|
31
มีนาคม 2551
ปัจจัยหลายอย่างได้ถูกกล่าวโทษอันเนื่องมาจากระดับการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของโรคอ้วนทั่วโลก
- ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการดำเนินชีวิตที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย
หรืออยู่เฉยๆ, การรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น,
ขนาดสัดส่วนอาหารที่ใหญ่ขึ้น
สมมุติฐานหนึ่งที่ได้ครอบคลุมสหรัฐอเมริกาคือ
การเพิ่มขึ้นของภาวะน้ำหนักเกินเนื่องมาจากการเพิ่มปริมาณการรับประทานน้ำเชื่อมข้าวโพดแบบฟรุคโตสสูง(High
Fructose Corn Syrup-HFCS)
สารให้ความหวานที่ในสหรัฐอเมริกาใช้เติมกันทั่วไปในเครื่องดื่มและอาหารแทนน้ำตาลซูโครส(น้ำตาลทราย)
แต่วิทยาศาสตร์ไม่สนับสนุนทฤษฎีนี้
อะไรคือน้ำเชื่อมข้าวโพดแบบฟรุคโตสสูง (High
Fructose Corn Syrup-HFCS)?
HFCS ถูกแนะนำเข้าสู่ แหล่งอาหารครั้งแรกในปี พ.ศ.
2513 โดยทำจากแป้งข้าวโพด
ซึ่งจะถูกนำมาทำให้แตกตัวและสลายด้วยเอนไซม์เพื่อผลิตเป็นน้ำตาลฟรุกโตส
หลังจากนั้นน้ำตาลฟรุคโตสจะถูกนำมาผสมเข้ากับน้ำตาลกลูโคส
เพื่อให้ได้น้ำตาล 2 ชนิดตามอัตราส่วนที่ต้องการ
HFCS ประกอบขึ้นจากน้ำตาลฟรุคโตสได้ทั้งในอัตราส่วน
42% หรือ 55%
(ขึ้นอยู่กับชนิด HFCS
และความเข้มข้นของความหวานที่ต้องการ) HFCS
เป็นชื่อที่สร้างความสับสนให้กับผู้คนส่วนมากที่คิดว่า HFCS
มีน้ำฟรุคโตสสูง ข้อเท็จจริงคือ, ปริมาณฟรุคโตสใน
HFCS นั้นพอๆกับปริมาณฟรุคโตสที่อยู่ในน้ำตาลซูโครส
ซึ่งประกอบด้วยฟรุคโตส 50% และกลูโคส 50%(ดูตารางด้านล่าง)
ทั้งซูโครสและ HFCS ให้พลังงาน 16 กิโลจูล
(หรือ 4 แคลอรี่) ต่อ 1 กรัม
ซูโครสและ
HFCS ต่างกันตรงพันธะทางเคมี
ซูโครสซึ่งมีชื่อทางเคมีคือไดแซคคาไรด์ (disaccharide)
ซูโครส 1 โมเลกุล
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรือ 2
โมเลกุลซึ่งเกิดจากการเชื่อมพันธะทางเคมีระหว่างกลูโครสและฟรุคโตส
ในขณะที่ HFCS นั้น
จะไม่มีการเชื่อมต่อกันระหว่างกลูโครสและฟรุคโตส
และเมื่อถูกย่อยสลาย, สารให้ความหวานทั้ง 2
ชนิดนี้ดูเหมือนจะถูกเผาผลาญคล้ายคลึงกัน
HFCS ถูกจัดระดับอยู่ในหมวดหมู่ของ“ส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ที่ยอมรับกันทั่วไปว่าปลอดภัย”
โดยองค์การอาหารและยาสหรัฐในปี 2526
และได้ทำการยืนยันการจัดหมวดหมู่นี้อีกครั้งในปี 2539
เนื่องจากสารให้ความหวานมีคุณสมบัติพิเศษจึงถูกใช้เติมในอาหารและเครื่องดื่มมากมายหลากหลายชนิดในสหรัฐอเมริกา
ในขณะที่ทำหน้าที่เพิ่มความหวานให้อาหาร(ระดับความหวานพอๆกับน้ำตาลทราย),
ยังช่วยลดปริมาณน้ำอิสระในอาหารที่จุลินทรีย์สามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตโดยยั้บยั้งการเน่าเสีย
และช่วยยืดระยะเวลาของผลิตภัณฑ์ HFCSช่วยเพิ่มสีน้ำตาลและเพิ่มเนื้อสัมผัสที่ดีขึ้นให้กับอาหารประเภทอบ
ผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหลายในสหรัฐอเมริกา,
นับตั้งแต่ซอสมะเขือเทศจนถึงเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์, นับจากคุ้กกี้จนถึงขนมปัง,
ล้วนเติม HFCS
นอกจากนี้ยังช่วยรักษาต้นทุนกระบวนการผลิตอาหารไม่ให้สูงขึ้นเนื่องจากมีราคาถูกกว่าซูโครส,
ซึ่งโดยปกติใช้น้ำตาลแทนที่อาหารและเครื่องดื่ม
การเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลในสารให้ความหวานที่ต่างกัน
|
ร้อยละ |
น้ำตาลรับประทาน |
HFCS-42 |
HFCS-55 |
น้ำผึ้ง |
|
ฟรุคโตส |
50 |
42 |
55 |
49 |
|
กลูโคส |
50 |
53 |
42 |
43 |
|
อื่น ๆ |
0 |
5 |
3 |
5 |
|
ความชื้น |
5 |
29 |
23 |
18 |
(From Hein et al 2005)
ฟรุคโตสบริสุทธิ์และ
HFCS
นั้นไม่เหมือนกัน
มีความเข้าใจผิดจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งดูเหมือนมีสาเหตุจากความสับสันระหว่างการศึกษาจากกลุ่มที่ใช้ฟรุค
โตสบริสุทธิ์และกลุ่มที่ใช้
HFCS ฟรุคโตสนั้นพบได้ในธรรมชาติ ผลไม้, น้ำผึ้ง,
ผักบางชนิด, อ้อย และหัวบีท
ปรากฎว่าฟรุคโตสมีผลต่อความรู้สึกอยากรับประทานอาหารและความรู้สึกของมนุษย์ในลักษณะที่แตกต่างกับน้ำตาลชนิดอื่น
และได้ถูกตั้งเป็นสมมุติฐานว่าผลกระทบนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน
การศึกษาโดยใช้ฟรุคโตสบริสุทธิ์ในปริมาณที่สูงมากๆ(ไม่ใช่
HFCS)แสดงผลว่าฟรุคโตสได้ลดระดับของฮอร์โมนอินซูลิน
(insulin) และเลพทิน (leptin),
( ซึ่งทั้งสองสัมพันธ์กับความรู้สึกอิ่ม) และเพิ่มระดับของกรีลิน
(ghrelin)
ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ดูเหมือนว่ามีผลต่อการรับรู้ความรู้สึกหิว
เมื่อเปรียบเทียบกับกลูโคส สิ่งนี้นำไปสู่ทฤษฎีที่ว่า HFCS
อาจมีผลต่อการรับประทานอาหารชนิดปกติ
และทำให้เกิดการเพิ่มการสะสมของไขมัน อย่างไรก็ตามการศึกษาใน
HFCS และซูโครสนั้น
ไม่พบความแตกต่างด้านผลกระทบของสารให้ความหวานเหล่านี้ต่ออินซูลิน,
เลพทิน, หรือ กรีลิน
แม้ว่ารับประทานในปริมาณสูงมากกว่าปริมาณที่รับประทานกันโดยเฉลี่ย
การศึกษาโดยใช้ฟรุคโตสในปริมาณสูงมากให้ผลว่าอาจช่วยเพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
อย่างไรก็ตามระดับฟรุคโตสที่ใช้ในการศึกษานั้นมีปริมาณมากเกินกว่าที่พบในปริมาณเฉลี่ยของอาหารและยังไม่มีการศึกษาใดที่ใช้
HFCS ในการศึกษา เนื่องจาก HFCS
มีองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกับน้ำตาลซูโครส,
จึงคาดกันว่ากระบวนการเผาผลาญควรจะไม่ต่างกัน
ไม่ปรากฏผลว่าซูโครสเพิ่มระดับไตรกลีเซอร์ไรด์เมื่อรับประทานในปริมาณที่พบในอาหารทั่วๆไป
ไม่มีการเชื่อมโยงกันโดยตรงระหว่าง
HFCS และโรคอ้วน
ทฤษฎีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ระหว่างการบริโภค
HFCS และอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วน
เนื่องจาก ในช่วงกว่า 25 ปีที่ผ่านมา อเมริกามีการใช้
HFCS ในอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นของชาวอเมริกัน
ดูคล้ายเป็นตัวกระจกสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วน
อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์นี้ยังคงไม่ได้รับการพิสูจน์เพื่อหาเหตุและผล
มีปัจจัยอื่นอีกมากมายที่ได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วงกว่า 25 ปีที่ผ่านมา
– คนเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง,
ปริมาณหน่วยบริโภคเพิ่มขึ้น
และผู้คนรับประทานอาหารนอกบ้านมากและบ่อยขึ้น
อีกประเด็นสำคัญหนึ่งที่ควรสังเกตุเกี่ยวกับข้อถกเถียงนี้คือการเติบโตของอัตราโรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกินไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในสหรัฐอเมริกา
ถึงแม้ว่า
HFCS
ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในส่วนอื่นๆของโลกก็ตาม
รายงานจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการศูนย์นโยบายอาหาร,
โภชนาการและการเกษตร (Center for Food, Nutrition and Agriculture Policy Workshop)
ในปี 2548 กล่าวว่า, “ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดในการสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภค
HFCS และภาวะน้ำหนักเกิน/โรคอ้วน”
มีการทบทวนเกี่ยวกับ
HFCS
และโรคอ้วน 2 ครั้งเมื่อเร็วๆนี้
การค้นพบครั้งแรกถูกประกาศเมื่อเดือนเมษายน 2550
(“High Fructose Corn Syrup – Everything you wanted to know and
were afraid to ask” “น้ำเชื่อมข้าวโพดแบบฟรุคโตสสูง
– ทุกสิ่งที่คุณอยากรู้และไม่กล้าที่จะถาม”,
การประชุมประจำปีของงานทดลองทางชีววิทยา)
การทบทวนครั้งที่สองดำเนินการโดยศูนย์นโยบายอาหาร,
โภชนาการและการเกษตร (CFNAP) แห่งมหาวิทยลัยแมรีแลนด์
ได้ถูกตีพิมพ์ในเดือนสิงหาคม 2550 ข้อสรุปที่ได้จากการทบทวนทั้ง 2
ครั้ง คือ HFCS
และซูโครสมีความคล้ายคลึงกันทางเคมีและถูกเผาผลาญโดยร่างกายในลักษณะที่เหมือนกัน
การทบทวนมองไปที่
HFCS
ที่มีการใช้เพิ่มมากขึ้นในแหล่งอาหารของอเมริกา
เนื่องจากถูกใช้แทนที่น้ำตาลซูโครส,
ปริมาณการรับประทานซูโครสจึงลดลง ขณะที่การรับประทานทั้งซูโครสและ
HFCS ร่วมกันเพิ่มขึ้น,
ปริมาณพลังงานที่ได้จากผลิตภัณฑ์ที่มีไขมัน, น้ำมัน
และเมล็ดพืชก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
ยอดรวมพลังงานทั้งหมดของสารให้ความหวานที่มีแคลอรี่ร่วม (ซูโครส,
ฟรุคโตส, น้ำผึ้ง ฯลฯ)
จนถึงปริมาณการรับประทานแคลอรี่ทั้งหมดในอเมริกาไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญตลอดช่วง
2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นคือจำนวนรวมของแคลอรี่ที่บริโภคในอเมริกาได้เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่ระดับกิจกรรมทางร่างกายลดลง
ความไม่สมดุลระหว่างปริมาณพลังงานที่รับเข้าไปเปรียบเทียบกับการใช้พลังงานคือสิ่งที่คาดกันว่าเป็นสาเหตุการแพร่ระบาดของโรคอ้วน
และแคลอรี่ส่วนเกินนั้นมาจากหลากหลายแหล่ง –
ไม่ใช่เพียงแค่ HFCS
ของเหลวเปรียบเทียบกับของแข็ง
เนื่องจากอัตราส่วนร้อยละที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของ
HFCS
ในอเมริกาอยู่ในรูปแบบของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล,
การศึกษายังมองไปที่ผลกระทบของแคลอรี่ที่มีต่อความหิวในรูปแบบของเหลวที่รับเข้าไปเปรียบเทียบกับแคลอรี่ในรูปแบบของแข็ง
หลักฐานที่พบยังมีความขัดแย้งกัน,
อาจเป็นเพราะว่าความรู้สึกอิ่มนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างซับซ้อน
ยังต้องขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัยซึ่งรวมถึงส่วนประกอบแคลอรี่,
ความเข้มข้นของพลังงาน(แคลอรี่ต่อกรัมหรือมิลลิลิตร)
และอาหารหรือเครื่องดื่มนั้นถูกรับประทานอย่างไร
(เป็นของว่างหรือเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหาร)
การศึกษาบางอย่างได้แสดงว่าการรับประทานแคลอรี่ในรูปแบบของแข็งให้ผลน่าพึงพอใจกว่าในรูปแบบของเหลว
แต่การศึกษาอื่นๆโต้แย้งการค้นพบนี้
