|
29
พฤศจิกายน
2550
ปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อน ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
การปล่อยก๊าซคาร์บอน การพัฒนาแบบยั่งยืน
–
ที่กล่าวมาล้วนเป็นหัวข้อที่เป็นที่คุ้นหูมากขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากที่รัฐบาลตระหนักถึงกิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเนื่องจากความต้องการใช้พลังงาน
อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
จำนวนยวดยานพาหนะและวัสดุสินค้าของประชากรโลกที่นับวันเพิ่มมากขึ้น
ล้วนสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ปริมาณการสะสมของก๊าซเรือนกระจก (GHGs)
ซึ่งรวมถึง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
ที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง
อุณหภูมิเฉลี่ย สภาวะแห้งแล้งที่ยาวนาน ปริมาณผลผลิตที่ลดลง
และการละลายของก้อนน้ำแข็ง
ก็นับวันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน
อาหารให้พลังงานและสารอาหารที่พวกเราต้องการเพื่อความอยู่รอด
แต่ทว่าการผลิตอาหารมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างไร
และ เราควรปฏิบัติตนอย่างไร
เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม
ร่องรอยคาร์บอนหรือคาร์บอนฟรุตพรินท์ (
Carbon footprints)
ความหมายของคำว่า ร่องรอยคาร์บอน
กำหนดขึ้นเพื่อเป็นแนวทางคำนวณหาปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาอย่างแท้จริงต่อหนึ่งหน่วยบุคคล
หนึ่งหน่วยผลิตภัณศ์ หรือหนึ่งหน่วยการให้บริการ ร่องร่อยคาร์บอน
หมายถึง ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
และ ก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ
ที่ปลดปล่อยออกมาตลอดช่วงระยะเวลาการใช้งานของผลิตภัณฑ์หนึ่งชนิด
หรือการให้บริการต่อครั้ง โดยทั่วไป
มีหน่วยเป็นกรัมสมมูลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
และนำมาใช้พิจารณาถึงกระทบต่อภาวะโลกร้อนที่แตกต่างกันออกไปตามก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิด
ร่องรอยคาร์บอนคำนวนได้โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า
“การประเมินวัฎจักรชีวิต หรือ Life Cycle
Assessment” (LCA หรือค่าแอลซีเอ)
ซึ่งพิจารณาได้จากการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (จีเอสจี)
จากวงจรการผลิตต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ ในแต่ละกรณี ค่าแอลซีเอคำนวณได้จากอุปกรณ์ไฟฟ้าใช้พลังงานชนิดต่างๆ
(เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น คอมพิวเตอร์ และหลอดไฟ เป็นต้น)
และวิธีการขนส่งต่างๆ (เช่น รถยนต์ การบริการขนส่งสาธารณะ
เครื่องบินโดยสาร เป็นต้น) เกือบทุกกิจกรรมที่เราปฏิบัติ
มีผลต่อค่าร่องรอยคาร์บอนทั้งสิ้น
แค่เสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทิ้งไว้ (แม้จะปิดสวิตซ์อยู่ก็ตาม)
ก็เพิ่มการใช้พลังงาน ซึ่งในทางกลับกัน
มีส่วนเพิ่มปริมาณการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล
และการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศด้วยเช่นกัน
การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน หรือ การลดร่องรอยคาร์บอน
ทั้งนี้
เพราะกิจกรรมหลายอย่างของมนุษย์ส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้พลังงานของพวกเราเอง
ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อแนะนำบางประการเพื่อช่วยลดร่องรอยคาร์บอน
เช่นในขณะที่เรากำลังประกอบอาหารอยู่ เป็นต้น
-
ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำในกาต้มน้ำจนเต็มเพียงแค่ต้องการดื่มน้ำชาร้อนหนึ่งแก้ว
