|
t_Articles
t_Articles
19 กันยายน
2548
วันที่ 25
กันยายนเป็นวันหัวใจโลกซึ่งกำหนดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดความตระหนักในสิ่งที่แต่ละคนและแต่ละชุมชนสามารถกระทำได้เพื่อการมีสุขภาพของหัวใจที่ดี
ใจความสำคัญของปีนี้ คือ “น้ำหนักตัว (ที่มีสุขภาพ)
ดี, รูปร่าง (ก็มีสุขภาพ) ดี”
และมุ่งเน้นที่การทำความ
เข้าใจเรื่องความเสี่ยงเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักที่มากเกินไปรอบบริเวณท้อง
ประชาชนชาวเอเชียจำนวนมากมีแนวโน้มสูงที่จะมีไขมันสะสมรอบบริเวณพุง หรือช่องท้อง
จากแนวโน้มนี้เชื่อว่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าทำไมอัตราการเกิดโรคหัวใจจึงเพิ่มขึ้นในแถบเอเชียนี้อย่างรวดเร็ว
ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่คัดมาจากเว็บไซต์ของศูนย์ข้อมูลอาหารเอเชียในเรื่องการควบคุมน้ำหนักตัวแบบใหม่
http://afic.org/WMWS/index.shtml
เพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นในเรื่องนี้และเห็นแนวทางปฏิบัติตนที่แต่ละคนสามารถปฏิบัติได้เพื่อการมีสุขภาพของหัวใจที่ดีขึ้น
สถิติชีพ
(Vital Statistics )
ต่อไปนี้คือวิธีการแนะนำบางส่วนสำหรับประเมินสภาวะสุขภาพของแต่ละคนโดยใช้สถิติชีพของแต่ละคนและการคำนวณทางคณิตศาสตร์อย่างง่าย
ดัชนีมวลกาย
(บีเอ็มไอ- B M I )
มาตรฐานสากลที่ใช้จัดประเภทน้ำหนักของร่างกายว่า ปกติ ต่ำกว่าเกณฑ์
สูงกว่าเกณฑ์ หรือเป็นโรคอ้วน คือ ดัชนีมวลกาย [Body Mass Index
(BMI)] ค่าบีเอ็มไอ (BMI)
คำนวณได้โดยเอาน้ำหนักตัวหน่วยเป็นกิโลกรัมตั้ง
จึงหารด้วยความสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆนี้
ทั่วโลกได้นำมาตรฐานเดียวกันนี้มาใช้ประเมินและจัดประเภทน้ำหนักของร่างกาย
ค่าบีเอ็มไอ
(BMI) ตั้งแต่ 18.5 ถึง 25 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ, ค่าบีเอ็มไอ 25
ถึง 30
ถือว่าน้ำหนักเกินมาตรฐานและสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว และ เกิน
30
ถือว่าเป็นโรคอ้วน
และมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว
ในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้ ผู้เชี่ยวชาญสังเกตพบว่า
กลุ่มอาการผิดปกติที่สัมพันธ์กับน้ำหนักตัว สามารถพบได้ทั่วไปในกลุ่มคนเอเชียบางกลุ่มที่มีค่า BMI ในระดับสูงกว่า 23
ดังนั้นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกจึงได้แนะนำค่า BMI
ที่ต่ำกว่านี้ให้คนเอเชีย คือ ค่า
BMI ระหว่าง 18.5-23
เพื่อการเพิ่มขึ้นแต่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำต่อการเกิดสุขภาพที่ไม่ดีที่สัมพันธ์กับน้ำหนักตัว
ค่า 23-27.5 อัตราเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น และค่า 27.5 หรือมากกว่า
เป็นสัญญานของความเสี่ยงสูงมากกว่า
อย่างไรก็ตามข้อเสียของค่า BMI คือ
ค่าที่ได้อาจประเมินค่าไขมันสูงเกินไปในร่างกายของนักกีฬา และคนอื่น ๆ เช่น
กลุ่มชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ในเกาะแปซิฟิกซึ่งเป็นพวกเพาะกล้าม นอกจากนี้ค่า BMI
อาจประเมินค่าไขมันในร่างกายต่ำเกินไปในผู้สูงอายุและบุคคลอื่น ๆ
ซึ่งกล้ามเนื้อหดหายไปหมด ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ใช้ค่า BMI
รวมกับค่าที่วัดได้รอบเอวและ/หรือค่าระหว่างเอวกับสะโพก
เพื่อการประเมินที่ถูกต้องยิ่งขึ้น
ค่ารอบเอว
(Waist Circumference)
ค่ารอบเอวคือ
ค่าที่วัดได้โดยรอบบริเวณที่แคบที่สุดซึ่งอยู่ระหว่างชายโครงกับสะโพก
