|
30
พฤศจิกายน 2549
องค์กรโรคเบาหวานสากล
(IDF) ได้รณรงค์ ‘การดูแลรักษาโรคเบาหวานสำหรับทุกคน’
สำหรับปี 2549 นี้ เหตุผลหนึ่งสำหรับการรณรงค์ คือ
มีผู้ป่วยหลายรายประสบกับภาวะโรคแทรกซ้อนสาเหตุจากโรคเบาหวานชนิดรุนแรงประเภทที่
2 อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้เนื่องจากขาดการดูแลรักษา
ซึ่งไม่เพียงแต่ขาดการดูแลรักษาในผู้ที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคเท่านั้น
แต่ขาดการดูแลรักษาในผู้คนหลายคนที่ไม่ได้ปรึกษาแพทย์ด้วยเช่นกัน
มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้ไม่มีการดูแลรักษาเบาหวานประเภทที่ 2
สำหรับหลายๆ คนและผู้ที่มีความทนกลูโคสบกพร่อง
(impaired glucose
tolerance)
ซึ่งเป็นอาการที่ไม่สามารถตรวจหาได้เนื่องจากไม่ปรากฏอาการภายนอก
การขาดการดูแลรักษาเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานประเภทที่
2
หนึ่งในขั้นตอนแรกที่มีความจำเป็นและมีความสำคัญเป็นอันดับแรกเพื่อระบุที่มาของปัญหา
คือการเพิ่มความตระหนักให้กับสาธารณชนว่าวิธีการ ระยะเวลา
และสาเหตุของการเข้ารับการบริการด้านสุขภาพเพื่อป้องกันและรักษาประเภทประเภทที่
2 นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง ความเข้าใจของสาธารณชนที่ดีขึ้น
สามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายการปรับปรุงการดูแลรักษาโรคเบาหวานประเภทที่
2 ให้ดีขึ้นด้วยวิธีการหลายๆ วิธี ตัวอย่างเช่น
ความเข้าใจของสาธารณชนสามารถเพิ่มอัตราการตรวจหาและการวินิจฉัยในเบื้องต้น
เพิ่มความสามารถและแรงจูงใจให้กับผู้ป่วยแต่ละรายในการเข้าถึงการดูแลรักษาทางการแพทย์และคำแนะนำที่เหมาะสม
ตลอดจนการนำคำแนะนำจากแพทย์มาปฏิบัติและผลจากการปฏิบัติที่มีต่อภาวะโภชนาการและวิถีการดำรงชีวิต
เพื่อป้องกันและการจัดการโรคเบาหวานประเภทที่ 2
เพื่อสนับสนุนการรณรงค์โดย
IDF ดังนั้น
AFIC กำลังเปิดตัวแหล่งข้อมูลใหม่สองแหล่ง
ที่จัดทำไว้เพื่อเพิ่มความเข้าใจของโรคเบาหวานประเภทที่ 2
และสิ่งที่พวกเขาควรปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงโรคแทรกซ้อนที่สัมพันธ์กับเบาหวานประเภทที่
2 ไไ
บทความนี้อ้างอิงมาจากหนึ่งในแหล่งข้อมูลเหล่านี้ ได้แก่
แผ่นพับที่ได้ทบทวนและปรับข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ‘สิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับเบาหวานประเภทที่
2’
โปรดอ่านเพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมหรือติดต่อสำนักงาน
AFIC ได้ที่
www.afic.org
เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
เบาหวานประเภท 2 คืออะไร?
โรคเบาหวานคือสภาพการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงในร่างกายและมีการเปลี่ยนแปลงของไขมันในเลือดที่ไม่ต้องการ
เบาหวานประเภทที่ 2 เป็นประเภทของเบาหวานที่พบได้บ่อยที่สุด
ผู้ป่วยโรคเบาหวานประมาณ 85 ถึง 95 เปอร์เซ็นต์
เป็นผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ปกติเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่
แม้ว่าจะเกิดขึ้นในเด็กและวัยรุ่นไม่มากนักก็ตาม
ผู้มีน้ำหนักตัวมากเกินก็สามารถเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
มีปริมาณผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 มากเท่าไร?
ประเทศอินเดียมีจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานมากที่สุดในโลก (35.5
ล้านคน) ตามด้วยสาธารณรัฐประชาชนจีน
อยู่ในลำดับที่สองด้วยผู้ป่วยโรคเบาหวาน 23.8 ล้านคน โดยในปี 2546
ประชากรในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 39.3 ล้านคน
คาดว่าป่วยด้วยโรคเบาหวาน ซึ่งเทียบเท่ากับ 5.6
เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด
อาการของเบาหวานประเภทที่ 2 เป็นอย่างไร?
