|
29
พฤศจิกายน
2550
หากพลังงานที่รับเข้ามา (จากอาหารที่รับประทานเข้าไป)
เท่ากับพลังงานที่ใช้ออกไป น้ำหนักตัวย่อมจะคงที่ การเปลี่ยนแปลงใด
ๆ ไปจากความสมดุลนี้จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว
สิ่งที่พบได้มากที่สุดในทุกวันนี้คือ
ความสมดุลของพลังงานเปลี่ยนแปลงไป
เนื่องจากการบริโภคอาหารเกินจึงทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น
แต่แคลอรี่ทุกประเภท ไม่แตกต่างกันจริงหรือ
หรือเราควรจะมาพิจารณาสารอาหารแต่ละตัวที่ให้แคลอรี่ ดีหรือไม่?
แคลอรี่เป็นเพียงแค่วิธีการในการวัดพลังงาน
อัตราการเผาผลาญพลังงานปกติจะวัดหน่วยเป็น กิโลจูลส์
หรือกิโลแคลอรี่ ซึ่งมักจะใช้ตัวย่อว่า “แคลอรี่”
โดยทั่วไปอัตราเผาผลาญพลังงานสำหรับผู้ใหญ่ที่ระดับการทำกิจกรรมของร่างกายอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลางจะอยู่ที่ประมาณ
2000 แคลอรี่
คนเราใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลา
แม้แต่ขณะกำลังหลับร่างกายก็ยังใช้พลังงาน
ระดับการใช้พลังงานต่ำที่สุดรู้จักกันในชื่อ Basal Metabolic Rate
หรือ BMR (อัตราการเผาผลาญพลังงานขั้นต่ำสุด) BMR
ของแต่ละคนแตกต่างกันและขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
ปริมาณร้อยละของเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อ
ความต้องการในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สุขภาวะ
และอุณหภูมิแวดล้อม (ดูตาราง 1)
ระดับการทำกิจกรรมของร่างกายก็แตกต่างกันด้วย
และมีผลโดยทันทีและโดยตรงต่อการใช้พลังงานของร่างกาย
ยิ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ร่างกายอย่างมาก ใช้เวลาทำกิจกรรมอยู่นาน
และมีการใช้กล้ามเนื้อในร่างกายจำนวนมากเท่าไหร่
ยิ่งมีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นเท่านั้น
อีกข้างหนึ่งของสมดุลพลังงานก็คือปริมาณพลังงานที่ร่างกายรับเข้าไป
และทั้งหมดวัดได้จากพลังงานที่ได้จากการบริโภคอาหาร
ส่วนที่ให้พลังงานของอาหารก็วัดเป็นแคลอรี่ หรือกิโลจูลส์ เช่นกัน
สารอาหารหลักสามอย่างคือ โปรตีน ไขมัน
และคาร์โบไฮเดรทซึ่งเป็นสารอาหารที่ให้แคลอรี่
แอลกอฮอล์ก็สามารถให้แคลอรี่ได้เช่นกัน (ดูตาราง 2)
สิ่งสำคัญที่ควรระลึกไว้คือ 1 แคลอรี่ก็คือ 1 แคลอรี่
ไม่ว่าจะมาจากไขมัน โปรตีน หรือว่าคาร์โบไฮเดรท
การบริโภคอาหารที่มากเกินไปย่อมทำให้สมดุลหนักไปทางที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
ส่วนประกอบของอาหารที่ที่ให้พลังงาน
อาหารส่วนใหญ่เป็นการผสมกันของคาร์โบไฮเดรท ไขมัน และโปรตีน
และยังมีน้ำประกอบด้วย