เมื่อมองจากด้านหน้าหลังการหายใจออก ค่ารอบเอวเป็นตัววัดไขมันของหน้าท้อง
และเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีถึงสถานภาพของสุขภาพ
แม้ว่า ค่า BMI ที่คำนวณได้จะอยู่ในช่วงที่บ่งบอกว่าปกติ
รอบเอวของผู้ชายที่มีค่าเกินกว่า 102
เซนติเมตร (40 นิ้ว) และรอบเอวของผู้หญิงที่มีค่าเกินกว่า 88 เซนติเมตร (35
นิ้ว)
ถือเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ใช้กำหนดแนวโน้มการเกิดกลุ่มอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัว
ยิ่งเมื่อเร็ว ๆ
นี้ได้มีคำแนะนำสำหรับประชาชนชาวเอเชีย ให้ใช้ค่ารอบเอวที่กำหนดต่ำกว่าเดิม
กลุ่มผู้ศึกษาเรื่องโรคอ้วนในประเทศจีนได้จัดให้มีการวิพากย์ข้อมูลด้านความสัมพันธ์ระหว่างค่า
BMI ค่ารอบเอว และองค์ประกอบที่ทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังที่เกี่ยวข้อง
จากการวิพากย์ข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมได้จนถึงปัจจุบันในครั้งนี้
กลุ่มผู้ศึกษาได้แนะนำให้ใช้ค่ารอบเอวมากกว่า 85 เซนติเมตร
สำหรับผู้ชาย และค่ามากกว่า 80
เซนติเมตรสำหรับผู้หญิงในประเทศจีน
และให้ยึดถือค่านี้เป็นเกณฑ์สำหรับการวินิจฉัยโรคอ้วนที่กลางลำตัวหรือช่องท้อง
(4) ตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ได้แนะนำให้ใช้กับชาวเอเชียทั้งหมด
แต่แม้กระนั้นก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ก็เป็น
มาตราส่วนอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งอาจจะยังไม่นำไปใช้อย่างจริงจังเพื่อแสดงความแตกต่างของการกระจายตัวของไขมันและส่วนประกอบของร่างกายระหว่างชาวคอเคเชียน
(คนผิวขาว) กับชาวเอเชีย
อัตราส่วนระหว่างเอวต่อสะโพก (WHR) Waist to Hip Ratio
อัตราส่วนระหว่างเอวต่อสะโพก คือ ค่าอัตราส่วนของรอบเอวกับรอบสะโพก
ค่านี้สามารถคำนวณได้ โดยการหารค่ารอบเอวด้วยค่ารอบสะโพก
ค่าดับเบิ้ลยู เอช อาร์ ( WHR) ก็เหมือนกับค่ารอบเอว
ที่ใช้เป็นเครื่องประเมินการกระจายตัวของไขมัน ในร่างกายสำหรับคนส่วนมาก
และบางทีโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนชาวเอเชีย ไขมันบริเวณหน้าท้อง
เป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพมากกว่าการแบกน้ำหนักที่เกินรอบ ๆ สะโพกหรือต้นขา ค่า
WHR ที่ 0.90 หรือน้อยกว่านี้ถือว่าเป็นผู้มีสุขภาพดีสำหรับผู้ชาย และค่า
0.80 หรือน้อยกว่านี้ถือว่าสุขภาพดี สำหรับผู้หญิง
ค่ารอบเอวต่อค่ารอบสะโพกในอัตราส่วน 1 หรือมากกว่า
เป็นสัญญาณบ่งบอกอัตราเสี่ยงต่อการมีสุขภาพที่ไม่ดี และเป็นตัวบ่งชี้ว่า
การกำจัดลดไขมันในร่างกายบางส่วนออกจาก บริเวณท้องเป็นสิ่งควรกระทำยิ่ง
สัญญาณบ่งบอกการปฏิบัติ
(Signals for Action)
วิธีการวัดขนาดของร่างกายทั้ง 3 วิธีนี้รวมกัน
เป็นสิ่งบ่งบอกเกณฑ์ที่มีประโยชน์
ต่อการนำมาใช้ประเมินน้ำหนักของร่างกายและเพื่อเป็นตัวกำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติ
เพื่อคงไว้ซึ่งน้ำหนักตัวเพื่อลดน้ำหนักตัว
หรือเพื่อการสังเกตและควบคุมการมีน้ำหนักตัวที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น
สำหรับชาวเอเชียโดยเฉพาะแล้ว
ดูเหมือนว่าการประเมินไม่เพียงใช้แค่น้ำหนักตัวเท่านั้น
แต่ยังคงรวมถึงความหนาของไขมันหน้าท้องที่ใช้เป็นเครื่องตรวจสอบสุขภาพอย่างง่าย ๆ
และชาญฉลาดด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจุดมุ่งหมายของแต่ละคน คือ
การควบคุมรักษาน้ำหนักไว้หรือลดน้ำหนักก็ตาม
แนวทางการเพิ่มโอกาสสูงสุดของแต่ละคนในการที่จะมีชิวิตให้ยืนยาวและมีสุขภาพดีนั้นมีเหมือนๆ
กัน ดังนี้
1.