เบาหวานประเภทที่ 2 พัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ บางครั้งไม่ปรากฏอาการภายนอก
ผู้ป่วย 1 ใน 3
รายที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานได้พัฒนาโรคแทรกซ้อนขึ้นแล้ว
ในกรณีเช่นนี้
ผลที่เกิดขึ้นอาจไม่สามารถรักษาให้หายกลับเป็นปกติได้
อาการทางภายนอกที่พบบ่อยที่สุดของเบาหวานประเภทที่ 2 ได้แก่
การกระหายน้ำอย่างรุนแรง ปัสสาวะบ่อย หิว
สูญเสียน้ำหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ ไร้เรี่ยวแรง ตาพร่ามัว แผลหายช้า
ปวดเสียวหรือสูญเสียความรู้สึกบริเวณมือหรือเท้า
เกิดการติดเชื้อซ้ำที่ผิวหนัง เหงือก ช่องคลอด หรือระบบทางปัสสาวะ
เราจะป้องกันหรือลดโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานประเภทที่ 2 ได้อย่างไร?
เพื่อหลีกเลี่ยงโรคแทรกซ้อน
สิ่งสำคัญได้แก่การตรวจหาเบาหวานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินหรือโรคอ้วน และมีอายุเกิน 45
ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเพื่อหาเบาหวานอย่างง่ายๆ โดยแพทย์
ปีละหนึ่งครั้ง
สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานประเภทที่ 2
เป้าหมายสำคัญประการแรก คือ การควบคุมกลูโคส ไขมัน
และความดันเลือดในกระแสเลือดให้ปกติดีอยู่เสมอ
เพื่อให้การควบคุมกลูโคสในกระแสเลือดประสบผลสำเร็จ
การทำสมาธิและการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงชีวิตจึงเป็นสิ่งจำเป็น
วิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนแปลง ได้แก่
การวางแผนโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพและการออกกำลังกาย
การหมั่นพบแพทย์อยู่เป็นประจำ
ก็ช่วยในการตรวจหาโรคแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อสุขภาพได้ทันท่วงทีอีกด้วยเช่นกัน
ใครบ้างที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2
?
-
มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวานประเภทที่ 2
พันธุกรรมมีบทบาทสำคัญต่อเบาหวานประเภทที่ 2
หากสมาชิกในครอบครัวหนึ่งคนหรือมากกว่าเป็นโรคเบาหวานประเภท 2
ความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
-
ผู้มีน้ำหนักตัวมากเกินและผู้เป็นโรคอ้วน:
ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 มากกว่า 8 ใน 10
ราย
เป็นผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินหรือโรคอ้วนอย่างใดอย่างหนึ่ง
-
ผู้ไม่ออกกำลังกาย:
เบาหวานประเภทที่ 2
โดยปกติเกิดขึ้นกับผู้เฉื่อยชามากกว่า
การออกกำลังกายสามารถลดโอกาสการเกิดเบาหวานประเภทที่ 2
ได้ครึ่งหนึ่ง
-
ผู้สูงอายุ:
ผู้ป่วยจำนวน 1 ใน
5 ราย ที่มีอายุเกิน 65 ปี
เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2
เราจะป้องกันหรือชะลออาการของโรคเบาหวานได้อย่างไร?
-
สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกิน ควรลดไขมันของร่างกายลง 7
– 10 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวปัจจุบัน
ลดโอกาสเกิดเบาหวานประเภทที่ 2 ครึ่งหนึ่ง
-
ไขมันที่สะสมรอบๆ บริเวณท้อง
เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน
และโรคแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกัน
ไขมันบริเวณช่องท้องสามารถวัดได้ด้วยการวัดเส้นรอบเอว
กระทำได้โดยใช้สายวัดวัดที่บริเวณกึ่งกลางระหว่างกระดูกซี่โครงส่วนล่างและและส่วนบนของกระดูกรอบเอว
เส้นรอบเอวที่น้อยกว่า 90 เซ็นตริเมตร สำหรับผู้ชายและน้อยกว่า
80 เซ็นตริเมตรสำหรับผู้หญิง บ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ต่ำ
สำหรับผู้ที่มีไขมันช่องท้องมากกว่า
ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนโดยตรงกับเส้นรอบวงที่เพิ่มขึ้น
-
