<% Dim Conn, dbPath dbPath = "D:\inetpub\wwwroot\bongologic\fpdb\afic_up.mdb" Set Conn = Server.CreateObject("ADODB.Connection") Conn.Open "PROVIDER=MICROSOFT.JET.OLEDB.4.0;DATA SOURCE=" & dbPath Set Session("_conn") = conn %> <% sqlArtDetails = "SELECT * FROM t_Articles Where Article_ID = "& Request.QueryString("ArtID")&"" Set rsArtDetails = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") rsArtDetails.Open sqlArtDetails, conn, 3, 3 %> t_Articles t_Articles รักษารอยยิ้มที่แสนหวานของคุณไว้ AFIC
   
Home Page
Food Facts Asia: 3x year resource newsletter, which features articles on current nutrition, food safety and science communication topics for use by journalists, health professionals, students and interested consumers.
AFIC leaflets, posters and brochures available for download
AFICNews: AFIC's monthly e-bulletin provides updates on regional events, the latest AFIC resources and analysis of recent news coverage of food safety and nutrition topics and issues.
Press Centre: Recent press releases and guidelines on where to go for more information.
Contact Us: Click here to request copies of AFIC publications, or to be added to AFIC's mailing list.
 
 

More AFIC Links

 
   
   


 
 
 

     

Journalist access

to expert database

 

รักษารอยยิ้มที่แสนหวานของคุณไว้

FFA Issue 27 Keeping Your Smile Sweet

16 สิงหาคม 2549

 

หากย้อนไปในอดีตของมนุษยชาติ รสหวานเป็นที่ต้องการของมนุษย์ทั้งเพื่อความอยู่รอดขั้นพื้นฐาน และเพื่อความพอใจ แท้ที่จริงแล้วพวกเราทั้งหลายได้ถูกกำหนดให้ชอบความหวานตั้งแต่ยังเป็นทารก จากการถูกเลี้ยงดูให้ดื่มนม (แลกโตส-Lactose) ที่มีรสหวานจากน้ำตาล ครั้งแรก การบริโภคอาหารที่รสหวานพอดีเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ไม่ควรบริโภคบ่อยจนเกินไปในแต่ละวัน และหมั่นทำความสะอาดด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยสองครั้งต่อวัน หากต้องการ สารให้ความหวานปริมาณแคลอรีต่ำก็สามารถให้รสหวานที่ต้องการได้ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการสะสมของคราบจุลินทรีย์


อาหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของช่องปาก ภาวะโภชนาการมีผลต่อการพัฒนากระดูกใบหน้า (craniofacial development) และโรคเกี่ยวกับฟัน เช่น กระดูกฟันผุกร่อน (ฟันผุ) สารเคลือบฟันน้อย ฟันสึกกร่อนและโรคปริทันต์ ในบางราย การสูญเสียฟันสามารถส่งผลต่อการพูดด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ฟันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสื่อสาร อีกทั้ง ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาช่องฟันก็ปรากฏเป็นภาระแก่ทั้งรัฐบาลและประชาชนด้วยเช่นกัน


ตารางต่อไปนี้ บ่งบอกถึงแนวโน้มระดับการสูญเสียจากฟันผุของเด็กอายุ 12 ปี ในบางประเทศแถบตะวันตกและอาเซียนในช่วงปีดังระบุ
 

ประเทศ ปี DMFT*
ประเทศในแถบตะวันตก
ฝรั่งเศส

1987
1998

4.2
1.9

สหราชอาณาจักร

1983

1996 – 1997

3.1

1.1

ออสเตรเลีย

1990

1998

1.4

0.8

ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ประเทศไทย
 

1977

1989

1994

2.9

1.5

1.6

จีน

 

1983

1995

0.7

1.0

ฟิลิปปินส์

 

1987

1994

1998

5.5

5.8

4.6

 

DMFT: ฟันผุ สูญเสียฟัน การเสริมฟัน ฟันแท้
แหล่งข้อมูล : CAPP - the WHO Oral Health Country/Area Profile Programme
DMFT บ่งบอกปริมาณหรือความชุกของฟันผุในแต่ละประเทศ DMFT เป็นการวัดสุขภาพฟันเป็นตัวเลขในแต่ละกลุ่มประชากร และได้ จากการคำนวณโดยใช้จำนวนการเกิดฟันผุ (D), การสูญเสียฟัน (M), การเสริมฟัน (F), ฟันแท้ (T) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของระดับการ เกิดฟันผุในประเทศ


