<% Dim Conn, dbPath dbPath = "D:\inetpub\wwwroot\bongologic\fpdb\afic_up.mdb" Set Conn = Server.CreateObject("ADODB.Connection") Conn.Open "PROVIDER=MICROSOFT.JET.OLEDB.4.0;DATA SOURCE=" & dbPath Set Session("_conn") = conn %> <% sqlArtDetails = "SELECT * FROM t_Articles Where Article_ID = "& Request.QueryString("ArtID")&"" Set rsArtDetails = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") rsArtDetails.Open sqlArtDetails, conn, 3, 3 %> โรคอ้วน – ควรโทษที่ HFCS หรือ? การเอาชนะศึกอาหาร AFIC
   
Home Page
Food Facts Asia: 3x year resource newsletter, which features articles on current nutrition, food safety and science communication topics for use by journalists, health professionals, students and interested consumers.
AFIC leaflets, posters and brochures available for download
AFICNews: AFIC's monthly e-bulletin provides updates on regional events, the latest AFIC resources and analysis of recent news coverage of food safety and nutrition topics and issues.
Press Centre: Recent press releases and guidelines on where to go for more information.
Contact Us: Click here to request copies of AFIC publications, or to be added to AFIC's mailing list.
 
 

More AFIC Links

 
   
   


 
 
 

     

Journalist access

to expert database

โรคอ้วน – HFCS ควรถูกตำหนิหรือ?

FFA 32 Obesity - Is HFCS to Blame?

 

31 มีนาคม 2551

ปัจจัยหลายอย่างได้ถูกกล่าวโทษอันเนื่องมาจากระดับการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจของโรคอ้วนทั่วโลก - ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการดำเนินชีวิตที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย หรืออยู่เฉยๆ, การรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น, ขนาดสัดส่วนอาหารที่ใหญ่ขึ้น สมมุติฐานหนึ่งที่ได้ครอบคลุมสหรัฐอเมริกาคือ การเพิ่มขึ้นของภาวะน้ำหนักเกินเนื่องมาจากการเพิ่มปริมาณการรับประทานน้ำเชื่อมข้าวโพดแบบฟรุคโตสสูง(High Fructose Corn Syrup-HFCS) สารให้ความหวานที่ในสหรัฐอเมริกาใช้เติมกันทั่วไปในเครื่องดื่มและอาหารแทนน้ำตาลซูโครส(น้ำตาลทราย) แต่วิทยาศาสตร์ไม่สนับสนุนทฤษฎีนี้ 

อะไรคือน้ำเชื่อมข้าวโพดแบบฟรุคโตสสูง (High Fructose Corn Syrup-HFCS)? 

HFCS ถูกแนะนำเข้าสู่ แหล่งอาหารครั้งแรกในปี พ.ศ. 2513 โดยทำจากแป้งข้าวโพด ซึ่งจะถูกนำมาทำให้แตกตัวและสลายด้วยเอนไซม์เพื่อผลิตเป็นน้ำตาลฟรุกโตส หลังจากนั้นน้ำตาลฟรุคโตสจะถูกนำมาผสมเข้ากับน้ำตาลกลูโคส เพื่อให้ได้น้ำตาล 2 ชนิดตามอัตราส่วนที่ต้องการ 

HFCS ประกอบขึ้นจากน้ำตาลฟรุคโตสได้ทั้งในอัตราส่วน 42% หรือ 55% (ขึ้นอยู่กับชนิด HFCS และความเข้มข้นของความหวานที่ต้องการ) HFCS เป็นชื่อที่สร้างความสับสนให้กับผู้คนส่วนมากที่คิดว่า HFCS มีน้ำฟรุคโตสสูง ข้อเท็จจริงคือ, ปริมาณฟรุคโตสใน HFCS นั้นพอๆกับปริมาณฟรุคโตสที่อยู่ในน้ำตาลซูโครส ซึ่งประกอบด้วยฟรุคโตส 50% และกลูโคส 50%(ดูตารางด้านล่าง) ทั้งซูโครสและ HFCS ให้พลังงาน 16 กิโลจูล (หรือ 4 แคลอรี่) ต่อ 1 กรัม 

ซูโครสและ HFCS ต่างกันตรงพันธะทางเคมี ซูโครสซึ่งมีชื่อทางเคมีคือไดแซคคาไรด์ (disaccharide) ซูโครส 1 โมเลกุล เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว หรือ 2 โมเลกุลซึ่งเกิดจากการเชื่อมพันธะทางเคมีระหว่างกลูโครสและฟรุคโตส ในขณะที่ HFCS นั้น จะไม่มีการเชื่อมต่อกันระหว่างกลูโครสและฟรุคโตส และเมื่อถูกย่อยสลาย, สารให้ความหวานทั้ง 2 ชนิดนี้ดูเหมือนจะถูกเผาผลาญคล้ายคลึงกัน

