|
14 พฤษภาคม
2550
t_Articles
การสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงด้านอาหารอย่างมืออาชีพและมีประสิทธิภาพ
การวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ระดับความรับผิดชอบที่สูงขึ้นของหน่วยงานต่างๆ
ที่รับผิดชอบในการจัดการเรื่องอาหารปลอดภัย
เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหาร
นับได้ว่าก่อให้เกิดข้อมูลข่าวสารมากมายเกี่ยวกับสุขภาพและอาหารปลอดภัย
ซึ่งอาจเป็นที่คาดเดาได้ว่า
สิ่งที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความรู้สึกต่อสาธารณชนทั่วไปว่าตนสามารถรับทราบข้อมูลข่าวสารได้ดีขึ้น
ที่มากกว่านั้นคือกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการกำกับดูแล
กล่าวสั้นๆ คือ ประชาชนมีอำนาจในการดูแลเพิ่มขึ้น
แต่โดยแท้จริงแล้ว จากการวิจัยผู้บริโภค ชี้ให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ
ดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามที่คาดคิดไว้แต่อย่างใด
แต่ดูเหมือนว่าประชาชนทั่วไปรู้สึกสับสนมากยิ่งขึ้น
และในบางครั้งรู้สึกท้อถอยเสียมากกว่า
เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร
และเพื่อให้เข้าถึงข้อวิตกกังวลต่อความเสี่ยงต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น
โปรดติดตามอ่านต่อไป
ผู้บริโภควิตกกังวลเพิ่มมากขึ้น
มีเหตุผลหลายประการที่อธิบายว่าทำไมข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมาก
ไม่ช่วยเพิ่มระดับความรู้ความเข้าใจ
บางครั้งก็ยากที่จะเข้าถึงข้อมูลต่างๆ เหล่านี้
ว่าอะไรคือความเสี่ยงที่แท้จริง ยกตัวอย่างเช่น
บางครั้งดูเหมือนมีเหตุมีผล
บางครั้งไร้ซึ่งเหตุผลเมื่อต้องทำความเข้าใจว่าอาหารที่คุณเคยรับประทานมานานแล้ว
จะกลายเป็น
“ความเสี่ยงต่อสุขภาพ”
อย่างกะทันหัน
และบางครั้งเป็นสิ่งที่น่าตกใจเมื่อได้ยินว่าอาหารที่มีอยู่ทั่วไปนั้น
อาจกลายเป็นสิ่งที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพของเรา
มีประชาชนจำนวนมากไม่มีความมั่นใจทั้งในเรื่องที่พวกเขารู้ และ
สิ่งที่ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับอาหารปลอดภัย อีกทั้ง
ประชาชนรู้สึกเคลือบแคลงว่าข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญนั้น
มีความเชื่อถือได้หรือไม่
ความท้าทายของการอธิบายความเสี่ยงเกี่ยวกับอาหาร
โดยแท้จริงแล้ว
ปกติยากที่จะอธิบายความจริงมากเสียกว่าอันตรายหรือไม่อันตรายเสียอีก
ความเสี่ยงต่อสุขภาพจำนวนมาก เป็นสิ่งที่สะสมมายาวนาน
และแบบแผนการบริโภคในระยะยาว เป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจว่า
สารที่เป็นอันตรายต่างๆ ที่อยู่ในอาหาร จะส่งผลกระทบด้านลบหรือไม่
สารหลายชนิดจะก่อให้เกิดความเสี่ยงก็ต่อเมื่อบริโภคเข้าไปในปริมาณที่สูงมากๆ
แต่สารเหล่านั้นหลายชนิดถูกพิจารณาว่าไม่มีความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น
และสิ่งต่างๆ
เหล่านี้ไม่ได้ให้ข้อมูลหรือไม่ทำให้ผู้ที่วิตกกังวลคลายความรู้สึกวิตกกังวลแก่สุขภาพตนเองและลูกหลานเลย
นักวิทยาศาสตร์ทราบดีว่าร่างกายมนุษย์มีการเรียนรู้เพื่อกำจัดสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายในปริมาณเพียงเล็กน้อยเป็นเวลานานหลายพันปีมาแล้ว