มองอย่างเฉพาะเจาะจงไปยังผลกระทบของ
HFCS ที่มีต่อพลังงานที่รับเข้าไป,
การศึกษาเมื่อเร็วๆนี้ให้ผลว่าเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยแคลอรี่จำนวนเท่ากันนั้นมีผลกระทบต่อระดับความอยากอาหารคล้ายๆกัน
การศึกษาของ
Perrigue, 2006 (Perrigue et al 2006)
ได้เปรียบเทียบเครื่องดื่มหลากหลายชนิดที่มีส่วนประกอบแคลอรี่เท่ากันและรายงานว่าไม่มีความแตกต่างของระดับพลังงานที่รับเข้าไปหรือระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอยากอาหารระหว่างเครื่องดื่มที่เติม
HFCS,
กับเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลซูโครสหรือนมเมื่อถูกรับประทานเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหาร
นักวิจัยสรุปว่า,
ผลลัพธ์ของสมดุลพลังงานในเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่เติม
HFCSนั้นไม่แตกต่างจากผลลัพธ์ที่ได้จากเครื่องดื่มชูกำลังที่ได้รับการยอมรับจากองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน,
เช่น เครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลซูโครส หรือนม”
สรุป
ขณะที่การศึกษาในเรื่องนี้ยังเป็นที่ต้องการอยู่อีกมาก,
ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้แนะได้ว่า
HFCS
หรือน้ำตาลที่ได้จากแหล่งอื่นมีผลกระทบที่มีลักษณะเฉพาะ(นอกจากแคลอรี่ร่วม)ต่อโรคอ้วน
แคลอรี่อีกจำนวนมากมายที่ได้รับจากแหล่งอื่นสามารถนำไปสู่การมีภาวะน้ำหนักเกินได้
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถบริโภค
HFCS หรือน้ำตาลได้ในปริมาณที่ไม่จำกัด
เพียงแต่ยึดหลักข้อความที่โดยมากกล่าวถึงการรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดี
–
คุณควรมีความสุขกับการรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม
โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารสุขภาพ
References:
-
Hein GL, Storey ML, White JS, Lineback DR. (2005) .Highs and
lows of high fructose corn syrup: a report from the Center
for Food and Nutrition Policy and its Ceres[R] Workshop.
Nutrition Today 40 (6):253-256
-
Anderson GH. (2007) “Much ado about HFCS in Beverages: the
meat of the matter” AJCN, 86(6); 1577-1578
-
Forshee et al. (2007). "A critical examination of the
evidence relating high fructose corn syrup and weight gain".
Critical Reviews in Food Science and Nutrition 47: 561-582.
-
Perrigue M et al (2006). Hunger and satiety profiles and
energy intakes following the ingestion of soft drinks
sweetened with sucrose or high fructose corn syrup (HFCS).
Proc. Exper. Biol. 2006. Abstract #LB433
-
Schorin MD (2006). High Fructose Corn Syrups Part 2: Health
Effects. Nutr Today 41(2):70-77
-
Melanson et al. (2007). "Effects of high-fructose corn syrup
and sucrose consumption on circulating glucose, insulin,
leptin, and ghrelin and on appetite in normal-weight women".
Nutrition 23: 103-12.
-
Monsivais et al. (2007). "Sugars and satiety: does the type
of sweetener make a difference?". American Journal of
Clinical Nutrition 86: 116-123.
|