|
28 กันยายน 2550
คุณมีวิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาดอย่างไร?
ในโลกที่มีการแข่งขันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการเลี้ยงดูให้เด็กๆไม่เพียงแต่สุขภาพแข็งแรงเท่านั้น
แต่ยังต้องมีจิตใจที่เข็มแข็ง
เพื่อให้พร้อมต่อโลกที่มีการแข่งขันสูงเช่นในปัจจุบัน
ในขณะที่ความฉลาดและพัฒนาการด้านความคิดเป็นผลมาจากความซับซ้อนของหลายๆปัจจัยระหว่างพันธุกรรม,
สภาพเศรษฐกิจ-สังคม, วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
โภชนาการที่ดีกว่าและการบริโภคสารอาหารสำคัญหลายๆประเภทอย่างเพียงพออาจช่วยพัฒนาด้านความคิดและผลการเรียนอีกด้วย
วางรากฐานเสียตั้งแต่เริ่มต้น
ผลกระทบจากสารกระตุ้น เช่น แอลกอฮอล์ หรือ ยา
และโภชนาการที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา
เมื่อสมองและระบบประสาทส่วนกลางอยู่ระหว่างการพัฒนา
ซึ่งส่งผลในเวลาหลังคลอด สมองของเด็กยังคงพัฒนาจนผ่านพ้นช่วงทารก
ภาวะสมดุลโภชนาการก็ยังคงมีบทบาทสำคัญที่ทำให้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการคิดเชิงบวกของเด็กมีประสิทธิภาพสูงสุด
ไขมันที่เพิ่มความฉลาด
จากงานวิจัยพบว่า โอเมก้า 3 กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน
PUFAs
มีส่วนช่วยส่งเสริมขบวนการสร้างและการพัฒนาของสมองควบคู่ไปกับความสามารถในการแก้ไขปัญาให้ดีขึ้น
ในเด็กที่ได้รับนมผงดัดแปลงสำหรับทารกที่อุดมด้วยโอเมก้า 3
เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กกลุ่มอื่น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าโอเมก้า 3
PUFAs
ที่อยู่ในน้ำนมแม่นั้นเป็นหนึ่งในหลายเหตุผลที่ทำให้ผลการทดสอบทางด้านสติปัญญา
(IQ tests )ของเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมแม่นั้นดีกว่าเด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยนมผงดัดแปลงสำหรับทารก
การได้รับอาหารที่มีโอเมก้า 3
ในปริมาณที่พอเพียงจึงมีความสำคัญมากเป็นพิเศษสำหรับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด
การศึกษาบางชิ้นยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างระดับโอเมก้า 3
ที่ต่ำกับโรคที่เกิดจากการผิดปกติของระบบประสาทบางส่วน เช่น
โรคสมาธิสั้น,
ไดเรคเซีย,
ไดแพร็กเซีย และออทิซึ่ม
ยังมีการศึกษาอีกจำนวนมากที่ต้องทดสอบความน่าจะเป็นของความสัมพันธ์นี้ก่อนที่จะทำเป็นข้อสรุปที่แน่นอน
และนำโอเมก้า 3 เพื่อใช้ในการรักษาต่อไป
เพื่อเพิ่มปริมาณโอเมก้า 3ในร่างกาย,
ควรบริโภคอาหารที่อุดมด้วยโอเมก้า3 ในอาหารหลักเป็นประจำ
ตัวอย่างเช่น วอลนัทและอาหารทะเล เช่น ปลาแซลมอล,
ปลาทูนา,
ปลาแมคเคอเรล,
กุ้ง และหอยเชลล์ ซึ่งเป็นแหล่งโอเมก้า 3
PUFAs
อย่างดี เมล็ดแฟล็กซ์และไข่ที่ผลิตจากแม่ไก่ซึ่งถูกเลี้ยงดูด้วยเมล็ดแฟ็กซ์หรือปลาป่นก็เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า
3 ที่ดี อาหารเสริมต่างๆก็ถือว่าเข้าข่ายนี้เช่นกัน
หากแต่อาหารจากธรรมชาติย่อมเป็นเหล่งที่ดีกว่า
การรับประทานน้ำมันปลาในปริมาณที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพ
เช่น การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
วิตามินที่เพิ่มความฉลาด
ธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสมองของเด็กด้วยเช่นกัน,
การศึกษามากมายสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กที่ได้รับอาหารที่มีธาตุเหล็กไม่เพียงพอจะมีทักษะที่เกี่ยวข้องกับระดับพัฒนาการ,
ความสามารถในด้านความคิด,และผลการเรียนที่ต่ำ
ปัญหาการขาดธาตุเหล็กพบได้ในทั่วไปและพบได้ในทุกกลุ่มอายุ
(ความจริงแล้ว
การขาดธาตุเหล็กเป็นปัญหาการขาดสารอาหารที่พบมากที่สุดในโลก)
และยังเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
เพราะผลของการขาดธาตุเหล็กที่มีต่อพัฒนาการด้านความคิดจะยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนถึงช่วงปลายของชีวิต,
แม้ว่าภายหลังระดับของธาตุเหล็กในร่างกายจะถูกเสริมสร้างคืนสู่ความเข้มข้นปกติที่ดีต่อสุขภาพแล้วก็ตาม
เนื้อสัตว์เช่น เนื้อวัว,
เนื้อไก่ และเนื้อหมูมีปริมาณธาตุเหล็กในระดับสูง,
และปลาก็มีคุณค่าในการเสริมสร้างธาตุเหล็กด้วยเช่นกัน
สำหรับเด็กที่ไม่ทานเนื้อสัตว์,
แหล่งธาตุเหล็กที่ดีที่สุดคือธัญพืชที่ไม่ขัดสี,
รวมถึงข้าวโอ๊ต,
ข้าวกล้อง,
ผลิตภัณฑ์ขนมปังและเส้นก๋วยเตี๋ยวที่ไม่ขัดสี,
ผักที่มีสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม,
ถั่ว พืชตระกูลถั่วและถั่วเมล็ดแห้ง
เป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่มีประโยชน์อีกด้วยเช่นกัน
ไอโอดีนมีหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ซึ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมอง
ปัญหาด้านการขาดไอโอดีนมีจำนวนลดน้อยลง
แต่เนื่องจากสภาพความยากจนทำให้เด็กรับประทานอาหารที่มีคุณภาพต่ำและส่งผลร้ายแรงต่อความผิดปกติด้านจิตใจ
เด็กเอเชียส่วนใหญ่,
ได้รับระดับไอโอดีนที่เพียงพอจากการบริโภคอาหารทะเลและสาหร่ายทะเล
(เช่น เคลป์และโนริ),
เกลือ,
ไข่,
เป็ดไก่และผลิตภัณฑ์นมที่เสริมด้วยไอโอดีน
รูปแบบการทานอาหารที่ฉลาด
มีหลักฐานการวิจัยจำนวนมากค้นพบว่าเมื่อเด็กทานอาหารอาจมีความสำคัญเพียงแค่ทานเข้าไปเพื่อให้ท้องอิ่ม
แต่การศึกษาในเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีโดยให้ทานอาหารเช้า-ไม่ว่าอาหารนั้นจะเป็นอะไร-จะมีทักษะการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์,
ความต่อเนื่องในการแสดงทักษะความสามารถและการแก้ปัญหาได้ดีกว่าเด็กที่ละเลยการรับประทานอาหารเช้า
การทานอาหารเช้ายังมีส่วนสัมพันธ์ในระยะยาวระดับกับความตั้งใจและการมีสมาธิที่ดียิ่งขึ้น
ร่างกายและสุขภาพของเด็กๆที่ทานอาหารเช้ายังมีโอกาสจะได้รับปริมาณพลังงาน,
โปรตีน เช่นเดียวกับสารอาหารหลักสำคัญอื่นๆ เช่น เหล็ก,
วิตามินบีและแคลเซียมด้วยเช่นกัน-ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเสริมความสามารถทางด้านความคิด
แต่ยังรวมถึงสุขภาพโดยรวมด้วย
เนื่องจากว่าสมองเป็นผู้บริโภคน้ำตาลเสียเป็นส่วนใหญ่,
เด็กๆจึงมีความจำเป็นต้องทานอาหารมื้อหลักตลอดทั้งวันเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงไม่เพียงเพื่อการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายเท่านั้น
หากยังรวมถึงการเติบโตของสมองด้วย
เพราะเหตุนี้จึงสำคัญมากที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องแน่ใจว่าเด็กได้ทานอาหารบ่อยครั้งในแต่ละวัน,
และจัดเตรียมของว่างที่อุดมด้วยสารอาหารเช่นเดียวกับอาหารมื้อหลักเข้าไปในการทานประจำวันให้แก่พวกเขาด้วย
การนำโภชนาการที่ดีไปสู่การปฏิบัติ
ตกลง พ่อแม่ผู้ปกครองจะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ค้นพบเหล่านี้อย่างไร?