ข้อมูลเกี่ยวกับระดับการเกิดฟันผุของฟันที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาในเด็กวัย 12 ปี แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่แตกต่างกันสองประการ ประการแรก มีการลดลงของฟันผุในประเทศที่พัฒนาแล้ว และ ประการที่สอง มีการเพิ่มขึ้นของความชุกของโรคในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ ที่พบมีการบริโภคอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น (ตัวอย่างเช่น น้ำตาลอ้อย ของหวาน สินค้าประเภทขนมปังเหนียว) และไม่ได้รับฟลูออไรด์จากอาหาร น้ำ และ/หรือยาสีฟันในปริมาณที่เพียงพอ

การผุกร่อนของกระดูกฟัน (ฟันผุ) – เกิดขึ้นได้อย่างไร?
การผุกร่อนของกระดูกฟันก่อให้เกิดฟันผุและฟันเป็นแมง ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในช่องปาก ปัจจัยหลักที่เป็นตัวกำหนดความเสี่ยงเนื่องจากฟันผุ ได้แก่ สุขภาพอนามัยของช่องปาก; การได้รับฟลูออไรด์; และความถี่ของการบริโภคอาหารที่เอื้อต่อการสะสมคราบจุลินทรีย์ (plaque) ซึ่งก่อให้เกิดฟันผุได้ในภายหลัง ฟันผุเกิดขึ้นต่อเมื่อกรดที่สร้างขึ้นจากแบคทีเรียละลายผิวฟัน แบคทีเรียที่ก่อตัวเป็นฟิล์มหนาที่รู้จักกันดีว่าพลากค์หรือคราบหรือจุลินทรีย์บนผิวฟัน สามารถนำคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยได้ เช่น น้ำตาลหรือแป้งในอาหารและเครื่องดื่มบริโภคมาใช้ในการสร้างกรด กรดที่สร้างขึ้นจะละลายแร่ธาตุ เช่น แคลเซียมและฟอสเฟตออกจากฟันหรือที่เรียกกันว่าเกิดการสูญเสียแร่ธาตุ (demineralization)


อย่างไรก็ตาม น้ำลายของเราอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสเฟต ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการสร้างแร่ธาตุกลับคืน (remineralization) อีกทั้ง น้ำลายช่วยล้างเศษอาหารออกจากปาก และปรับสภาพกรดที่สร้างโดยแบคทีเรียให้เป็นกลาง ในขณะเดียวกันน้ำลายทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บฟลูออไรด์ที่ได้จากยาสีฟัน หรือ จากน้ำที่เติมด้วยฟลูออไรด์ เพราะฟลูออไรด์ช่วยปกป้องฟันผุด้วยการคืนแร่ธาตุให้กับฟัน และยับยั้งการสร้างกรดจากแบคทีเรีย ฟันผุเกิดขึ้นต่อเมื่อกระบวนการสูญเสียแร่ธาตุ (demineralization) เกิดขึ้นเร็วกว่าการสร้างแร่ธาตุเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน จึงเป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมความถี่การบริโภคคาร์โบไฮเดรตทั้งน้ำตาลและแป้ง ส่งผลต่อการเกิดฟันผุได้ หากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำบ่อยเกินไป น้ำลายของเราจะไม่มีเวลาพอที่จะสร้างคืนแร่ธาตุให้กับสารเคลือบฟัน กระบวนการเกิดฟันผุจึงเกิดขึ้น

สารทดแทนน้ำตาล – คืออะไร และ ทำงานอย่างไร?
มีการนำสารทดแทนน้ำตาล เป็นต้นว่า แอสพาร์แตม (aspartame), ซัคคาริน (Saccharin) และไซลิตอล (Xylitol) มาใช้เป็นเวลานานหลายปีมาแล้วจนกระทั่งบัดนี้ สารให้ความหวานต่างๆ เหล่านี้ไม่เพียงแต่ให้รสหวานที่พวกเราชอบและมีความสุขเมื่อลิ้มรสเท่านั้น แต่ยังช่วย ลดผลกระทบด้านลบใดๆ ที่อาจมีต่อสุขภาพช่องปากและร่างกาย เช่น สารให้ความหวานไม่ก่อให้เกิดฟันผุ เพราะสารดังกล่าวไม่ได้ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตที่ถูกย่อยได้ ซึ่งจะถูกเปลี่ยนไปเป็นกรดอันตรายโดยแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปากในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีการนำสารให้ความหวานมาใช้เพิ่มรสให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยฟลูออไรด์เพื่อสุขภาพของช่องปากและฟันเพื่อช่วยป้องกันการเกิดฟันผุ ตัวอย่างเช่น มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าไซลิตอลสามารถส่งผลในเชิงบวกให้กับสุขภาพฟันในเด็ก จากการที่มารดาบริโภคหมากฝรั่งเคี้ยวมีรสหวานที่ประกอบด้วยไซลิตอล เด็กที่เกิดจากมารดาที่เคี้ยวหมากฝรั่งจะเกิดฟันผุน้อยกว่าถึง 70 เปอร์เซ็นต์เทียบกับมารดาที่ไม่ได้เคี้ยวหมากฝรั่งที่ประกอบด้วยไซลิตอล