ดังนั้น ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาหารจำนวนมากที่เป็นข่าว
แท้จริงจึงเป็นเพียงความเสี่ยงเชิงทฤษฎีเท่านั้น
ซึ่งมีระดับความเสี่ยงที่วัดได้เพียงเล็กน้อยหรือไม่ส่งผลเลยต่อสุขภาพ
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นความเข้าใจของผู้ที่ไม่ใช่เป็นนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย
ผู้ต้องการตัดสินใจ โดยอาศัยพื้นฐานความรู้ของตัวเอง
ความพยายามที่จะใส่ความเสี่ยงเป็นบทความโดยปราศจากความเคารพแก่พื้นฐานความรู้ของผู้ฟัง
มีแนวโน้มที่จะดูเหมือนเป็นการดูหมิ่นและไม่สนใจ
และท้ายสุดก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ การสื่อสารแบบ 2 ทาง
มีความซับซ้อนมากกว่าการตอบสนองความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ไกลออกไป
แต่ก็มีความจำเป็นต่อการสร้างพื้นฐานอันเข้มแข็งของความน่าเชื่อถือ
ที่ได้มาจากความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องของสาธารณชนที่แผ่ขยายออกไป
ข้อขัดแย้งเดิมๆ ระหว่างวิทยาศาสตร์กับความรู้สึก
ผู้ที่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการความเสี่ยงต่อสุขภาพ
รู้สึกพอใจเกี่ยวกับตรรกะของความสมดุลระหว่างต้นทุนของการลดความเสี่ยงกับประโยชน์ที่ได้รับเชิงปริมาณ
อย่างไรก็ตาม
ผู้ที่รู้สึกว่าตนเองกำลังได้รับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่ต้องการ
บ่อยครั้งมักจะมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป
เป็นการยากที่จะอธิบายความเสี่ยงต่ำออกมาเป็นตัวเลข
ไม่ว่าจะประเมินได้เป็น 1 ใน 100 หรือ 1 ใน 1,000,000
ของโอกาสที่อาจเกิดขึ้น ผู้บริโภคส่วนใหญ่คิดว่าตนเอง คือ 1
ที่ได้รับผลกระทบ มากกว่าจะเป็น 1 ใน 99 หรือ 1 ใน 999,999
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นความจริงหากความเสี่ยงถูกประโคมโดยผู้ใดผู้หนึ่งหรืออยู่นอกเหนือการควบคุมของตนเอง
มากกว่าที่เป็นความเสี่ยงที่ผู้นั้นเลือกขึ้นเอง ยกตัวอย่างเช่น
คุณอาจรู้สึกสบายใจหากไม่ต้องเดินลอดอุโมงค์ให้ดินเพื่อเดินข้ามถนนที่มีการจราจรที่หนาแน่น
แต่ยอมรับไม่ได้หากทางเดินลอดอุโมงค์นั้นต้องปิดเนื่องจากการบำรุงซ่อมแซม
โดยไม่มีทางเลือกให้แก่ผู้เดินเท้า
หรืออาจใช้ตัวอย่างในเรื่องของอาหารก็ได้
ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ค่อยล้างมือด้วยน้ำอุ่นก่อนรับประทานหรือเตรียมอาหารแต่อาจบ่นหากไม่มีน้ำอุ่นให้ล้างภายในห้องอาหาร
เป็นต้น
การตอบสนองกลับอย่างรวดเร็วเป็นที่ต้องการ แต่ยากที่จะกระทำ
ความท้าทายอีกประการหนึ่งในการให้ข้อมูลความเสี่ยงที่มีประโยชน์
กล่าวคือ กระบวนการประเมินความเสี่ยงดำเนินไปอย่างช้าๆ
ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อทำความเข้าใจ
และประเมินระดับความเสี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม
เมื่อมีข้อมูลข่าวสารจำนวนมากที่กล่าวถึงข้อวิตกกังวลใหม่ๆ
ก็จะมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้น การตอบสนองโดยสาธารณชน
ก็เป็นหนึ่งในจำนวนสัญญานบอกเหตุและความคาดหวังว่า
สมควรกระทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อปกป้องผู้ที่อาจได้รับความเสี่ยงและต้องปฏิบัติอย่างรวดเร็ว
สัมผัสมนุษย์เป็นสิ่งจำเป็น
ความน่าเชื่อถือในข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
ไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระเท่านั้น
สิ่งที่มีความสำคัญเทียบเท่ากันได้แก่ คุณภาพของมนุษย์ เช่น
ความเข้าใจ ความสามารถในการรับฟัง ความจริงใจ
ก่อนหรือในระหว่างการอธิบายเชิงเทคนิคใดๆ การสาธิตให้เห็นว่า
ผู้เชี่ยวชาญ คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ
เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ได้รับความสนใจจากผู้ฟังตลอดจนโอกาสที่จะได้รับการจดจำถึงสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกล่าว
แน่นอนว่า
การเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและการไม่พูดเยิ่นยาวนั้นเป็นสิ่งจำเป็น
แต่ในห้วงของความไม่แน่นอนและความวิตกกังวล
พวกเราส่วนใหญ่ต้องการบุคคลที่มีความอบอุ่น ฉลาด และซื่อสัตย์
ไม่ใช่เป็นผู้ที่มีลักษณะเป็นนักวิทยาศาสตร์เคร่งเครียดอยู่แต่ในห้องปฏิบัติการ
ไม่ว่าพวกเขาจะมีความเชี่ยวชาญในสาขาที่ตนเชี่ยวชาญอย่างดีเพียงใดก็ตาม
ความเสี่ยงที่ไร้ซึ่งประโยชน์ อาจไม่เป็นที่ต้องการโดยสิ้นเชิง
ไม่เป็นที่น่าแปลกใจ
การสัมผัสความเสี่ยงที่ไม่สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ต้องสัมผัสกับความเสี่ยง
โดยทั่วไปแล้วจะไม่เป็นที่นิยมมากๆ
อาจเป็นไปได้ว่าเป็นประโยชน์ที่ซ้อนเร้นหรือเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว
ในกรณีนี้ การเน้นย้ำสิ่งต่างๆ เหล่านี้
ในขณะที่การระบุถึงความรู้สึกไม่สบายใจต่อการสัมผัสกับความเสี่ยงอาหารปลอดภัย
ก็อาจเป็นประโยชน์ได้ ในสถานการณ์ต่างๆ เหล่านั้น
เมื่อผู้ที่สัมผัสกับความเสี่ยงที่ไม่มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์
จำเป็นต้องมีความความนุ่มนวล
ตลอดจนต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างตรงไปตรงมาด้วย
ทำอะไรง่ายๆ เข้าไว้ พูดง่ายแต่ทำยาก
ความซับซ้อนของเทคนิคด้านอาหารปลอดภัย
สามารถทำให้ผู้ที่ใช้เวลานานหลายปีในการวิจัยและอธิบายความซับซ้อนเหล่านี้
เกิดความน่าประทับใจได้ สำหรับผู้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเชิงลึก
โดยปกติ
มีเวลาที่จำกัดอย่างมากเพื่อเกิดการซึมซับข้อมูลและความคิดที่ไม่เป็นที่คุ้นเคย
เมื่อมีความวิตกกังวลหรือเป็นทุกข์ร้อนใจ
ความสามารถในการซึมซับข้อมูลจะตกลงไปจนเกือบศูนย์
การคงไว้ซึ่งกฎพื้นฐาน เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เฉพาะทาง
การใช้ประโยคสั้นๆ และภาษาในระดับที่เด็กมัธยมต้นก็เข้าใจนั้น
นับว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญ
สิ่งนี้อาจเป็นการยากอย่างมากและต้องอาศัยการวางแผนล่วงหน้าและความระมัดระวังอย่างมาก
ที่สำคัญมากที่สุด เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องตัดสินใจล่วงหน้า
ว่าสิ่งใดเป็นข้อมูลที่จำเป็นอย่างแท้จริง
กำหนดข้อมูลที่สำคัญมากที่สุด 3 ประการ จากนั้น
แยกรายการที่จัดอยู่ในประเภท
“อยากที่จะรู้”