อย่างแรก,
จำไว้เสมอว่าสารอาหารสามารถถูกดูดซึมอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในรูปของอาหารตามธรรมชาติมากกว่าอาหารเสริม
มีหลักฐานพบว่าสารอาหารหลายชนิดถูกดูดซึมได้ดีขึ้นหากอยู่ร่วมกับสารอาหารชนิดอื่น
ยกตัวอย่าง เช่น วิตามินซีช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก
ธาตุอาหารเหล่านี้อาจจะมีปฎิกิริยาต่อกันในทางบวกที่นักวิจัยยังไม่มีการทดสอบแน่ชัด
อย่างไรก็ตาม, สำหรับเด็กบางคนที่มีพฤติกรรมปฏิเสธอาหาร เช่น
ไม่ชอบอาหารหลายๆชนิด, อาหารเสริมอาจเป็นประโยชน์ได้ในกรณีนี้,
แต่ต้องตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่มีคุณวุฒิเสียก่อน
สร้างจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องให้กับลูกน้อยของคุณตั้งแต่อยู่ในช่วงทารกโดยการให้นมแม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในช่วง
6 เดือนแรก
องค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้ป้อนนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6
เดือนแรกของชีวิต สำหรับในครอบครัวที่ไม่สามารถทำได้นั้น,
สามารถใช้นมผงดัดแปลงสำหรับทารกคุณภาพสูงที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารก
ซึ่งมีโอเมก้า 3
PUFAs
รวมอยู่ด้วย
แนะนำอาหารที่แตกต่างและหลากหลายให้เด็กๆของคุณตั้งแต่อายุยังน้อย
เด็กอาจจะไม่ชอบอาหารทั้งหมดที่ได้ลองทานในตอนแรก,
แต่ความหลากหลายของประเภทอาหารจะช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดทัศนคติด้านบวกต่ออาหารและเกิดความท้าทายอยากลอง,
ซึ่งเป็นรากฐานของการมีภาวะโภชนาการที่ดีในระยะยาว
เด็กและผู้ใหญ่ที่ทานอาหารที่มีความแตกต่างและหลากหลายนั้นจะมีโอกาสที่ร่างกายจะได้รับสารอาหารในปริมาณตามที่ต้องการสูงและมีความเพลิดเพลินกับการทานอาหารเพื่อสุขภาพ
จำไว้ว่าอาหารที่ดีนั้นยังสามารถรวมไปถึงอาหารที่นำกลับไปทานที่บ้านและอาหารสะดวกซื้ออีกด้วย,
เช่นเดียวกับอาหารที่ปรุงที่บ้าน
กุญแจสำคัญคือการปรับหลักการของความพอประมาณ,
ความสมดุล และความหลากหลายนำมาใช้
ไม่สำคัญว่าอาหารนั้นจะมาจากที่ใด
วางแผนล่วงหน้า
พ่อแม่ผู้ปกครองมักพบบ่อยๆว่าการให้เด็กทานอาหารเช้าในตอนเช้าเป็นสิ่งที่ลำบาก
ความรีบเร่งที่ต้องพาเด็กไปโรงเรียนเพื่อแข่งกับจราจรในตอนเช้า,
การละเลยที่จะรับประทานอาหารเช้าจึงเกิดขึ้นได้
การวางแผนล่วงหน้าเพียงเล็กน้อยจะช่วยให้มั่นใจว่าเด็กๆของคุณได้ทานอาหารเช้าและยังไปโรงเรียนได้ทันเวลาอีกด้วย
ใช้กล่องอาหารเช้าให้เป็นประโยชน์ เตรียมใส่ธัญพืชไม่ขัดสี,
ซีเรียลอาหารเช้าพร้อมทานที่มีน้ำตาลต่ำ และนมเย็น
หากเด็กของคุณแพ้น้ำตาลแลคโตส, นมถั่วเหลืองหรือโยเกิร์ตก็เข้ากันได้ดีกับซีเรียลเช่นกัน
เติมเส้นใยหรือวิตามินด้วยการโรยหน้าซีเรียลด้วยผลไม้สด,แห้ง
หรือแช่แข็ง
เด็กๆไม่มีแม้กระทั่งเวลาจะนั่งลงเพื่อทานอาหารเช้าเลยเชียวหรือ?
ถ้าเป็นเช่นนั้นควรเตรียมข้าวโอ๊ตบดหรือกลาโนล่าอัดแท่งไว้ให้เด็กๆขบเคี้ยวระหว่างนั่งบนรถโรงเรียน,
ตามด้วยนมหรือนมถั่วเหลืองที่บรรจุในถุงสะดวก
ธัญพืชไม่ขัดสีมีปริมาณธาตุเหล็กสูงที่ดีต่อสุขภาพเช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่เด็กๆใช้เป็นเชื้อเพลิงของร่างกายได้นานกว่า
อาหารพื้นเมืองเก่าแก่เช่นขนมปังใส่ถั่วเแดงก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีด้วย
สร้างสรรค์กันหน่อย!
