|
16
สิงหาคม
2549
หากย้อนไปในอดีตของมนุษยชาติ
รสหวานเป็นที่ต้องการของมนุษย์ทั้งเพื่อความอยู่รอดขั้นพื้นฐาน
และเพื่อความพอใจ
แท้ที่จริงแล้วพวกเราทั้งหลายได้ถูกกำหนดให้ชอบความหวานตั้งแต่ยังเป็นทารก
จากการถูกเลี้ยงดูให้ดื่มนม (แลกโตส-Lactose) ที่มีรสหวานจากน้ำตาล
ครั้งแรก การบริโภคอาหารที่รสหวานพอดีเป็นเรื่องที่ดี
แต่ก็ไม่ควรบริโภคบ่อยจนเกินไปในแต่ละวัน
และหมั่นทำความสะอาดด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยสองครั้งต่อวัน
หากต้องการ
สารให้ความหวานปริมาณแคลอรีต่ำก็สามารถให้รสหวานที่ต้องการได้
โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการสะสมของคราบจุลินทรีย์
อาหารมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขภาพของช่องปาก
ภาวะโภชนาการมีผลต่อการพัฒนากระดูกใบหน้า (craniofacial
development) และโรคเกี่ยวกับฟัน เช่น กระดูกฟันผุกร่อน (ฟันผุ)
สารเคลือบฟันน้อย ฟันสึกกร่อนและโรคปริทันต์ ในบางราย
การสูญเสียฟันสามารถส่งผลต่อการพูดด้วยเช่นกัน ทั้งนี้
ฟันเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสื่อสาร อีกทั้ง
ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาช่องฟันก็ปรากฏเป็นภาระแก่ทั้งรัฐบาลและประชาชนด้วยเช่นกัน
ตารางต่อไปนี้ บ่งบอกถึงแนวโน้มระดับการสูญเสียจากฟันผุของเด็กอายุ
12 ปี ในบางประเทศแถบตะวันตกและอาเซียนในช่วงปีดังระบุ
|
ประเทศ |
ปี |
DMFT* |
|
ประเทศในแถบตะวันตก |
|
ฝรั่งเศส |
1987
1998 |
4.2
1.9 |
|
สหราชอาณาจักร |
1983
1996 –
1997 |
3.1
1.1 |
|
ออสเตรเลีย |
1990
1998 |
1.4
0.8 |
|
ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ |
|
ประเทศไทย
|
1977
1989
1994 |
2.9
1.5
1.6 |
|
จีน
|
1983
1995 |
0.7
1.0 |
|
ฟิลิปปินส์
|
1987
1994
1998 |
5.5
5.8
4.6 |
DMFT:
ฟันผุ สูญเสียฟัน การเสริมฟัน ฟันแท้
แหล่งข้อมูล : CAPP - the WHO Oral Health Country/Area Profile
Programme
DMFT บ่งบอกปริมาณหรือความชุกของฟันผุในแต่ละประเทศ DMFT
เป็นการวัดสุขภาพฟันเป็นตัวเลขในแต่ละกลุ่มประชากร และได้
จากการคำนวณโดยใช้จำนวนการเกิดฟันผุ (D), การสูญเสียฟัน (M),
การเสริมฟัน (F), ฟันแท้ (T) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีของระดับการ
เกิดฟันผุในประเทศ
ข้อมูลเกี่ยวกับระดับการเกิดฟันผุของฟันที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาในเด็กวัย
12 ปี แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่แตกต่างกันสองประการ ประการแรก
มีการลดลงของฟันผุในประเทศที่พัฒนาแล้ว และ ประการที่สอง
มีการเพิ่มขึ้นของความชุกของโรคในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ
ที่พบมีการบริโภคอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น (ตัวอย่างเช่น
น้ำตาลอ้อย ของหวาน สินค้าประเภทขนมปังเหนียว)
และไม่ได้รับฟลูออไรด์จากอาหาร น้ำ และ/หรือยาสีฟันในปริมาณที่เพียงพอ
การผุกร่อนของกระดูกฟัน (ฟันผุ) – เกิดขึ้นได้อย่างไร?