อาหารจากพืชผักหลายอย่างจะมีส่วนที่เป็นกากใยที่ไม่สามารถย่อยได้
น้ำและกากใยอาหารที่ไม่สามารถย่อยได้จำเป็นต่อสุขภาพ
แต่ไม่ให้แคลอรี่ เช่นเดียวกับวิตามิน
และเกลือแร่ซึ่งจำเป็นต่อสุขภาพซึ่งไม่มีแคลอรี่
ส่วนที่ให้พลังงาน/แคลอรี่ของอาหารชนิดใดก็ตาม
สามารถจะวัดได้โดยการวิเคราะห์ทางเทคนิคในห้องปฏิบัติการ
ส่วนประกอบของอาหารที่ให้พลังงานยังสามารถคำนวณได้จากการนำปริมาณสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแต่ละประเภทที่มีในอาหารนั้นคูณกับค่าแคลอรี่
(ของแต่ละสารอาหาร) ดังตาราง 2 จากนั้นจึงนำผลลัพธ์มารวมกัน
อาหารที่ใส่ในบรรจุภัณฑ์หลายชนิดสามารถจะคำนวณแคลอรี่ได้ง่าย ๆ
โดยการดูข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณพลังงานของอาหารที่ฉลากข้างบรรจุภัณฑ์
ซึ่งปกติจะให้ข้อมูลในรูป แคลอรี่ต่อหน่วยบริโภค
หรือต่อปริมาณน้ำหนักที่กำหนด (ปกติจะใช้ ต่อ 100 กรัม)
การเลือกรับประทานอาหารเพื่อรักษาความสมดุลของพลังงาน
มีลักษณะอยู่ 3
ประการที่อาหารจะมีผลกระทบต่อการได้รับพลังงานรวมของร่างกาย:
-
ความหนาแน่นของสารให้พลังงาน –
อาหารที่มีความหนาแน่นของสารให้พลังงานต่ำได้แก่อาหารที่เมื่อเปรียบเทียบแล้วมีสารอาหารที่ให้แคลอรี่อยู่ในปริมาณต่ำต่อน้ำหนักของอาหารที่กำหนด
อาหารที่มีสัดส่วนของน้ำและอาหารที่มีสัดส่วนของใยอาหารที่ย่อยไม่ได้
อยู่ในปริมาณสูงจะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วกว่า ผลไม้ ผัก ธัญพืช
หรืออาหารที่มีสัดส่วนของสารจำพวกนี้ในปริมาณมาก
เป็นตัวอย่างที่ดีของอาหารที่มีความหนาแน่นของสารให้พลังงานต่ำ
อาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลสูงจะมีความหนาแน่นของสารให้พลังงานมากกว่า
และดังนั้นจึงทำให้มีการได้รับแคลอรี่เกินจากอาหารพวกนี้เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า
ตัวอย่างเช่น เกี้ยวต้ม 3 ชิ้นให้แคลอรี่ประมาณ 420 แคลอรี่
ในขณะที่เกี้ยวทอดเพียงแค่ 1 ชิ้นให้แคลอรี่ในปริมาณที่เท่ากัน
เช่นเดียวกับเงาะสด ๆ 1 ผล ให้แคลอรี่แค่ 2/3
ของเงาะในน้ำเชื่อม 1 ผล แต่ให้ความอิ่มเท่า ๆ กัน
-
ตัวกระตุ้นความหิว
–
อาหารที่มีส่วนประกอบโปรตีนในปริมาณที่มากกว่าหรือมีสัดส่วนของ
คาร์โบไฮเดรทที่เป็นสารเชิงซ้อน หรือแป้ง
จะให้ความอิ่มได้นานกว่าอาหารที่มีไขมันหรือคาร์โบไฮเดรทเชิงเดียว
(ไม่ใช่แป้ง)
หมายความว่าการเลือกรับประทานอาหารจำพวกนี้จะให้ผลชะลอความหิวและลดความอยากอาหารได้นานกว่า
ผลที่เกิดขึ้นนี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่หากเกิดขึ้นเป็นประจำ (ตัวอย่างเช่นในอาหารที่มีจำพวกผัดทอดอยู่มาก)
ก็จะให้ผลช้า ๆ แต่ต่อเนื่องเป็นการได้รับแคลอรี่เกิน