การใช้กล้ามเนื้ออยู่เสมอ
เพิ่มความสามารถของกล้ามเนื้อในการดูดซึมและนำอินซูลินมาใช้
ทั้งสองกรณีจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นหรือเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานประเภทที่
2 จึงแนะนำให้ทำการออกกำลังกายเต้นแอโรบิก
ออกกำลังกายแบบใช้กล้ามเนื้อ
และการออกกำลังแบบยืดหยุ่นผสมผสานกัน
ข้อแนะนำการออกกำลังกาย
-
การออกกำลังกายแบบแอโรบิค:
แนะนำให้ทำอย่างน้อย 5 ครั้งต่อสัปดาห์
นานครั้งละ 30 นาทีโดยประมาณต่อวัน หากคุณต้องการลดน้ำหนัก
การออกกำลังกายเพิ่มเติมก็จะเป็นประโยชน์
ปรึกษาแพทย์ของคุณก่อนเพิ่มระดับการออกกำลังกาย
-
การออกกำลังกายแบบใช้กล้ามเนื้อ:
การสะสมมวลกระดูก
เป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้เป็นเบาหวาน ในการเผาผลาญแคลอรี่และเสริมความสามารถของร่างกายในการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด
การยกน้ำหนักเป็นตัวอย่างหนึ่งของการออกกำลังแบบใช้กล้ามเนื้อ
-
การออกกำลังกายแบบยืดหยุ่น
เช่น การยืดคลายกล้ามเนื้อ
ช่วยให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บในระหว่างการออกกำลังกาย
ข้อแนะนำการเพิ่มการออกกำลังกาย:
-
จอดรถที่ลานจอดรถไกลสุด
-
ตกแต่งสวนที่บ้าน
-
มีส่วนร่วมทำกิจกรรมกับเด็กหรือลูกหลาน
-
เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์หรือบันไดเลื่อน
-
ล้างรถ
-
หยุดลงที่สถานีรถ ให้ห่างสองสามช่วงจากป้ายปกติ
และเดิน
ข้อแนะนำการเลือกรับประทานอาหาร
กลยุทธ์เชิงโภชนาการที่สำคัญที่สุดสองประการเพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคเบาหวานประเภทที่
2 ได้แก่ การเลือกแหล่งอาหารที่มีเส้นใยสูง
มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตและไขมันต่ำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันชนิดอิ่มตัว
เลือกธัญพืชที่เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่มีเส้นใยสูง
และจำกัดการบริโภคคาร์โบไฮเดรตบริสุทธิ์สูง
โดยธัญพืชที่มีคาร์โบไฮเดรตเส้นใยสูง จะเกิดการดูดซึมอย่างช้าๆ
ซึ่งจำกัดระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด และลดความต้องการของอินซูลิน
ทางเลือกที่ดี ได้แก่ ข้าวแดง ข้าวไม่ขัดสี ข้าวโอ๊ต
ขนมปังจากธัญพืช บะหมี่ปรุงกึ่งสุก เวอร์มิเซลลีจากถั่ว
ถั่วหรือถั่วมีเปลือก เช่น ถั่วบัลเกอร์
(bulgur) เป็นต้น
ใช้ไขมันไม่อิ่มตัวแทนที่จะใช้ไขมันอิ่มตัวและไขมันชนิดทรานส์
ไขมันไม่อิ่มตัว เป็นต้นว่า น้ำมันคาโนลา น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่ว
น้ำมันดอกทานตะวัน หรือน้ำมันข้าวโพด
ช่วยป้องกันโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ น้ำมันมะพร้าว,
น้ำมันปาล์มและน้ำมันเมล็ดปาล์มซึ่งมีระดับไขมันอิ่มตัวสูงกว่า และ
และเนยเทียมชนิดแข็งหรือกึ่งเหลว เช่นเดียวกับน้ำมันหมู
ซึ่งมีทั้งไขมันอิ่มตัว และไขมันชนิดทรานส์
ซึ่งอาจเร่งการเกิดโรคเบาหวานประเภทที่ 2 และโรคแทรกซ้อน
ข้อมูลทางการแพทย์ด้านเบาหวานจากมูลนิธิเบาหวานสากล (The
Diabetes Atlas of the World Diabetes Foundation)
ประเมินว่า ทั่วโลกมีประชากรวัยผู้ใหญ่เป็นโรคเบาหวานมากกว่า 5
เปอร์เซ็นต์ และอีก 8 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ที่มีความทนกลูโคสบกพร่อง
ซึ่งเป็นสภาพที่นำมาซึ่งโรคแทรกซ้อนหลายอาการจากเบาหวาน และในหลายๆ
รายที่ไม่เข้ารับการตรวจจากแพทย์ ก็จะพัฒนาเป็นโรคเบาหวานประเภทที่
2
อ่านเพิ่มเติม
-
Diet, Nutrition and the
Prevention of Chronic Diseases:Report of a Joint WHO/ FAO
Expert Consultation, 2003
-
World Diabetes Foundation:
Diabetes Atlas 2nd Ed. 2003
-
International Diabetes
Foundation
www.idf.org
|