วันที่
20 ตุลาคม เป็นวันโรคกระดูกพรุนสากล
คำขวัญในปีนี้ คือ กระดูกที่แข็งแรง เพื่อสุขภาพแห่งชีวี
โดยมุ่งเน้นถึงบทบาทอันเป็นประโยชน์ของการออกกำลังกายต่อการป้องกันโรคกระดูกพรุน
เพื่อรณรงค์วันโรคกระดูกพรุน ศูนย์ข้อมูลด้านอาหารแห่งเอเชีย (Asian Food
Information Centre)
ขอนำเสนอความรู้ความเข้าใจบางประการเกี่ยวกับแนวโน้มการเกิดโรคกระดูกพรุนในภูมิภาค
และข้อแนะนำเพื่อการป้องกันโรคดังกล่าว
โรคกระดูกพรุน
คือ อะไร?
โรคกระดูกพรุน
เป็นโรคความเสื่อมของโครงกระดูกของร่างกาย โดยมีลักษณะกระดูกที่เปราะบาง
และมีอัตราการแตกหักของกระดูกที่สูง โดยเฉพาะที่บริเวณสะโพก กระดูกสันหลัง
และข้อมือ โรคกระดูกพรุนเกิดขึ้นได้ในวัยผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปี ขึ้นไป
โดยประมาณ และพบบ่อยมากที่สุด ในผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป
โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาสำหรับชาวโลกตะวันตกด้วยหรือไม่?
จากข้อมูลล่าสุด มูลนิธิโรคกระดูกพรุนสากลระบุว่า
มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของการเกิดโรคกระดูกแตกหักที่บริเวณสะโพกทุกชนิด
จะเกิดขึ้นในเอเชีย ภายในระยะเวลาไม่เกินปี ค.ศ. 2050
อะไรคือสาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุนที่เพิ่มสูงขึ้น?
เท่าที่ทราบกันดีแล้วว่า
การคาดหมายคงชีพ (life
expectancy) ที่ยาวนานนั้นมีมาก
แต่เหตุที่ความหนาแน่นของกระดูกจะเสื่อมลงตามอายุขัย
หากปราศจากซึ่งขั้นตอนที่จะชะลอกระบวนการดังกล่าวแล้ว
คนแล้วคนเล่าต้องเผชิญกับภาวะการมีกระดูกเปราะบางเมื่ออยู่ในวัยชราอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ประกอบกับอาหารของชาวเอเชียหลายชนิดมีประมาณแคลเซียม
ซึ่งเป็นเกลือแร่ที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างความหนาแน่นของกระดูกให้กับร่างกายที่ต่ำ
อีกทั้ง แนวโน้มการมีวิถีชีวิตนั่งๆ นอนๆ
ที่เพิ่มขึ้น โดยไม่มีการออกกำลังกายที่ต้องแบกน้ำหนักตัวต่ำหรือไม่เพียงพอ
เป็นต้นว่า การเดินออกกำลัง การเดินตามปกติ การแบกสัมภาระ และ การออกกำลัง
เป็นปัจจัยหลักที่ส่งกระทบ ดังกล่าว
การออกกำลังกายมีความสำคัญต่อความแข็งแรงของกระดูกอย่างไร?
การออกกำลังโดยการแบกน้ำหนักตัวและการออกกำลังแบบอาศัยการยืดหดกล้ามเนื้อ
เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างและบำรุงสุขภาพของกระดูก
ได้มีการศึกษาว่าการออกกำลังกายจะช่วยให้เกิดสมดุลและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
ซึ่งลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม
ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยครั้งที่สุดต่อการเกิดการแตกหักของกระดูก
การออกกำลังกายโดยการแบกน้ำหนักตัว
ที่ซึ่งกระดูกและกล้ามเนื้อมีการทำงานต้านแรงโน้มถ่วงของโลก
จะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก การออกกำลังกายใดๆ
ที่เท้าและขาแบกรับน้ำหนักของร่างกาย เช่น การเดิน การวิ่ง การเดินขึ้นบันได
การเต้นรำ หรือโดยการยกน้ำหนัก จะช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของกระดูก
การว่ายน้ำและการปั่นจักรยาน ไม่ใช่เป็นการแบกน้ำหนักตัว
ถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านสุขภาพอื่นๆ ก็ตาม
แต่ไม่ช่วยในเรื่องของการป้องกันโรคกระดูกพรุน
การออกกำลังกายแบบอาศัยการยืดหดตัวกล้ามเนื้อ จะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ
และช่วยให้กระดูกมีความแข็งแรง กิจกรรมต่างๆ เป็นต้นว่า การยกน้ำหนัก
มิเพียงแต่ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกเท่านั้น
แต่ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ติดกับกระดูกด้วยเช่นกัน
เพื่อเสริมสร้างการป้องกันการแตกหักของกระดูก
อาหารมีความสำคัญต่อความแข็งแรงของกระดูกอย่างไร?
การรับประทานอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมและวิตามินดี
ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคกระดูกพรุนด้วยเช่นกัน
แหล่งอาหารที่ให้ธาตุแคลเซียมที่ดีที่สุด
คือ?
อาหารประเภทนม
เช่น นมสด โยเกิร์ต เนยแข็ง เป็นแหล่งอาหารที่ให้ธาตุแคลเซียมที่ดีที่สุด
ถั่วเขียว ผักกวางตุ้ง บลอคโคลิ
ใบกะหล่ำปลีจีน มัสตาร์ดเขียวจีน คะน้า ผักโขม มะเขือเทศหวาน
จัดเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดี ด้วยเช่นกัน
น้ำนมถั่วเหลืองและเต้าหู้ที่ทำขึ้นจากเกลือแคลเซียมนั้น อุดมไปด้วยแคลเซียมอย่างดี
และสารอาหารอื่นๆที่อยู่ในอาหารที่ทำขึ้นจากถั่วเหลือง
ก็ช่วยในการป้องกันการเกิดเป็นโรคกระดูกพรุนด้วยเช่นกัน
อีกทั้ง
ปริมาณอาหารเสริมประเภทแคลเซียมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและหาซื้อได้ตามท้องตลาด
เป็นต้นว่า น้ำส้มคั้น รวมทั้ง อาหารเช้าประเภทธัญญาหาร
สิ่งเหล่านี้เป็นตัวช่วยได้อย่างดียิ่งต่อการได้รับแคลเซียมจากอาหาร
การแพ้แลกโตสเป็นอย่างไร?
ชาวเอเชียวัยผู้ใหญ่ส่วนมาก จะแพ้การดื่มน้ำนม ทั้งนี้
เนื่องมาจากการขาดเอนไซม์ที่ย่อยแลกโตสในกระเพาะ
นำมาซึ่งการมีระบบย่อยอาหารที่บกพร่อง เป็นต้นว่า เกิดการบวม เป็นตะคริว เกิดแก๊ส
และท้องร่วง ผู้ที่ปรากฏอาการต่างๆ เหล่านี้ ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคน้ำนม
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย
Purdue
ในสหรัฐอเมริกา
ตีพิมพ์เอกสารรายงานเกี่ยวกับภาวะโรคกระดูกพรุนและอาการแพ้จากการดื่มน้ำนมเมื่อปี
2001 ในวารสารที่มีชื่อว่า Journal of American College of Nutrition
จากรายงานดังกล่าว พบว่า ผู้ที่แพ้น้ำนมจะมีความหนาแน่นของกระดูกที่ต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม รายงานยังได้แนะนำว่า ผู้คนส่วนใหญ่ที่แพ้น้ำนม
สามารถที่จะบริโภคผลิตภัณฑ์นมที่อุดมไปด้วยแคลเซียมได้
โดยทำตามข้อแนะนำต่อไปนี้ทุกข้อหรือบางข้อ -
Ø
แลกโตสที่อยู่ในโยเกิร์ต
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งโยเกิร์ตชนิดสด)
จะถูกย่อยได้ดีกว่าแลกโตสในน้ำนม
และพบว่าโยเกิร์ตจะถูกย่อยได้ดีกว่าในผู้ที่มีการย่อยแลกโตสที่ผิดปกติ
Ø
การบริโภคอาหารที่ประกอบด้วยแลกโตสปริมาณเพียงเล็กน้อย
ในรูปของอาหารผสม จะถูกย่อยได้ดีกว่าการบริโภคอาหารประเภทนมตามอำเภอใจ
Ø
เนยแข็ง ช็อคโกแลต
และนมประเภทมีไขมันสูง และไอศครีม โดยปกติแล้วจะถูกย่อยได้ดีกว่าอาหารประเภทนมอื่นๆ
Ø
ตัวช่วยในการย่อยแลกโตสที่สามารถหาซื้อได้นั้น
สามารถช่วยในการย่อยผลิตภัณฑ์ประเภทนมได้
แหล่งอาหารใดที่อุดมด้วยวิตามินดีที่ดีที่สุด?