HFCS ถูกจัดระดับอยู่ในหมวดหมู่ของส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ที่ยอมรับกันทั่วไปว่าปลอดภัย โดยองค์การอาหารและยาสหรัฐในปี 2526 และได้ทำการยืนยันการจัดหมวดหมู่นี้อีกครั้งในปี 2539 เนื่องจากสารให้ความหวานมีคุณสมบัติพิเศษจึงถูกใช้เติมในอาหารและเครื่องดื่มมากมายหลากหลายชนิดในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ทำหน้าที่เพิ่มความหวานให้อาหาร(ระดับความหวานพอๆกับน้ำตาลทราย), ยังช่วยลดปริมาณน้ำอิสระในอาหารที่จุลินทรีย์สามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตโดยยั้บยั้งการเน่าเสีย และช่วยยืดระยะเวลาของผลิตภัณฑ์ HFCSช่วยเพิ่มสีน้ำตาลและเพิ่มเนื้อสัมผัสที่ดีขึ้นให้กับอาหารประเภทอบ ผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหลายในสหรัฐอเมริกา, นับตั้งแต่ซอสมะเขือเทศจนถึงเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์, นับจากคุ้กกี้จนถึงขนมปัง, ล้วนเติม HFCS นอกจากนี้ยังช่วยรักษาต้นทุนกระบวนการผลิตอาหารไม่ให้สูงขึ้นเนื่องจากมีราคาถูกกว่าซูโครส, ซึ่งโดยปกติใช้น้ำตาลแทนที่อาหารและเครื่องดื่ม 

การเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลในสารให้ความหวานที่ต่างกัน

ร้อยละ

น้ำตาลรับประทาน

HFCS-42

HFCS-55

น้ำผึ้ง

ฟรุคโตส

50

42

55

49

กลูโคส

50

53

42

43

อื่น ๆ

0

5

3

5

ความชื้น

5

29

23

18

(From Hein et al 2005)

ฟรุคโตสบริสุทธิ์และ HFCS นั้นไม่เหมือนกัน

มีความเข้าใจผิดจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งดูเหมือนมีสาเหตุจากความสับสันระหว่างการศึกษาจากกลุ่มที่ใช้ฟรุค โตสบริสุทธิ์และกลุ่มที่ใช้ HFCS ฟรุคโตสนั้นพบได้ในธรรมชาติ ผลไม้, น้ำผึ้ง, ผักบางชนิด, อ้อย และหัวบีท

ปรากฎว่าฟรุคโตสมีผลต่อความรู้สึกอยากรับประทานอาหารและความรู้สึกของมนุษย์ในลักษณะที่แตกต่างกับน้ำตาลชนิดอื่น และได้ถูกตั้งเป็นสมมุติฐานว่าผลกระทบนี้อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน 

การศึกษาโดยใช้ฟรุคโตสบริสุทธิ์ในปริมาณที่สูงมากๆ(ไม่ใช่ HFCS)แสดงผลว่าฟรุคโตสได้ลดระดับของฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) และเลพทิน (leptin), ( ซึ่งทั้งสองสัมพันธ์กับความรู้สึกอิ่ม) และเพิ่มระดับของกรีลิน (ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ดูเหมือนว่ามีผลต่อการรับรู้ความรู้สึกหิว เมื่อเปรียบเทียบกับกลูโคส สิ่งนี้นำไปสู่ทฤษฎีที่ว่า HFCS อาจมีผลต่อการรับประทานอาหารชนิดปกติ และทำให้เกิดการเพิ่มการสะสมของไขมัน อย่างไรก็ตามการศึกษาใน HFCS และซูโครสนั้น ไม่พบความแตกต่างด้านผลกระทบของสารให้ความหวานเหล่านี้ต่ออินซูลิน, เลพทิน, หรือ กรีลิน แม้ว่ารับประทานในปริมาณสูงมากกว่าปริมาณที่รับประทานกันโดยเฉลี่ย 

การศึกษาโดยใช้ฟรุคโตสในปริมาณสูงมากให้ผลว่าอาจช่วยเพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด อย่างไรก็ตามระดับฟรุคโตสที่ใช้ในการศึกษานั้นมีปริมาณมากเกินกว่าที่พบในปริมาณเฉลี่ยของอาหารและยังไม่มีการศึกษาใดที่ใช้ HFCS ในการศึกษา เนื่องจาก HFCS มีองค์ประกอบที่คล้ายคลึงกับน้ำตาลซูโครส, จึงคาดกันว่ากระบวนการเผาผลาญควรจะไม่ต่างกัน ไม่ปรากฏผลว่าซูโครสเพิ่มระดับไตรกลีเซอร์ไรด์เมื่อรับประทานในปริมาณที่พบในอาหารทั่วๆไป 