การผุกร่อนของกระดูกฟันก่อให้เกิดฟันผุและฟันเป็นแมง
ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดในช่องปาก
ปัจจัยหลักที่เป็นตัวกำหนดความเสี่ยงเนื่องจากฟันผุ ได้แก่
สุขภาพอนามัยของช่องปาก; การได้รับฟลูออไรด์;
และความถี่ของการบริโภคอาหารที่เอื้อต่อการสะสมคราบจุลินทรีย์
(plaque) ซึ่งก่อให้เกิดฟันผุได้ในภายหลัง
ฟันผุเกิดขึ้นต่อเมื่อกรดที่สร้างขึ้นจากแบคทีเรียละลายผิวฟัน
แบคทีเรียที่ก่อตัวเป็นฟิล์มหนาที่รู้จักกันดีว่าพลากค์หรือคราบหรือจุลินทรีย์บนผิวฟัน
สามารถนำคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยได้ เช่น
น้ำตาลหรือแป้งในอาหารและเครื่องดื่มบริโภคมาใช้ในการสร้างกรด
กรดที่สร้างขึ้นจะละลายแร่ธาตุ เช่น
แคลเซียมและฟอสเฟตออกจากฟันหรือที่เรียกกันว่าเกิดการสูญเสียแร่ธาตุ
(demineralization)
อย่างไรก็ตาม น้ำลายของเราอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสเฟต
ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการสร้างแร่ธาตุกลับคืน (remineralization)
อีกทั้ง น้ำลายช่วยล้างเศษอาหารออกจากปาก
และปรับสภาพกรดที่สร้างโดยแบคทีเรียให้เป็นกลาง
ในขณะเดียวกันน้ำลายทำหน้าที่เป็นแหล่งเก็บฟลูออไรด์ที่ได้จากยาสีฟัน
หรือ จากน้ำที่เติมด้วยฟลูออไรด์
เพราะฟลูออไรด์ช่วยปกป้องฟันผุด้วยการคืนแร่ธาตุให้กับฟัน
และยับยั้งการสร้างกรดจากแบคทีเรีย
ฟันผุเกิดขึ้นต่อเมื่อกระบวนการสูญเสียแร่ธาตุ (demineralization)
เกิดขึ้นเร็วกว่าการสร้างแร่ธาตุเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน
จึงเป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมความถี่การบริโภคคาร์โบไฮเดรตทั้งน้ำตาลและแป้ง
ส่งผลต่อการเกิดฟันผุได้ หากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำบ่อยเกินไป
น้ำลายของเราจะไม่มีเวลาพอที่จะสร้างคืนแร่ธาตุให้กับสารเคลือบฟัน
กระบวนการเกิดฟันผุจึงเกิดขึ้น
สารทดแทนน้ำตาล – คืออะไร และ ทำงานอย่างไร?
มีการนำสารทดแทนน้ำตาล เป็นต้นว่า แอสพาร์แตม (aspartame),
ซัคคาริน (Saccharin) และไซลิตอล (Xylitol)
มาใช้เป็นเวลานานหลายปีมาแล้วจนกระทั่งบัดนี้ สารให้ความหวานต่างๆ
เหล่านี้ไม่เพียงแต่ให้รสหวานที่พวกเราชอบและมีความสุขเมื่อลิ้มรสเท่านั้น
แต่ยังช่วย ลดผลกระทบด้านลบใดๆ ที่อาจมีต่อสุขภาพช่องปากและร่างกาย
เช่น สารให้ความหวานไม่ก่อให้เกิดฟันผุ
เพราะสารดังกล่าวไม่ได้ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตที่ถูกย่อยได้
ซึ่งจะถูกเปลี่ยนไปเป็นกรดอันตรายโดยแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในช่องปากในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ยังมีการนำสารให้ความหวานมาใช้เพิ่มรสให้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ
ซึ่งประกอบด้วยฟลูออไรด์เพื่อสุขภาพของช่องปากและฟันเพื่อช่วยป้องกันการเกิดฟันผุ
ตัวอย่างเช่น
มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าไซลิตอลสามารถส่งผลในเชิงบวกให้กับสุขภาพฟันในเด็ก
จากการที่มารดาบริโภคหมากฝรั่งเคี้ยวมีรสหวานที่ประกอบด้วยไซลิตอล