สร้างนิสัยการบริโภคอาหารและวิถีการดำรงชีวิตที่มีความสมดุลของพลังงาน
(Establish an energy balanced diet and lifestyle)
กำหนดเป้าหมายสร้างวิถีการดำรงชีวิตที่มีสุขภาพสมบูรณ์ดีและสอดคล้องกับกิจกรรมต่างๆ
ในชีวิตประจำวันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยึดถือการบริโภคอาหารที่ให้ความสมดุล
มีความหลากหลาย มีปริมาณไขมันต่ำ ผสมผสานกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ผลกระทบแบบกลับไป-กลับมา (yo-yo effect)
ของการลดและการเพิ่มน้ำหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้
จะเกิดขึ้นกับคนที่ควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็วในรูปแบบเดิมๆ
แต่แล้วกลับค่อยๆ มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาอีก
เมื่อหวนกลับมามีนิสัยการกินแบบเดิม ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงของสุขภาพของตนเอง
และทำให้การควบคุมน้ำหนักตัวในระยะยาวนั้นมีความยากลำบากยิ่งขึ้น
2. สร้างนิสัยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (Develop Regular Physical Activity Habit
สำหรับผู้ใหญ่ควรออกกำลังกายประมาณ 60 นาที สำหรับเด็กประมาณ 30 นาที
เป็นประจำทุกวัน โดยออกกำลังกายอย่างแข็งขันพอประมาณ ตัวอย่าง เช่น
การเดินเร็วหรือการว่ายน้ำ เหล่านี้
ช่วยได้ในการควบคุมรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่และลดน้ำหนักตัว
และเมื่อคำนึงถึงน้ำหนักของร่างกายพบว่า ความเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคยุคปัจจุบัน
และโรคเรื้อรัง
ลดน้อยลงอย่างมากมายเนื่องจากประโยชน์จากการออกกำลังกายนำไปสู่สุขภาพดีของกล้ามเนื้อหัวใจ
จากรายงานผลการวิจัยเพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายที่ตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์แห่งอเมริกา
(American Medical Association)
ซึ่งค้นพบว่าการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอทำให้ลดไขมันด้านในช่องท้อง (Intra-abdominal)
และดังนั้นผลก็คือ ทำให้เอวเล็กลงไปแม้ในคนที่น้ำหนักไม่ได้ลดลงไปเลย
การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ก่อให้เกิดผลดีอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น
ส่งเสริมคุณภาพการนอนหลับและทำให้สุขภาพจิตดี
3. นำโภชนาการที่เป็นมิตรต่อหัวใจมาใช้ (Adopt a heart friendly
diet)
จงมุ่งไปที่โภชนาการที่สมดุลถูกหลักอนามัย
รวมทั้งบริโภคผักและผลไม้
ผลิตภัณฑ์ประเภทธัญพืช ผลิตภัณฑ์ประเภทไขมันต่ำและปราศจากไขมัน
น้ำมันและเนยเทียมที่ไม่อิ่มตัว (เช่น ดอกทานตะวัน ข้าวโพด เมล็ดพืช และมะกอก)
เนื้อปราศจากไขมัน ปลาและถั่วให้มาก
นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังได้แนะนำวิธีการเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
-
จำกัดการเติมเกลือและน้ำตาล
-
รับประทานอาหารเช้าและจะต้องรับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อต่อวัน
-
ใช้วิธีการปรุงที่ทำให้มีสุขภาพที่ดีกว่า เช่น การนึ่ง การต้ม การย่าง และการอบ
แทนการทอดในน้ำมันจำนวนมาก
ซึ่งจะเพิ่มไขมันเข้าไปอีก และพัฒนาทักษะการทำอาหาร ที่ถูกสุขลักษณะ ภายในครอบครัว
-
ควบคุมการรับประทานอาหารที่มีไขมันและมีน้ำตาลมาก
-
ดื่มน้ำ/ของเหลวอย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน
-
รู้เท่าทันสิ่งล่อใจให้อยากอาหาร
ดังนั้นให้วางแผนไม่งดอาหารหลักและอาหารว่าง ล่วงหน้า
ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก
เว็บไซต์เกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนักของ AFIC ที่
http://afic.org/WMWS/index.shtml
เว็บไซต์วันหัวใจโลก ที่
http://www.worldheartday.com
|