือ
5 กรัมช้อนชา
การบริโภคอาหารประเภทแคลเซียม แมกนีเซียม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
โปแตสเซียมพบว่าช่วยลดความดันเลือดลงได้ ดังนั้น
การบริโภคโซเดียมต่ำ โปแตสเซียม
แมกนีเซียมและแคลเซียมในปริมาณที่สูง
ก็เป็นกลวิธีที่สำคัญต่อการป้องกันและรักษาความดันเลือดที่สูง
อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและแมกนีเซียม และมีโซเดียมต่ำ ได้แก่
ผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น น้ำเต้าหู้
น้ำนมถั่วเหลือง ถั่ว เมล็ดพืช และผักใบเขียว
ส่วนอาหารที่อุดมไปด้วยโปแตสเซียมหลัก ได้แก่ ผลไม้ ผัก และถั่ว
ปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้ได้รับต่อวัน ได้แก่ 2
กรัม ต่อวัน เป็นอย่างน้อย
อาหารที่อุดมไปด้วยโปแตสเซียมและมีโซเดียมต่ำ
ลูกอะโวกาโด
และผลไม้มีเม็ดอื่นๆ
กล้วย
น้ำมะพร้าว
นมและเนื้อ
ผลไม้ชนิดแห้งอื่นๆ
พืชฟีนูกรีก
(fenugreek)และเครื่องเทศอื่นๆ
สมุนไพรและพริกสดหรือแห้ง
ผลไม้เปลือกแข็ง
เช่น ที่มีรสขม
เป็นมัดหรือเป็นไข
ปลาอินเดียนแมคเคอเรล และปลาชนิดอื่นๆ
ขนุน
คะน้าและผักใบ้เขียวอื่นๆ
ไต , ถั่วอื่นๆ ,
กระถิน
ถั่วงา
เมล็ดทานตะวันและเมล็ดอื่นๆ
เห็ด –
สดหรือแห้ง และไม่มีรสเค็ม
ส้มและน้ำส้มน้ำผลไม้อื่นๆ
มะละกอ แตงโม
และผลไม้มีเม็ดอื่นๆ
ถั่วและถั่วชนิดอื่นๆ
บัว ลูกเกด
และผลไม้ชนิดแห้งอื่นๆ
เนื้อสันแดงและขาว
รำข้าว
มันฝรั่งหวานและมันฝรั่งขาว
ถั่วเหลือง , น้ำเต้าหู้ น้ำนม
มะเขือเทศ
มะขาม
สาคู หัวเผือก
โยเกิรต์ และนม
(ยกเว้น เนย )
ขั้นตอนที่
4
การรับประทานยาเพื่อลดความดันเลือด
การรักษาความดันเลือดในร่างกายให้เป็นปกติ
เป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีสุขภาพดีในระยะยาวและมีวิธีการรักษา ผู้ที่มีความดันเลือดสูง ทางการแพทย์ด้วยยาจำนวนมาก
แม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตและการรับประทานอาหารแล้วก็ตาม
แพทย์คือผู้ที่ดีที่สุดที่คุณจะขอรับคำแนะนำแนวทางและการตรวจรักษาโดยใช้ยารักษา
ความดันเลือด
– คุณเองก็ควบคุมได้
เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้
เนื่องจากความดันเลือดจะเพิ่มขึ้นตามอายุ
ผู้ใหญ่สามารถได้ประโยชน์จากการเลือกปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ เพื่อการควบคุมความดันเลือดที่ดีขึ้น
ทำไมจึงไม่เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ?
ผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตที่มีต่อความดันเลือดสูง
มากหรือน้อย จะแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล
คำแนะนำทั่วไปของการได้รับประโยชน์จากทางเลือกของการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
ต่อไปนี้ ได้แก่
ตารางการตอบสนองที่เป็นปกติที่ได้รับจากรายงานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อป้องกัน
ตรวจสอบ ประเมิน และรักษาโรคความดันโลหิตสูงครั้งที่ 7
ปี 2546
วิธีการปรับเปลี่ยน
คำแนะนำ
ความดันเลือดระยะหัวใจ
บีบตัวที่ลดลง
( ช่วง )
น้ำหนักตัวที่ลดลง
รักษาน้ำหนักของร่างกายให้เป็นปกติ (ดัชนีมวลกาย 18.5
– 24.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
5-20
มิลลิเมตรปรอท( mmHg)/10 กิโลกรัม
น้ำหนักตัวที่สูญเสียไป
แผนการบริโภคแบบ
DASH+
บริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยผลไม้ ผัก
และผลิตภัณฑ์นมไข้มันต่ำ
เพื่อลดปริมาณไขมันรวมและไขมันชนิดอิ่มตัว
18-14
มิลลิเมตรปรอท
การลดบริโภคโซเดียม
ลดการรับโซเดียมโดยการบริโภคไม่ให้มากเกิน 100
มิลลิโมลต่อวัน (2.4 กรัม โซเดียม หรือ 6 กรัม
โซเดียมคลอไรด์)
2-8 มิลลิเมตรปรอท
การออกกำลังกาย
เข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกาย ภายนอก เช่น เดินเร็ว
(อย่างน้อย 30 นาที หลายวันต่อสัปดาห์)
4-9 มิลลิเมตรปรอท
การดื่มแอลกอฮอล์ที่พอเหมาะ
จำกัดการดื่มไม่ให้เกิน 2 แก้ว
(30 มิลลิลิตร
เอธานอล ; ตัวอย่างเช่น เบียร์ 24
ออนซ์ , ไวน์ 10 ออนซ์, หรือวิสกี้ 3 ออนซ์) ต่อวันสำหรับผู้ชาย
และ เกิน
1 แก้วต่อวันสำหรับผู้หญิง และผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า
2-4 มิลลิเมตรปรอท
ทำความเข้าใจกับหน่วยความดันเลือด
ความดันเลือด คือ
แรงดันในผนังหลอดเลือดในขณะหัวใจบีบตัว (หรือที่เรียกกันว่า
ความดันเลือดระยะหัวใจบีบตัว) และเมื่อหัวใจคลายตัว
(ความดันระยะหัวใจคลายตัว) วัดได้เป็นหน่วยมิลลิเมตรปรอท
(mmHG)
ความดันเลือดสูง
หรือที่เรียกว่า ไฮเปอร์เทนชั่น
(hypertension)
ในวัยผู้ใหญ่จะมากกว่า
หรือเท่ากับ 140 มิลลิเมตรปรอท ของความดันระยะหัวใจบีบตัว
หรือมากกว่าเท่ากับ 90 มิลลิเมตรปรอท ของความดันระยะหัวใจคลายตัว
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก
รายงานการประชุมคณะกรรมการระดับชาติเพื่อป้องกัน ตรวจสอบ ประเมิน
และรักษาโรคความดันโลหิตสูงครั้งที่ 7 ปี
2546 (7 th
Report of Joint National Committee on Prevention,
Detection, Evaluation, Treatment of Hypertension, 2003).
Woo
และคณะ (1998) J Epidemiology Comm Health:
52, 631-637 ที่สามารถหาได้จาก
jech.bmjjournals.com
t_Articles