ไม่มีการเชื่อมโยงกันโดยตรงระหว่าง HFCS และโรคอ้วน

ทฤษฎีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ระหว่างการบริโภค HFCS และอัตราการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วน เนื่องจาก ในช่วงกว่า 25 ปีที่ผ่านมา อเมริกามีการใช้ HFCS ในอาหารที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นของชาวอเมริกัน ดูคล้ายเป็นตัวกระจกสะท้อนถึงการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วน อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์นี้ยังคงไม่ได้รับการพิสูจน์เพื่อหาเหตุและผล มีปัจจัยอื่นอีกมากมายที่ได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วงกว่า 25 ปีที่ผ่านมา คนเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง, ปริมาณหน่วยบริโภคเพิ่มขึ้น และผู้คนรับประทานอาหารนอกบ้านมากและบ่อยขึ้น  

อีกประเด็นสำคัญหนึ่งที่ควรสังเกตุเกี่ยวกับข้อถกเถียงนี้คือการเติบโตของอัตราโรคอ้วนและภาวะน้ำหนักเกินไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในสหรัฐอเมริกา ถึงแม้ว่า HFCS ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในส่วนอื่นๆของโลกก็ตาม 

รายงานจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการศูนย์นโยบายอาหาร, โภชนาการและการเกษตร (Center for Food, Nutrition and Agriculture Policy Workshop) ในปี 2548 กล่าวว่า, ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดในการสนับสนุนความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภค HFCS และภาวะน้ำหนักเกิน/โรคอ้วน 

มีการทบทวนเกี่ยวกับ HFCS และโรคอ้วน 2 ครั้งเมื่อเร็วๆนี้ การค้นพบครั้งแรกถูกประกาศเมื่อเดือนเมษายน 2550

(“High Fructose Corn Syrup – Everything you wanted to know and were afraid to ask” “น้ำเชื่อมข้าวโพดแบบฟรุคโตสสูง ทุกสิ่งที่คุณอยากรู้และไม่กล้าที่จะถาม”, การประชุมประจำปีของงานทดลองทางชีววิทยา) การทบทวนครั้งที่สองดำเนินการโดยศูนย์นโยบายอาหาร, โภชนาการและการเกษตร  (CFNAP) แห่งมหาวิทยลัยแมรีแลนด์ ได้ถูกตีพิมพ์ในเดือนสิงหาคม 2550 ข้อสรุปที่ได้จากการทบทวนทั้ง 2 ครั้ง คือ HFCS และซูโครสมีความคล้ายคลึงกันทางเคมีและถูกเผาผลาญโดยร่างกายในลักษณะที่เหมือนกัน

การทบทวนมองไปที่ HFCS ที่มีการใช้เพิ่มมากขึ้นในแหล่งอาหารของอเมริกา เนื่องจากถูกใช้แทนที่น้ำตาลซูโครส, ปริมาณการรับประทานซูโครสจึงลดลง ขณะที่การรับประทานทั้งซูโครสและ HFCS ร่วมกันเพิ่มขึ้น, ปริมาณพลังงานที่ได้จากผลิตภัณฑ์ที่มีไขมัน, น้ำมัน และเมล็ดพืชก็เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ยอดรวมพลังงานทั้งหมดของสารให้ความหวานที่มีแคลอรี่ร่วม (ซูโครส, ฟรุคโตส, น้ำผึ้ง ฯลฯ) จนถึงปริมาณการรับประทานแคลอรี่ทั้งหมดในอเมริกาไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญตลอดช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นคือจำนวนรวมของแคลอรี่ที่บริโภคในอเมริกาได้เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่ระดับกิจกรรมทางร่างกายลดลง ความไม่สมดุลระหว่างปริมาณพลังงานที่รับเข้าไปเปรียบเทียบกับการใช้พลังงานคือสิ่งที่คาดกันว่าเป็นสาเหตุการแพร่ระบาดของโรคอ้วน และแคลอรี่ส่วนเกินนั้นมาจากหลากหลายแหล่ง ไม่ใช่เพียงแค่ HFCS 