ต้มน้ำเดือดเท่าที่ต้องการ
-
รีไซเคิล
มีการประเมินว่าหากประชากรในเมืองทำการรีไซเคิลหรือนำสิ่งของที่ต้องการทิ้งเป็นขยะนำมากลับใช้ใหม่ในครัวเรือนเพียงครึ่งหนึ่ง
ก็สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้มากกว่า 1 ตัน ต่อปี
-
เดินให้มากขึ้น ห้ามขับรถไปซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน
ใช้ขาให้มากขึ้นและคิดถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเดินอันมีต่อสุขภาพ
-
เลือกซื้อสินค้าที่ไม่บรรจุหีบห่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ผลไม้และผัก หากเป็นไปได้ เพื่อลดขยะจากบรรจุภัณฑ์หีบห่อ
-
เลือกซื้อผลไม้และผักในช่วงฤดูกาลปกติในท้องที่
เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง
-
ขณะประกอบอาหาร
ให้มั่นใจว่าขนาดของกระทะเหมาะสมกับขนาดของขอบเตา
หากกระทะมีขนาดเล็กเกินไป เป็นการสูญเสียพลังงานโดยสิ้นเปลือง
-
เลือกใช้เครื่องไฟฟ้าชนิดที่มีประสิทธิภาพ
-
นำถุงผ้าเพื่อใช้จับจ่ายสินค้าไปเอง
มากกว่าที่จะใช้ถุงพลาสติกจากร้านจำหน่ายสินค้า
-
ปิดทีวี และออกไปปลูกต้นไม้นอกบ้าน
มากกว่าที่จะนั่งอยู่บนเบาะหลังรับประทานอาหาร
นอกจากคุณสามารถช่วยประหยัดการใช้พลังงานของคุณเองแล้ว
ยังช่วยสร้างสิ่งแวดล้อมสีเขียวและมีสุขภาพดีขึ้นด้วย
ในขณะเดียวกัน
มองในภาพรวม
ต้นทุนการใช้พลังงานเพื่อการประกอบอาหารนั้น
มิได้เพียงแค่เริ่มต้นและจบลงในระดับครัวเรือนเท่านั้น
กระบวนการผลิตอาหาร นับตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงไปจนถึงโต๊ะอาหาร
ต่างต้องการพลังงานทั้งสิ้น จากข้อมูลกรมสิ่งแวดล้อม อาหาร
และกิจการชนบทแห่งราชอาณาจักร(DEFRA)
ปริมาณร่องรอยคาร์บอนโดยรวมในสหราชอาณาจักร
อยู่ที่ 659 ล้านตันปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งในจำนวนนี้
อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร (เช่น การผลิตอาหารและการขนส่ง
ตลอดจนการค้าปลีก) คิดเป็นร้อยละ 17 (111 ล้านตัน) ของปริมาณโดยรวม
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิตอาหาร
การขนส่ง และค่าบริการนำส่งสินค้า
การใช้พลังงานในสำนักงานและอาคารบ้านเรือนต่างๆ
ต้นทุนการใช้พลังงานจากเครื่องทำความเย็น
และการเก็บรักษาสิ่งของจำเป็นอื่นๆ การจัดการของเสีย
ธุรกิจการท่องเที่ยว และแม้แต่ต้นทุนการบริการรับส่งพนักงาน
มาตรการประหยัดพลังงาน เช่น
การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตลอดจนการนำอุปกรณ์ประหยัดพลังงานมาใช้
กำลังเป็นที่ปฏิบัติกันในวงการอุตสาหกรรมเพื่อลดร่องร่อยคาร์บอน
ตัวอย่างเช่น
สามารถลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าได้โดยเปลี่ยนมาใช้หลอดชนิดประหยัดพลังงานแทน
ใช้ระบบถ่ายเทหมุนเวียนความเย็นเพื่อหมุนเวียนอากาศเพื่อลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับเครื่องทำความเย็น
สารละลายทำความเย็นธรรมชาติ
ระบบการหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
และการผลิตพลังงานที่สร้างขึ้นได้ด้วยตัวมันเอง
(การสร้างพลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล
และพลังงานความร้อนใต้พิภพ)
ส่วนปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการประหยัดพลังงานทั่วไปนั้น
สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการแก้ปัญหาอื่นๆ
อีกแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาได้แก่ คาร์บอนออฟเซตติ้ง (carbon
offsetting)
ซึ่งมุ่งเน้นถึงโอกาสในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ตัวอย่างเช่น หันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพหรือปลูกพืช
หลีกเลี่ยงการตัดไม้ทำลายป่า การดูดซับก๊าซในกระบวนการอุตสาหกรรม