ออกมา ซึ่งคุณอาจต้องการที่จะคงไว้
แต่เป็นสาเหตุให้มีข้อมูลมากเกินไป
ข้อมูลที่ไม่จำเป็นควรเก็บไว้ในใจเพื่อนำมาใช้ในวันอื่น จากนั้น
จึงกลับไปสู่ข้อมูลที่จำเป็น
จดรายละเอียดแต่ละข้อและทำเป็นบันทึกสั้นๆ ว่าจะอธิบายสิ่งต่างๆ
เหล่านี้ด้วยวิธีการอธิบายง่ายๆ ได้อย่างไร
ง่ายที่จะเข้าใจข้อเท็จจริงและตัวอย่างที่ไม่ซับซ้อน
มุ่งไปที่คำอธิบาย 3 ข้อเหล่านี้ สำหรับแต่ละข้อมูลที่จำเป็น
บันทึกเกี่ยวกับแต่ละกรณี จะช่วยในการจัดการความคิด
และทำให้การอธิบายมีความกระชับและง่ายต่อการเข้าใจ
ก้าวเดินต่อไป อนาคตยังสดใส
การวิจัยเกี่ยวกับวิธีการสื่อสารที่ดีที่สุดด้านข้อมูลความปลอดภัยของอาหารและระดับความเสี่ยงไม่แน่นอนที่สำคัญเทียบเท่ากันยังคงดำเนินต่อไป
แต่ยังคงมีสิ่งใหม่ๆ หลายอย่างที่เรายังไม่ทราบข้อเท็จจริง ทว่า
การวิจัยในเบื้องต้นจะเป็นแนวทางปฏิบัติบางประการในเรื่องที่ต้องเผชิญกับเกี่ยวกับความท้าทาย
ความคาดหวังหรือการตอบคำถามข้อวิตกกังวลที่แท้จริงให้กับสาธารณชนด้านความเสี่ยงความปลอดภัยของอาหาร
งานส่วนใหญ่ในระยะเริ่มแรก
อาศัยการเก็บข้อมูลที่ได้จากผู้อาศัยอยู่ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ
แต่การศึกษาประชากรเอเชีย
ช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มมากยิ่งขึ้น
งานวิจัยบางอย่างกระทำโดย
AFIC
และ ใน Food Facts Asia
ฉบับหน้า
จะได้มีการนำเสนอถึงการค้นพบที่ได้จากการวิจัยแบบเข้าถึงชีวิตของประชากรชาวเอเชียโดยแท้จริง
กฎทองสำหรับการสื่อสารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
·
ประการแรก สร้างความเชื่อมั่นโดยการรับฟังอย่างตั้งใจ
และสื่อสารอย่างเป็นกลาง
·
เคารพทุกกลุ่มชนชั้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้ง
ผู้ที่มีความรู้จำกัด
และต้องการการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและใช้เวลาทำความเข้าใจ
·
ให้ความร่วมมือกับหุ้นส่วนและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความน่าเชื่อถือ
·
วางแผนข้อความที่สำคัญล่วงหน้า
พิจารณาโดยการปรึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ และฝึกฝนในการให้ข้อมูล
·
จำกัดปริมาณของข้อมูลเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
และข้อมูลต้องมีความถูกต้องตามหลักศีลธรรมจรรยา
·
ให้คำกล่าวสั้นๆ 3 คำเพื่อสนับสนุนหลักฐานสำหรับแต่ละข้อเท็จจริง
ความคิดเห็นโดยผู้เชี่ยวชาญ
หรือการตอบสนองต่อคำถามของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
·
ให้ความสำคัญแก่ความเสี่ยงที่ถูกกำหนดหรือเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ
ซึ่งมีแนวโน้มจะไม่ได้รับความสนใจ
·
ให้ความสำคัญต่อประโยชน์ใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น
แต่คำนึงถึงผู้ที่อาจได้รับผลกระทบทางลบอย่างมีความจริงใจและให้เกียรติ
อ่านเพิ่มเติม
-
Improving
Risk Communication (1998) National Research Council (US),
Committee on Risk Perception and Communication, National
Academy Press
-
Covello V (2003) J Health Communications Volume 8; 5-8 ‘Best
Practice in Public Health Risk and Crisis Communication’
|