เด็กที่เกิดจากมารดาที่เคี้ยวหมากฝรั่งจะเกิดฟันผุน้อยกว่าถึง 70
เปอร์เซ็นต์เทียบกับมารดาที่ไม่ได้เคี้ยวหมากฝรั่งที่ประกอบด้วยไซลิตอล
สามารถแบ่งสารทดแทนน้ำตาลอย่างกว้างๆ เป็น 2 ชนิด –
สารให้ความหวานชนิดเข้มข้น (intense sweeteners)
และสารให้ความหวานที่มีประโยชน์ทางโภชนาการ (bulk sweeteners)
โดยทั่วไป สารให้ความหวานชนิดเข้มข้นจะมีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย
(ซูโครส) หลายเท่า
และนำมาใช้ในปริมาณที่น้อยมากเพื่อให้มีความหวานเท่าเทียมกับน้ำตาลทราย
ประกอบด้วยแคลอรี่เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย
ตัวอย่างของสารให้ความหวานชนิดเข้มข้นต่างๆ ได้แก่ แอสพาร์แตม
(aspartame), อะซิซัลแฟม K (acesulfame K), ซัคคาริน (saccharin)
และ ไซคลาเมต (cyclamate)
สารให้ความหวานที่มีประโยชน์ทางโภชนาการประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตและแคลอรี่ปริมาณมากกว่า
เมื่อเทียบกับสารให้ความหวานชนิดเข้มข้น
แม้ว่าสารให้ความหวานที่มีประโยชน์ทางโภชนาการประกอบด้วยปริมาณแคลอรี่อยู่เพียงครึ่งหนึ่งของน้ำตาลทราย
สารให้ความหวานที่มีประโยชน์ทางโภชนาการก็ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก
ได้แก่ น้ำตาลแอลกอฮอล์ (โพลิออลส์ - polyols)
ธรรมชาติของน้ำตาลแอลกอฮอล์ที่มีการเติมไฮโดรเจนจึงมีแนวโน้มต่ำต่อการถูกย่อย
ด้วยเหตุนี้จึงนิยมนำน้ำตาลแอลกอฮอล์มาใช้
เนื่องจากมีแคลอรีต่ำและนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพฟันที่ดี
เป็นต้นว่า หมากฝรั่ง
แท้ที่จริงแล้วไซลิตอลน้ำตาลโพลิออลในหมากฝรั่งเคี้ยวมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันฟันผุได้ดีกว่าโพลิออลส์
อีกทั้งมีการนำน้ำตาลแอลกอฮอล์มาใช้กับขนมหวานคุกกี้
และผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ ประเภทไร้น้ำตาลจำนวนมาก
ตัวอย่างของสารให้ความหวานชนิดที่มีประโยชน์ทางโภชนาการต่างๆ
ได้แก่ ซอร์บิตอล (sorbitol), แลกติตอล (lactitol), แมลติตอล (maltitol)
และไซลิตอล (xylitol)
ถึงแม้ว่าเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการใช้สารให้ความหวานในแง่ของผลเสียที่อาจเกิดต่อสุขภาพ
แต่สารให้ความหวานก็เป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ผ่านการวิจัยมากที่สุดชนิดหนึ่ง
ข้อสรุป คือ
เมื่อนำสารทดแทนน้ำตาลที่ผ่านการรับรองมาใช้ในการบริโภคตามปกติ
จะไม่มีผลเสียหรือถึงแม้ว่าเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการใช้สารให้ความหวานในแง่ของผลเสียที่อาจเกิดต่อสุขภาพ
แต่สารให้ความหวานก็เป็นสารปรุงแต่งอาหารพร้อมเสริฟ หรือ
เพื่อใช้เป็นสารให้ความหวานประจำโต๊ะอาหารได้อย่างปลอดภัย
การปกป้องสุขภาพของช่องปาก – ด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้
ในขณะที่สารให้ความหวานสามารถให้ความหวานได้โดยไม่ก่อให้เกิดฟันผุหรือปัญหาด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องตามมา
อันสืบเนื่องมาจากการบริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลอรีสูงมากจนเกินไป
ขั้นตอนง่ายๆ
