<% Dim Conn, dbPath dbPath = "D:\inetpub\wwwroot\bongologic\fpdb\afic_up.mdb" Set Conn = Server.CreateObject("ADODB.Connection") Conn.Open "PROVIDER=MICROSOFT.JET.OLEDB.4.0;DATA SOURCE=" & dbPath Set Session("_conn") = conn %> <% sqlArtDetails = "SELECT * FROM t_Articles Where Article_ID = "& Request.QueryString("ArtID")&"" Set rsArtDetails = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") rsArtDetails.Open sqlArtDetails, conn, 3, 3 %> การบริโภคกับสิ่งแวดล้อม การเอาชนะศึกอาหาร AFIC
   
Home Page
Food Facts Asia: 3x year resource newsletter, which features articles on current nutrition, food safety and science communication topics for use by journalists, health professionals, students and interested consumers.
AFIC leaflets, posters and brochures available for download
AFICNews: AFIC's monthly e-bulletin provides updates on regional events, the latest AFIC resources and analysis of recent news coverage of food safety and nutrition topics and issues.
Press Centre: Recent press releases and guidelines on where to go for more information.
Contact Us: Click here to request copies of AFIC publications, or to be added to AFIC's mailing list.
 
 

More AFIC Links

 
   
   


 
 
 

     

Journalist access

to expert database

การบริโภคกับสิ่งแวดล้อม

FFA 31 Eating and the Environment

 

29  พฤศจิกายน 2550

 

ปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อน ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง การปล่อยก๊าซคาร์บอน การพัฒนาแบบยั่งยืน ที่กล่าวมาล้วนเป็นหัวข้อที่เป็นที่คุ้นหูมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่รัฐบาลตระหนักถึงกิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเนื่องจากความต้องการใช้พลังงาน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จำนวนยวดยานพาหนะและวัสดุสินค้าของประชากรโลกที่นับวันเพิ่มมากขึ้น ล้วนสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ปริมาณการสะสมของก๊าซเรือนกระจก (GHGs) ซึ่งรวมถึง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง อุณหภูมิเฉลี่ย สภาวะแห้งแล้งที่ยาวนาน ปริมาณผลผลิตที่ลดลง และการละลายของก้อนน้ำแข็ง ก็นับวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

 

อาหารให้พลังงานและสารอาหารที่พวกเราต้องการเพื่อความอยู่รอด แต่ทว่าการผลิตอาหารมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างไร และ เราควรปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ร่องรอยคาร์บอนหรือคาร์บอนฟรุตพรินท์ ( Carbon footprints)

ความหมายของคำว่า ร่องรอยคาร์บอน กำหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางคำนวณหาปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาอย่างแท้จริงต่อหนึ่งหน่วยบุคคล หนึ่งหน่วยผลิตภัณศ์ หรือหนึ่งหน่วยการให้บริการ ร่องร่อยคาร์บอน หมายถึง ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และ ก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ที่ปลดปล่อยออกมาตลอดช่วงระยะเวลาการใช้งานของผลิตภัณฑ์หนึ่งชนิด หรือการให้บริการต่อครั้ง โดยทั่วไป มีหน่วยเป็นกรัมสมมูลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และนำมาใช้พิจารณาถึงกระทบต่อภาวะโลกร้อนที่แตกต่างกันออกไปตามก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิด

 

ร่องรอยคาร์บอนคำนวนได้โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า การประเมินวัฎจักรชีวิต หรือ  Life Cycle Assessment” (LCA หรือค่าแอลซีเอ) ซึ่งพิจารณาได้จากการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (จีเอสจี) จากวงจรการผลิตต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ ในแต่ละกรณี ค่าแอลซีเอคำนวณได้จากอุปกรณ์ไฟฟ้าใช้พลังงานชนิดต่างๆ (เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ และหลอดไฟ เป็นต้น)  และวิธีการขนส่งต่างๆ (เช่น รถยนต์ การบริการขนส่งสาธารณะ เครื่องบินโดยสาร เป็นต้น) เกือบทุกกิจกรรมที่เราปฏิบัติ มีผลต่อค่าร่องรอยคาร์บอนทั้งสิ้น แค่เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้ (แม้จะปิดสวิตซ์อยู่ก็ตาม) ก็เพิ่มการใช้พลังงาน ซึ่งในทางกลับกัน มีส่วนเพิ่มปริมาณการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศด้วยเช่นกัน

 

การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือ การลดร่องรอยคาร์บอน

ทั้งนี้ เพราะกิจกรรมหลายอย่างของมนุษย์ส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้พลังงานของพวกเราเอง ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อแนะนำบางประการเพื่อช่วยลดร่องรอยคาร์บอน เช่นในขณะที่เรากำลังประกอบอาหารอยู่ เป็นต้น 

  • ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำในกาต้มน้ำจนเต็มเพียงแค่ต้องการดื่มน้ำชาร้อนหนึ่งแก้ว ต้มน้ำเดือดเท่าที่ต้องการ

  • รีไซเคิล มีการประเมินว่าหากประชากรในเมืองทำการรีไซเคิลหรือนำสิ่งของที่ต้องการทิ้งเป็นขยะนำมากลับใช้ใหม่ในครัวเรือนเพียงครึ่งหนึ่ง ก็สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้มากกว่า 1 ตัน ต่อปี

  • เดินให้มากขึ้น ห้ามขับรถไปซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน ใช้ขาให้มากขึ้นและคิดถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเดินอันมีต่อสุขภาพ

  • เลือกซื้อสินค้าที่ไม่บรรจุหีบห่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลไม้และผัก หากเป็นไปได้ เพื่อลดขยะจากบรรจุภัณฑ์หีบห่อ

  • เลือกซื้อผลไม้และผักในช่วงฤดูกาลปกติในท้องที่ เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง

  • ขณะประกอบอาหาร ให้มั่นใจว่าขนาดของกระทะเหมาะสมกับขนาดของขอบเตา หากกระทะมีขนาดเล็กเกินไป เป็นการสูญเสียพลังงานโดยสิ้นเปลือง

  • เลือกใช้เครื่องไฟฟ้าชนิดที่มีประสิทธิภาพ

  • นำถุงผ้าเพื่อใช้จับจ่ายสินค้าไปเอง มากกว่าที่จะใช้ถุงพลาสติกจากร้านจำหน่ายสินค้า

  • ปิดทีวี และออกไปปลูกต้นไม้นอกบ้าน มากกว่าที่จะนั่งอยู่บนเบาะหลังรับประทานอาหาร นอกจากคุณสามารถช่วยประหยัดการใช้พลังงานของคุณเองแล้ว ยังช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมสีเขียวและมีสุขภาพดีขึ้นด้วย ในขณะเดียวกัน 

มองในภาพรวม

ต้นทุนการใช้พลังงานเพื่อการประกอบอาหารนั้น มิได้เพียงแค่เริ่มต้นและจบลงในระดับครัวเรือนเท่านั้น กระบวนการผลิตอาหาร นับตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงไปจนถึงโต๊ะอาหาร ต่างต้องการพลังงานทั้งสิ้น จากข้อมูลกรมสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบทแห่งราชอาณาจักร(DEFRA)  ปริมาณร่องรอยคาร์บอนโดยรวมในสหราชอาณาจักร อยู่ที่ 659 ล้านตันปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งในจำนวนนี้ อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร (เช่น การผลิตอาหารและการขนส่ง ตลอดจนการค้าปลีก) คิดเป็นร้อยละ 17 (111 ล้านตัน) ของปริมาณโดยรวม

 

นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิตอาหาร การขนส่ง และค่าบริการนำส่งสินค้า การใช้พลังงานในสำนักงานและอาคารบ้านเรือนต่างๆ ต้นทุนการใช้พลังงานจากเครื่องทำความเย็น และการเก็บรักษาสิ่งของจำเป็นอื่นๆ การจัดการของเสีย ธุรกิจการท่องเที่ยว และแม้แต่ต้นทุนการบริการรับส่งพนักงาน

 

มาตรการประหยัดพลังงาน เช่น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนการนำอุปกรณ์ประหยัดพลังงานมาใช้ กำลังเป็นที่ปฏิบัติกันในวงการอุตสาหกรรมเพื่อลดร่องร่อยคาร์บอน ตัวอย่างเช่น สามารถลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าได้โดยเปลี่ยนมาใช้หลอดชนิดประหยัดพลังงานแทน ใช้ระบบถ่ายเทหมุนเวียนความเย็นเพื่อหมุนเวียนอากาศเพื่อลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องทำความเย็น สารละลายทำความเย็นธรรมชาติ ระบบการหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการผลิตพลังงานที่สร้างขึ้นได้ด้วยตัวมันเอง (การสร้างพลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และพลังงานความร้อนใต้พิภพ)    ส่วนปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการประหยัดพลังงานทั่วไปนั้น สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการแก้ปัญหาอื่นๆ

 

อีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาได้แก่ คาร์บอนออฟเซตติ้ง (carbon offsetting) ซึ่งมุ่งเน้นถึงโอกาสในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวอย่างเช่น หันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพหรือปลูกพืช หลีกเลี่ยงการตัดไม้ทำลายป่า การดูดซับก๊าซในกระบวนการอุตสาหกรรม การนำพลังงานทดแทนมาใช้ และแม้กระทั่งการกำจัดก๊าซมีเธนที่ปลดปล่อยจากปศุสัตว์

 

การผลิตปศุสัตว์

โปรตีนสัตว์ เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงที่สำคัญ ตลอดจนสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ เช่น ธาตุเหล็กและธาตุสังกะสี เป็นต้น ซึ่งพบมีอยู่ปริมาณน้อยในอาหารทั่วไป เช่นเดียวกับกระบวนการผลิตอาหารอื่นๆ การผลิตอาหารที่ได้จากสัตว์มีความต้องการใช้พลังงาน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตอาหารโดยตรง ตลอดจนต้นทุนการเลี้ยงปศุสัตว์และการใช้พื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์ 

 

ในปี (2549)  จากรายงานการประเมินขององค์การอาหารและการเกษตรสหประชาชาติ เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตปศุสัตว์เพียงอย่างเดียวนั้น   คิดเป็นร้อยละ 18 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ตัวเลขนี้มีค่าสูงกว่าการประเมินครั้งก่อน เพราะองค์การอาหารและการเกษตรสหประชาชาติ (หรือเอฟเอโอ) ใช้วิธีการที่แตกต่างกันในการประเมินการปล่อยก๊าซที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนกระบวนการผลิตปศุสัตว์ทั้งหมด เช่น ขั้นตอนการผลิตอาหารสัตว์ (เช่น การใช้ปุ๋ย การตัดไม้ทำลายป่า การย่อยสลายของทุ่งหญ้า เป็นต้น) กระบวนการเลี้ยงสัตว์ ) การย่อยอาหารโดยการหมักภายในกระเพาะอาหารและการปล่อยไนตรัสออกไซด์ออกจากมูลสัตว์) และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการขนส่งและวงจรการกระจายสินค้า 

 

อุตสาหกรรมการเลี้ยงปศุสัตว์ ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อลดกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตปศุสัตว์ โดยการ:

  • ปรับปรุงคุณภาพและความสามารถในการย่อยอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ สัตว์ที่แข็งแรงที่ได้รับอาหารเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพดี จะมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง 

  • การจัดการฝูงสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดปริมาณสัตว์ที่ไม่สามารถผลิตลูกได้

  • ดูแลสัตว์เลี้ยงของคุณให้มีสุขภาพแข็งแรง

  • เติมสารอาหารลงในอาหารเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซมีเธนจากปศุสัตว์

การศึกษาในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ยุโรป เมื่อเร็วๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามต่างๆ  ที่ได้กล่าวมา เพื่อนำมาสู่ปริมาณการปลดปล่อยของเรือนกระจกที่ลดลง

 

ในอนาคต

ต้องอาศัยระยะเวลาและความพยายามอย่างสูงยิ่ง ต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและนิสัยการบริโภคของพวกเราที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นและการศึกษาที่สูงขึ้น จะช่วยเสริมสร้างความตระหนักและนำมาซึ่งแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องในสาขาที่สำคัญยิ่งนี้ ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงและก๊าซเรือนกระจก ยังคงเป็นวิทยาศาสตร์ที่ยังต้องมีการศึกษาค้นคว้าอีกมาก ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนให้มีการวิจัยอย่างต่อเนื่องและมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อนำมาซึ่งกลยุทธ์การแก้ไขปัญหา ที่มุ่งเป้าไปที่ต้นตอของปัญหา เพื่อมิให้ร่องรอยคาร์บอนส่งผลกระทบด้านลบต่อมาตรฐานการดำรงชีวิตของลูกหลานในอนาคตข้างหน้า   

 

เอกสารอ้างอิง

  • Parliamentary Office of Science and Technology (2006) Carbon footprint of electricity generation p 268

  • World Energy Council Report 2004 Comparison of energy systems using life cycle assessment

  • FAO (2006) Livestock’s Long Shadow

  • World Business Council for Sustainable Development www.wbcsd.org

 
 

Copyright © 2004 Asian Food Information Centre (AFIC)
* Permission is granted to media, health and education professionals to use AFIC information resources in part or in full, providing credit is given to its source and AFIC is informed of its use by emailing info@afic.org.
No part of any AFIC information resources or the AFIC logo or its name may be used for any advertising or commercial product promotion purposes or with any commercially branded materials.