สามารถแบ่งสารทดแทนน้ำตาลอย่างกว้างๆ เป็น 2 ชนิด – สารให้ความหวานชนิดเข้มข้น (intense sweeteners) และสารให้ความหวานที่มีประโยชน์ทางโภชนาการ (bulk sweeteners) โดยทั่วไป สารให้ความหวานชนิดเข้มข้นจะมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย (ซูโครส) หลายเท่า และนำมาใช้ในปริมาณที่น้อยมากเพื่อให้มีความหวานเท่าเทียมกับน้ำตาลทราย ประกอบด้วยแคลอรี่เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย ตัวอย่างของสารให้ความหวานชนิดเข้มข้นต่างๆ ได้แก่ แอสพาร์แตม (aspartame), อะซิซัลแฟม K (acesulfame K), ซัคคาริน (saccharin) และ ไซคลาเมต (cyclamate)

สารให้ความหวานที่มีประโยชน์ทางโภชนาการประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตและแคลอรี่ปริมาณมากกว่า เมื่อเทียบกับสารให้ความหวานชนิดเข้มข้น แม้ว่าสารให้ความหวานที่มีประโยชน์ทางโภชนาการประกอบด้วยปริมาณแคลอรี่อยู่เพียงครึ่งหนึ่งของน้ำตาลทราย สารให้ความหวานที่มีประโยชน์ทางโภชนาการก็ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก ได้แก่ น้ำตาลแอลกอฮอล์ (โพลิออลส์ - polyols) ธรรมชาติของน้ำตาลแอลกอฮอล์ที่มีการเติมไฮโดรเจนจึงมีแนวโน้มต่ำต่อการถูกย่อย ด้วยเหตุนี้จึงนิยมนำน้ำตาลแอลกอฮอล์มาใช้ เนื่องจากมีแคลอรีต่ำและนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพฟันที่ดี เป็นต้นว่า หมากฝรั่ง แท้ที่จริงแล้วไซลิตอลน้ำตาลโพลิออลในหมากฝรั่งเคี้ยวมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันฟันผุได้ดีกว่าโพลิออลส์ อีกทั้งมีการนำน้ำตาลแอลกอฮอล์มาใช้กับขนมหวานคุกกี้ และผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ ประเภทไร้น้ำตาลจำนวนมาก ตัวอย่างของสารให้ความหวานชนิดที่มีประโยชน์ทางโภชนาการต่างๆ ได้แก่ ซอร์บิตอล (sorbitol), แลกติตอล (lactitol), แมลติตอล (maltitol) และไซลิตอล (xylitol)
 

ถึงแม้ว่าเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการใช้สารให้ความหวานในแง่ของผลเสียที่อาจเกิดต่อสุขภาพ แต่สารให้ความหวานก็เป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ผ่านการวิจัยมากที่สุดชนิดหนึ่ง ข้อสรุป คือ เมื่อนำสารทดแทนน้ำตาลที่ผ่านการรับรองมาใช้ในการบริโภคตามปกติ จะไม่มีผลเสียหรือถึงแม้ว่าเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการใช้สารให้ความหวานในแง่ของผลเสียที่อาจเกิดต่อสุขภาพ แต่สารให้ความหวานก็เป็นสารปรุงแต่งอาหารพร้อมเสริฟ หรือ เพื่อใช้เป็นสารให้ความหวานประจำโต๊ะอาหารได้อย่างปลอดภัย


การปกป้องสุขภาพของช่องปาก – ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
ในขณะที่สารให้ความหวานสามารถให้ความหวานได้โดยไม่ก่อให้เกิดฟันผุหรือปัญหาด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องตามมา อันสืบเนื่องมาจากการบริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลอรีสูงมากจนเกินไป ขั้นตอนง่ายๆ เพิ่มเติมที่พวกเราสามารถนำมาใช้ได้เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพของช่องปากที่ดี มีดังนี้