เพิ่มเติมที่พวกเราสามารถนำมาใช้ได้เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพของช่องปากที่ดี
มีดังนี้
1. เริ่มต้นดูแลรักษาฟันตั้งแต่วัยเด็ก
สามารถทำความสะอาดฟันและเหงือกของทารกได้ด้วยการใช้ผ้านุ่มหลังการป้อนอาหารในแต่ละครั้ง
เพื่อขจัดเศษอาหารที่สามารถก่อให้เกิดฟันผุได้
ในขณะเดียวกันการปฏิบัติเช่นนี้จะช่วยส่งเสริมให้ทารกมีสุขภาพเหงือกที่ดี
และทำให้ทารกเคยชินและรู้สึกได้ถึงการมีช่องปากที่สะอาด
2. หมั่นแปรงฟันและขัดฟันด้วยไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอ
สร้างนิสัยนิสัยในการแปรงฟันอย่างน้อยสองครั้งต่อวันด้วยยาสีฟันที่ผสมด้วยฟลูออไรด์
และใช้ไหมขัดฟันหรือไม้จิ้มฟันเพื่อช่วยขจัด
เศษคราบอาหารและลดโอกาสที่จะเกิดฟันผุได้ดี หากเป็นไปได้
ควรแปรงฟันหลังรับประทานอาหารทุกมื้อเป็นประจำ
การเคี้ยวหมากฝรั่งหลังมื้ออาหารก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
เนื่องจากจะช่วยเพิ่มการหลั่งของน้ำลาย
และทำความสะอาดคราบอาหารออกจากช่องปาก อย่างไร ก็ตามที่สำคัญที่สุด
คือ ควรแปรงฟันก่อนเข้านอนเป็นประจำทุกคืน
3. พบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน
หมั่นพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน
เพื่อให้ทันตแพทย์ตรวจสอบและประเมินสภาพฟันของคุณ
ตรวจหาและรักษาปัญหาใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่องปากของคุณได้
4. ห้ามรับประทานหรือจิบเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง
ทิ้งช่วงระยะเวลาระหว่างมื้อให้นานพอที่น้ำลายจะปรับสภาพกรดให้เป็นกลาง
และสร้างแร่ธาตุคืนให้กับฟัน หลีกเลี่ยงการบริโภคบ่อยครั้ง
ทั้งยังช่วยลดโอกาสเกิดเป็นโรคอ้วนและปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆ
จากการบริโภคมากเกินไปอีกด้วย
5. มีภาวะโภชนาการที่ดี
มีรายงานว่าการรับประทานเนยช่วยป้องกันฟันผุ
นมวัวที่ประกอบด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส และคาเซ-อิน (casein)
ทุกชนิดยับยั้งการเกิด ฟันผุได้
และเป็นแหล่งอาหารช่วยป้องกันฟันผุที่ดีได้
อาหารช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำลาย เช่น อาหารที่ได้จากเมล็ดธัญพืช
ถั่ว และ เนยแข็ง ตลอดจนหมากฝรั่งที่ไม่ก่อให้เกิดฟันผุ
ก็สามารถช่วยป้องกันการเกิดฟันผุได้
เราทุกคนก็สามารถมีสุขภาพช่องปากที่ดีได้ ในขณะเดียวกัน
รัฐบาลและหน่วยงานด้านสุขภาพก็สามารถมีบทบาทต่อการส่งเสริมการปฏิบัติเพื่อสุขอนามัยของช่องปากที่ดีได้
รวมทั้งการเติมฟลูออรีนลงในน้ำ
ส่วนใหญ่แล้วความรับผิดชอบในการป้องกันฟันผุขึ้นอยู่กับแต่ละคน
และเป็นธุระของตัวเราเองที่จะปกป้องดูแลสุขภาพของช่องปากของเรา
ตลอดจนให้กับลูกหลานของพวกเรา
หนังสืออ่านเพิ่มเติม
1. Soderling, E., et al (2000): Journal of Dental Research 79
(3): 882 – 887
2. Isokangas, P., et al (2000): Journal of Dental Research 79
(3): 1885 – 1889
3. Recommendations for preventing dental diseases, 105 – 119,
Diet, Nutrition and The Prevention of Chronic Diseases, WHO
Technical Report Series 916.
|