-
ปัจจัย “สนับสนุน”
– ความอยากอาหารอาจจะเอาชนะได้โดยการควบคุมจากภายใน
อาหารที่มีรสชาติอร่อย ๆ หรือมีจำนวนน้อย ๆ
หรือมีปริมาณไม่จำกัดเช่นกรณีของบุฟเฟต์
มีความเป็นไปได้มากว่าจะรับประทานเข้าไปจำนวนมากเพียงเพื่อตอบสนองต่อความอยากอาหาร
การไม่ควบคุมปริมาณอาหารพบว่าเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการได้รับอาหารมากเกินไป
ความต้องการแคลอรี่ที่เปลี่ยนแปลง
ปริมาณแคลอรี่ที่บุคคลต้องการจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดช่วงอายุ
ระหว่างช่วงอายุที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นในช่วงเด็ก
วัยรุ่น หรือตั้งครรภ์
พลังงานที่ต้องการเปรียบเทียบแล้วจะมีมากกว่าช่วงผู้ใหญ่
ปริมาณแคลอรี่ที่ต้องการยังได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสไตล์การใช้ชีวิต
ผู้ที่มีกิจกรรมการใช้ร่างกายมากย่อมต้องการพลังงานมากกว่าผู้ที่มีสไตล์การใช้ชีวิตแบบเรียบ
ๆ
ปริมาณพลังงานที่ต้องการเพิ่มเติมนี้ไม่ได้สำหรับกิจกรรมที่เพิ่มเติมจากปกติเท่านั้น
แต่เพื่อจะคงระดับการเผาผลาญพลังงานขั้นต่ำของร่างกาย (Basal
Metabolic Rate:BMR) ไว้ในระดับที่สูงกว่าด้วย แม้แต่เวลาพักผ่อน
มีหลายเหตุผลสำหรับเรื่องนี้แต่เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งคือผู้ที่ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ร่างกายมากจะมีเนื้อเยื่อที่เป็นกล้ามเนื้อมากกว่า
เนื้อเยื่อที่เป็นกล้ามเนื้อจะมีการใช้พลังงานสูงกว่าเนื้อเยื่อจำพวกไขมัน
ดังนั้นร่างกายที่มีเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อมากกว่าร่างกายที่มีน้ำหนักเท่ากันย่อมมีการเผาผลาญพลังงานมากกว่าร่างกายที่ประกอบด้วย
“ไขมัน” มากกว่าอยู่ตลอดเวลา
ฮอร์โมนเพศชายช่วยให้มีการเสริมสร้างเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ
ดังนั้นผู้ชายจึงมีกล้ามเนื้อมากกว่าและมีไขมันน้อยกว่าผู้หญิง
และผู้ชายที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม
สามารถจะรับประทานอาหารที่มีแคลอรี่มากกว่าผู้หญิงได้เล็กน้อยในแต่ละวันโดยไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่ม
ความต้องการสารอาหารและพลังงาน
เช่นเดียวกับกรณีโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรท
ร่างกายยังต้องการแร่ธาตุและวิตามินในปริมาณเล็กน้อยอีกกว่า 40
ชนิด ส่วนใหญ่ของวิตามินและเกลือแร่พวกนี้ ซึ่งมักจะใช้ชื่อเรียก
รวม ๆ กันว่า สารอาหารระดับไมโคร (สารอาหารระดับโมเลกุล)
จะอยู่ในอาหารในปริมาณน้อย ๆ
มีอาหารหลายอย่างที่มีความหนาแน่นของสารให้พลังงานต่ำแต่มีวิตามินแร่ธาตุในปริมาณสูง