เพื่อให้เด็กมีความกระตือรือร้นและเตรียมพร้อมได้ตลอดทั้งวัน,
ควรบรรจุอาหารว่างที่มีคุณค่าสารอาหารพวกผลไม้แห้ง,
ถั่ว และธัญพืชอัดแท่งในกระเป๋านักเรียน
ซึ่งอาหารว่างที่จัดเตรียมให้เหล่านี้จะช่วยให้เด็กๆอยู่ห่างจากอาหารว่างที่อาจหาซื้อได้เองในโรงเรียนซึ่งมีปริมาณพลังงานสูงแต่แร่ธาตุอาหาร
เช่น เหล็กและโอเมก้า 3
PUFAs
ในปริมาณต่ำ
ทำให้เป็นผลสำเร็จในระยาว
การเอาใจใส่ไม่ควรหมายถึงการกระตือรือร้นที่มากเกินไปในการชักชวนให้ทานอาหาร“เพื่อสุขภาพ”แก่เด็ก
มันฝรั่งทอดกรอบหรือลูกอมเป็นตัวอย่างของอาหารที่ทานได้เป็นบางครั้งบางครั้งตราบใดที่ไม่ให้เด็กทานบ่อยจนเกินไป
ของขบเคี้ยวระหว่างมื้ออาหารหลักที่ควรให้เด็กทานมากๆขณะอยู่บ้านคือ
ผลไม้สดหรือแห้ง,
ถั่ว,
อาหารว่างเส้นใยสูง จำพวกขนมปังกรอบจากธัญพืชไม่ขัดสี
จำไว้ว่าจริงๆแล้วการให้อาหารว่างระหว่างอาหารมื้อหลักเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพสำหรับเด็กในวัยกำลังเจริญเติบโต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอาหารว่างนั้นให้ทั้งพลังงานและสารอาหารอื่นๆ
อย่าบังคับเด็กทานอาหารให้หมดจาน ในทางกลับกัน,
ปล่อยให้เด็กๆตัดสินใจเองว่าจะทานมากแค่ไหนและทานเมื่อไหร่
สิ่งนี้จะช่วยให้เด็กปรับระดับความอยากอาหารภายในตนเอง ,
และหลีกเลี่ยงการบริโภคที่มากเกินความจำเป็นและการเพิ่มน้ำหนักตัวที่ไม่ต้องการ
เมื่อเด็กๆยุ่งวุ่นวายอยู่กับการบ้านและการทำกิจกรรมของโรงเรียน,
ควรกระตุ้นให้เด็กๆได้เล่นและทำกิจกรรมทางด้านร่างกายเพื่อให้เกิดสมดุล
การพักผ่อน, การผ่อนคลาย
และทำกิจกรรมทางด้านร่างกายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการพัฒนาสมองมากเท่าๆกับการรับประทานอาหารที่ดี
การเล่นและการผ่อนคลายยังช่วยในด้านอารมณ์และจิตใจ,
ช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะการสร้างสัมพันธภาพซึ่งไม่สามารถเรียนรู้ได้จากหนังสือหรือในห้องเรียน
การให้โภชนาการที่ดีและการเลี้ยงดูบำรุงเด็กเพื่อให้ฉลาดนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยการพึ่งอาหารเสริมหรือบังคับให้เด็กทาน“สุดยอด”อาหารที่พวกเขาไม่ชอบ
กลยุทธ์ที่ได้ผลมากกว่าคือการเลี้ยงดูและปลูกฝังนิสัยการทานอาหารในทางบวกและมีเหตุผลให้เข้ากับวิถีชีวิตที่สมดุล
สนุก มีความสุขและนำไปสู่การมีสุขภาพดีในช่วงระยะยาว
Further reading:
-
Bryan, J. et al (2004) Nutrients for Cognitive Development
in School-aged children. Nutrition Reviews, August 2004:
295-306
-
Leon-Cava, N. et al (2002) Effects of Breastfeeding on Motor
and Intellectual Development in Quantifying the Benefits of
Breastfeeding: A Summary of the Evidence. June 2002 The
Linkages Project.
http://www.paho.org/English/AD/FCH/BOB-Main.htm
-
Rampersaud, G. et al (2005) Breakfast Habits, Nutritional
Status, Body Weight and Academic Performance in Children and
Adolescents. Journal of the American Dietetic Association.
2005 (105) 743-760.
-
Papamandjaris, A. (2000) Breakfast and learning in children:
A review of the effects of breakfast on scholastic
performance. Breakfast for Learning Canadian Living
Foundation.
|