1. เริ่มต้นดูแลรักษาฟันตั้งแต่วัยเด็ก
สามารถทำความสะอาดฟันและเหงือกของทารกได้ด้วยการใช้ผ้านุ่มหลังการป้อนอาหารในแต่ละครั้ง เพื่อขจัดเศษอาหารที่สามารถก่อให้เกิดฟันผุได้ ในขณะเดียวกันการปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยส่งเสริมให้ทารกมีสุขภาพเหงือกที่ดี และทำให้ทารกเคยชินและรู้สึกได้ถึงการมีช่องปากที่สะอาด


2. หมั่นแปรงฟันและขัดฟันด้วยไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ
สร้างนิสัยนิสัยในการแปรงฟันอย่างน้อยสองครั้งต่อวันด้วยยาสีฟันที่ผสมด้วยฟลูออไรด์ และใช้ไหมขัดฟันหรือไม้จิ้มฟันเพื่อช่วยขจัด เศษคราบอาหารและลดโอกาสที่จะเกิดฟันผุได้ดี หากเป็นไปได้ ควรแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อเป็นประจำ การเคี้ยวหมากฝรั่งหลังมื้ออาหารก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากจะช่วยเพิ่มการหลั่งของน้ำลาย และทำความสะอาดคราบอาหารออกจากช่องปาก อย่างไร ก็ตามที่สำคัญที่สุด คือ ควรแปรงฟันก่อนเข้านอนเป็นประจำทุกคืน


3. พบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน
หมั่นพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อให้ทันตแพทย์ตรวจสอบและประเมินสภาพฟันของคุณ ตรวจหาและรักษาปัญหาใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่องปากของคุณได้


4. ห้ามรับประทานหรือจิบเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง
ทิ้งช่วงระยะเวลาระหว่างมื้อให้นานพอที่น้ำลายจะปรับสภาพกรดให้เป็นกลาง และสร้างแร่ธาตุคืนให้กับฟัน หลีกเลี่ยงการบริโภคบ่อยครั้ง ทั้งยังช่วยลดโอกาสเกิดเป็นโรคอ้วนและปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ จากการบริโภคมากเกินไปอีกด้วย


5. มีภาวะโภชนาการที่ดี
มีรายงานว่าการรับประทานเนยช่วยป้องกันฟันผุ นมวัวที่ประกอบด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส และคาเซ-อิน (casein) ทุกชนิดยับยั้งการเกิด ฟันผุได้ และเป็นแหล่งอาหารช่วยป้องกันฟันผุที่ดีได้ อาหารช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลาย เช่น อาหารที่ได้จากเมล็ดธัญพืช ถั่ว และ เนยแข็ง ตลอดจนหมากฝรั่งที่ไม่ก่อให้เกิดฟันผุ ก็สามารถช่วยป้องกันการเกิดฟันผุได้

เราทุกคนก็สามารถมีสุขภาพช่องปากที่ดีได้ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลและหน่วยงานด้านสุขภาพก็สามารถมีบทบาทต่อการส่งเสริมการปฏิบัติเพื่อสุขอนามัยของช่องปากที่ดีได้ รวมทั้งการเติมฟลูออรีนลงในน้ำ ส่วนใหญ่แล้วความรับผิดชอบในการป้องกันฟันผุขึ้นอยู่กับแต่ละคน และเป็นธุระของตัวเราเองที่จะปกป้องดูแลสุขภาพของช่องปากของเรา ตลอดจนให้กับลูกหลานของพวกเรา

หนังสืออ่านเพิ่มเติม
1. Soderling, E., et al (2000): Journal of Dental Research 79 (3): 882 – 887
2. Isokangas, P., et al (2000): Journal of Dental Research 79 (3): 1885 – 1889
3. Recommendations for preventing dental diseases, 105 – 119, Diet, Nutrition and The Prevention of Chronic Diseases, WHO Technical Report Series 916.

 

 
 

Copyright © 2004 Asian Food Information Centre (AFIC)
* Permission is granted to media, health and education professionals to use AFIC information resources in part or in full, providing credit is given to its source and AFIC is informed of its use by emailing info@afic.org.
No part of any AFIC information resources or the AFIC logo or its name may be used for any advertising or commercial product promotion purposes or with any commercially branded materials.