ของเหลวเปรียบเทียบกับของแข็ง

เนื่องจากอัตราส่วนร้อยละที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของ HFCS ในอเมริกาอยู่ในรูปแบบของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล, การศึกษายังมองไปที่ผลกระทบของแคลอรี่ที่มีต่อความหิวในรูปแบบของเหลวที่รับเข้าไปเปรียบเทียบกับแคลอรี่ในรูปแบบของแข็ง หลักฐานที่พบยังมีความขัดแย้งกัน, อาจเป็นเพราะว่าความรู้สึกอิ่มนั้นเป็นสิ่งที่ค่อนข้างซับซ้อน ยังต้องขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัยซึ่งรวมถึงส่วนประกอบแคลอรี่, ความเข้มข้นของพลังงาน(แคลอรี่ต่อกรัมหรือมิลลิลิตร) และอาหารหรือเครื่องดื่มนั้นถูกรับประทานอย่างไร (เป็นของว่างหรือเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหาร) 

การศึกษาบางอย่างได้แสดงว่าการรับประทานแคลอรี่ในรูปแบบของแข็งให้ผลน่าพึงพอใจกว่าในรูปแบบของเหลว แต่การศึกษาอื่นๆโต้แย้งการค้นพบนี้ มองอย่างเฉพาะเจาะจงไปยังผลกระทบของ HFCS ที่มีต่อพลังงานที่รับเข้าไป, การศึกษาเมื่อเร็วๆนี้ให้ผลว่าเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยแคลอรี่จำนวนเท่ากันนั้นมีผลกระทบต่อระดับความอยากอาหารคล้ายๆกัน 

การศึกษาของ Perrigue, 2006 (Perrigue et al 2006) ได้เปรียบเทียบเครื่องดื่มหลากหลายชนิดที่มีส่วนประกอบแคลอรี่เท่ากันและรายงานว่าไม่มีความแตกต่างของระดับพลังงานที่รับเข้าไปหรือระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความอยากอาหารระหว่างเครื่องดื่มที่เติม HFCS, กับเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลซูโครสหรือนมเมื่อถูกรับประทานเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหาร นักวิจัยสรุปว่า, ผลลัพธ์ของสมดุลพลังงานในเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ที่เติม HFCSนั้นไม่แตกต่างจากผลลัพธ์ที่ได้จากเครื่องดื่มชูกำลังที่ได้รับการยอมรับจากองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน, เช่น เครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลซูโครส หรือนม
 

สรุป

ขณะที่การศึกษาในเรื่องนี้ยังเป็นที่ต้องการอยู่อีกมาก, ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้แนะได้ว่า HFCS หรือน้ำตาลที่ได้จากแหล่งอื่นมีผลกระทบที่มีลักษณะเฉพาะ(นอกจากแคลอรี่ร่วม)ต่อโรคอ้วน แคลอรี่อีกจำนวนมากมายที่ได้รับจากแหล่งอื่นสามารถนำไปสู่การมีภาวะน้ำหนักเกินได้

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถบริโภค HFCS หรือน้ำตาลได้ในปริมาณที่ไม่จำกัด เพียงแต่ยึดหลักข้อความที่โดยมากกล่าวถึงการรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดี คุณควรมีความสุขกับการรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารสุขภาพ 

References:

  • Hein GL, Storey ML, White JS, Lineback DR. (2005) .Highs and lows of high fructose corn syrup: a report from the Center for Food and Nutrition Policy and its Ceres[R] Workshop. Nutrition Today 40 (6):253-256  
  • Anderson GH. (2007)  “Much ado about HFCS in Beverages: the meat of the matter” AJCN, 86(6); 1577-1578
  • Forshee et al. (2007). "A critical examination of the evidence relating high fructose corn syrup and weight gain". Critical Reviews in Food Science and Nutrition 47: 561-582.
  • Perrigue M et al (2006). Hunger and satiety profiles and energy intakes following the ingestion of soft drinks sweetened with sucrose or high fructose corn syrup (HFCS). Proc. Exper. Biol. 2006. Abstract #LB433
  • Schorin MD (2006). High Fructose Corn Syrups Part 2: Health Effects. Nutr Today 41(2):70-77
  • Melanson et al. (2007). "Effects of high-fructose corn syrup and sucrose consumption on circulating glucose, insulin, leptin, and ghrelin and on appetite in normal-weight women". Nutrition 23: 103-12.
  • Monsivais et al. (2007). "Sugars and satiety: does the type of sweetener make a difference?". American Journal of Clinical Nutrition 86: 116-123. 

 

 
 

Copyright © 2004 Asian Food Information Centre (AFIC)
* Permission is granted to media, health and education professionals to use AFIC information resources in part or in full, providing credit is given to its source and AFIC is informed of its use by emailing info@afic.org.
No part of any AFIC information resources or the AFIC logo or its name may be used for any advertising or commercial product promotion purposes or with any commercially branded materials.