การนำพลังงานทดแทนมาใช้ และแม้กระทั่งการกำจัดก๊าซมีเธนที่ปลดปล่อยจากปศุสัตว์
การผลิตปศุสัตว์
โปรตีนสัตว์ เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงที่สำคัญ
ตลอดจนสารอาหารที่จำเป็นอื่นๆ เช่น ธาตุเหล็กและธาตุสังกะสี
เป็นต้น ซึ่งพบมีอยู่ปริมาณน้อยในอาหารทั่วไป
เช่นเดียวกับกระบวนการผลิตอาหารอื่นๆ
การผลิตอาหารที่ได้จากสัตว์มีความต้องการใช้พลังงาน
ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตอาหารโดยตรง
ตลอดจนต้นทุนการเลี้ยงปศุสัตว์และการใช้พื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์
ในปี (2549)
จากรายงานการประเมินขององค์การอาหารและการเกษตรสหประชาชาติ
เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตปศุสัตว์เพียงอย่างเดียวนั้น
คิดเป็นร้อยละ 18 ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด
ตัวเลขนี้มีค่าสูงกว่าการประเมินครั้งก่อน
เพราะองค์การอาหารและการเกษตรสหประชาชาติ (หรือเอฟเอโอ)
ใช้วิธีการที่แตกต่างกันในการประเมินการปล่อยก๊าซที่ครอบคลุมทุกขั้นตอนกระบวนการผลิตปศุสัตว์ทั้งหมด
เช่น ขั้นตอนการผลิตอาหารสัตว์ (เช่น การใช้ปุ๋ย การตัดไม้ทำลายป่า
การย่อยสลายของทุ่งหญ้า เป็นต้น) กระบวนการเลี้ยงสัตว์ )
การย่อยอาหารโดยการหมักภายในกระเพาะอาหารและการปล่อยไนตรัสออกไซด์ออกจากมูลสัตว์)
และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
จากการขนส่งและวงจรการกระจายสินค้า
อุตสาหกรรมการเลี้ยงปศุสัตว์
ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อลดกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตปศุสัตว์
โดยการ:
-
ปรับปรุงคุณภาพและความสามารถในการย่อยอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์
สัตว์ที่แข็งแรงที่ได้รับอาหารเลี้ยงสัตว์ที่มีคุณภาพดี
จะมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง
-
การจัดการฝูงสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดปริมาณสัตว์ที่ไม่สามารถผลิตลูกได้
-
ดูแลสัตว์เลี้ยงของคุณให้มีสุขภาพแข็งแรง
-
เติมสารอาหารลงในอาหารเลี้ยงสัตว์ เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซมีเธนจากปศุสัตว์
การศึกษาในประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ยุโรป เมื่อเร็วๆ นี้
แสดงให้เห็นถึงความพยายามต่างๆ ที่ได้กล่าวมา
เพื่อนำมาสู่ปริมาณการปลดปล่อยของเรือนกระจกที่ลดลง
ในอนาคต
ต้องอาศัยระยะเวลาและความพยายามอย่างสูงยิ่ง
ต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและนิสัยการบริโภคของพวกเราที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นและการศึกษาที่สูงขึ้น
จะช่วยเสริมสร้างความตระหนักและนำมาซึ่งแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องในสาขาที่สำคัญยิ่งนี้
ภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงและก๊าซเรือนกระจก
ยังคงเป็นวิทยาศาสตร์ที่ยังต้องมีการศึกษาค้นคว้าอีกมาก ดังนั้น
จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนให้มีการวิจัยอย่างต่อเนื่องและมีข้อมูลที่เชื่อถือได้
เพื่อนำมาซึ่งกลยุทธ์การแก้ไขปัญหา ที่มุ่งเป้าไปที่ต้นตอของปัญหา
เพื่อมิให้ร่องรอยคาร์บอนส่งผลกระทบด้านลบต่อมาตรฐานการดำรงชีวิตของลูกหลานในอนาคตข้างหน้า
เอกสารอ้างอิง
-
Parliamentary Office of Science and Technology (2006)
Carbon footprint of electricity generation p
268
-
World Energy Council Report 2004
Comparison of energy systems using life cycle assessment
-
FAO (2006) Livestock’s Long Shadow
-
World Business Council for Sustainable Development
www.wbcsd.org
|