เช่น ผักและผลไม้ เป็นแหล่งวิตามินแร่ธาตุเข้มข้นหลายชนิดได้แก่
วิตามิน B ประเภทต่าง ๆ เช่นเดียวกับวิตามิน C
นมไขมันต่ำจะมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสเท่ากับนมไขมันปกติแต่มีแคลอรี่ต่ำกว่า
เนื้อไม่ติดมันเป็นแหล่งเกลือแร่ที่จำเป็นจำพวกเหล็กและสังกะสีเป็นอย่างดี
ดังนั้นเพียงแค่เพิ่มเติมอาหารเหล่านี้ในมื้ออาหารแต่ละมื้อของคุณจะช่วยทำให้อาหารที่รับประทานนั้นมีความสมดุล
ทั้งพลังงาน และสารอาหารโดยรวม
การสร้างความสมดุลในทุกด้าน
เมื่อ แคลอรี่ที่รับ = แคลอรี่ที่ใช้ไป = การดำรงน้ำหนักตัว
และการเลือกรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนในทุก ๆ
มื้ออาหารโดยอาจจะมีของขบเคี้ยวบ้างเป็นบางครั้งจึงเป็นกุญแจสู่การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี
ยังมีหลักฐานชี้ว่าการคงสภาพการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนในระยะยาวสามารถทำได้ง่าย
ๆ เพียงการระลึกเสมอว่าต้องมีความสมดุลในปัจจัยอื่น ๆ ด้วยเช่น
ความเพลิดเพลิน แรงจูงใจด้านสังคม และความสะดวกสบาย
การสร้างความสมดุลในทุก ๆ
ด้านคือกุญแจแห่งความสำเร็จในสไตล์การใช้ชีวิตสุขภาพดี!
|
ตาราง
1 ปัจจัยที่มีผลต่อ BMR |
|
อายุที่เพิ่มขึ้น |
BMR จะลดลงตามอายุ |
|
การเจริญเติบโตช่วงวัยเด็กและการตั้งครรภ์ |
เพิ่ม
BMR |
|
สัดส่วน กล้ามเนื้อต่อไขมัน ในร่างกาย |
กล้ามเนื้อมี
BMR สูงกว่าเนื้อเยื่อไขมัน |
|
ไข้และการบาดเจ็บของร่างกาย |
เพิ่ม
BMR |
|
สภาวะร้อนจัดหรือเย็นจัด |
เพิ่ม
BMR ทั้งสองกรณี |
|
การลดการรับประทานอาหารและพลังงาน |
ร่างกายจะปรับสภาพโดยอัตโนมัติให้ลดระดับ
BMR ลง |
|
ระดับไทรอยด์ฮอร์โมนในร่างกาย |
ไทรอยด์ฮอร์โมนจะเพิ่มระดับ
BMR |
|
นิโคตินและคาเฟอีน |
เพิ่มระดับ
BMR ขึ้นเล็กน้อย |
|
ตาราง
2
ค่าระดับพลังงานของสารอาหารจำพวกให้พลังงาน |
|
1 กรัม ของคาร์โบไฮเดรท = 4
แคลอรี่ |
|
1 กรัม ของโปรตีน = 4
แคลอรี่ |
|
1 กรัม ของไขมัน = 9
แคลอรี่ |
|
1 กรัม ของแอลกอฮอล์ = 7
แคลอรี่ |
ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถหาอ่านได้จาก:
1.
งานวิจัยความรับรู้ของผู้บริโภคเรื่องสมดุลพลังงานของ
IFIC
http://www.ific.org/research/energybalsres.cfm
2.
ความต้องการพลังงานของร่างกายมนุษย์
– รายงานร่วมระหว่างผู้เชี่ยวชาญ FAO/WHO/UNU
http://www.fao.org/docrep/007/y5686e/y5686e00.htm
3. Astrup, A “ความสามารถของโปรตีนในเรื่องความอิ่ม:
กุญแจสำคัญในการป้องกันความอ้วน”
American Journal of Clinical Nutrition, Vol. 82, No. 1,
1-2 July 2005 |