วิตามินดี
สามารถสังเคราะห์ได้ในผิวหนัง จากการสัมผัสกับแสงแดด
ปริมาณของวิตามินดีที่สร้างขึ้นที่ผิวหนัง
จะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการสัมผัสกับแสงอัลตร้าไวโอเลต ช่วงเวลาของวัน
ความเข้มของรงควัตถุที่ผิว การใช้สารกันแดด
ต่างก็มีส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณวิตามินดีในร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นจากภายใน
ว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด และสำหรับหลายๆคนแล้ว
การบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดี เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
สำหรับผู้ที่ไม่ค่อยได้สัมผัสกับแสงแดดสักเท่าใด เป็นต้นว่า
ผู้ที่อยู่ในที่พักอาศัย หรือผู้ที่ปกคลุมใบหน้า
ด้วยเหตุผลทางศาสนาหรือเพื่อความสวยความงามก็ตาม
แหล่งวิตามินดีจากอาหารจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
แหล่งวิตามินดี
จากอาหารที่ดีที่สุด ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ไขมันสัตว์เสริมวิตามิน นม ไข่แดง
เนื้อปลาที่มีปริมาณไขมันสูง และตับ นมเสริมวิตามิน มาร์การีนเสริมวิตามิน เนยสด
ธัญพืช เนื้อวัว ตับ และน้ำมัน ก็เป็นแหล่งอุดมไปด้วยวิตามินดีด้วยเช่นกัน
อาหารเสริมคืออะไร?
สำหรับผู้ที่ไม่สามารถได้รับแคลเซียม และ/หรือวิตามินดี
ได้เพียงพอแก่ความต้องการจากการบริโภคอาหารเพียงอย่างเดียว
ขอแนะนำให้พิจารณาบริโภคอาหารเสริม จากการศึกษา พบว่า
อาหารเสริมประเภทแคลเซียมและการได้รับปริมาณวิตามินดี ที่ต่ำ
จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสะโพกแตกหักในสตรีวัยชรา
สรุป
มวลกระดูกมีมากที่สุดในวัยเด็ก ก่อนที่จะค่อยๆ เสื่อมลงอย่างช้าๆ ตามช่วงอายุขัย
การเสริมสร้างความหนาแน่นของมวลกระดูกในช่วงเริ่มต้นในวัยเด็ก
และการชะลอกระบวนการสูญเสียเกลือแร่ข่องร่างกายในเวลาต่อมา
เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยปกป้องการเกิดโรคกระดูกพรุนในอนาคต
การบริโภคอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมและวิตามินดีเป็นประจำทุกวัน
ร่วมกับการออกกำลังกายโดยการแบกรับน้ำหนักตัวเป็นประจำ
เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดต่อการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน
Ø
ประเทศจีน:
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 ถึง 1992
เปอร์เซ็นต์การเกิดกระดูกสะโพกที่แตกหักในกรุงปักกิ่ง เพิ่มขึ้น 34
เปอร์เซ็นต์โดยประมาณในสตรี และ 33 เปอร์เซ็นต์ในบุรุษ
Ø
ฮ่องกง:
ในปี ค.ศ. 1996,
ค่ารักษาพยาบาลโรคกระดูกแตกหักอย่างปัจจุบันทันด่วน ต่อ ปี มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 17
ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีเปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้นของโรคกระดูกแตกหักถึง 200
เปอร์เซ็นต์ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ความชุกของโรคกระดูกสันหลังแตกหัก อยู่ที่ 17
เปอร์เซ็นต์ในบุรษ และ 30 เปอร์เซ็นต์ในสตรี
Ø
ประเทศอินเดีย:
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้ประเมินจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโรคกระดูกพรุนในปัจจุบัน อยู่ที่ 26
ล้านคนโดยประมาณ (ในปี ค.ศ. 2003) ด้วยตัวเลขที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเป็น 36
ล้านคน ภายในปี ค.ศ. 2013
Ø
ประเทศญี่ปุ่น:
มีกระดูกสะโพกที่แตกหักเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า ในช่วงเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 ถึง 1997
ได้มีการประเมินความชุกของโรคกระดูกพรุนในกลุ่มประชากรสตรีชาวญี่ปุ่นที่มีอายุระหว่าง
50-79 ปี พบมีกระดูกพรุนที่กระดูกสันหลังประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ และ 9.5
เปอร์เซ็นต์ที่สะโพก
Ø
ประเทศเกาหลี:
มีจำนวนการเกิดกระดูกสะโพกแตกหักเพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า ในช่วงเวลา
10 ปี ที่ผ่านมา
(1991-2001)
จำนวนผู้มีกระดูกสะโพกแตกหักเมื่อมีอายุเกิน
75
ปี อยู่ที่
4.3
ต่อ สตรี1000
ราย และ
2.97
ต่อ บุรุษ
1000
ราย
Ø
ประเทศสิงคโปร์:
เมื่อเปรียบเทียบกับในช่วงปี 1960
กระดูกสะโพกแตกหักในสตรีมีจำนวนเพิ่มขึ้น 5 เท่า และ 1.5 เท่าในกลุ่มบุรุษ
สามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก
www.afic.org
หรือ อีเมลล์
info@afic.org
www.osteofound.org