|
t_Articles
t_Articles
19
ตุลาคม 2550
มีประชากรมากกว่า 89
ล้านคนในทวีปเอเชียที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคเบาหวานซึ่งองค์กรด้านสุขภาพได้ขนานนามว่าเป็นโรคระบาดระดับโลก
และด้วยจำนวนผู้ป่วยที่ยังคงมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ-ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกจำนวน
4 ใน 5 นั้นเป็นประชากรชาวเอเชีย
ความจริงที่น่าเศร้าคือโรคเบาหวานประเภท 2
ที่เป็นกันมากที่สุดนี้สามารถป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนลักษณะการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพให้มากขึ้น
การที่มีขนาดรอบเอวที่เพิ่มขึ้น ไม่ยอมออกกำลังกาย
และใช้วิถีชีวิตที่เฉื่อยแฉะเป็นสิ่งที่ควรตำหนิ,
และหากเราถ่ายทอดลักษณะการใช้ชีวิตแบบนี้ให้แก่ลูกหลานของเรา,
แนวโน้มของการเป็นโรคเบาหวานในเด็กก็จะมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งในปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2
ทั้งหมดนั้นมีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งที่พบในเด็กและวัยรุ่น
เพื่อเพิ่มความตระหนักและป้องกันการเป็นโรคเบาหวาน, สหพันธ์เบาหวานโลก(International
Diabetes Federation)ได้ระบุให้วันที่ 14 พฤศจิกายน
เป็นวันเบาหวานโลก และเพื่อเป็นการสนับสนุนวันเบาหวานโลก,
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย (AFIC)
ได้จัดทำ 2 ข้อมูลความรู้ใหม่ที่ง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งข้อมูลทั้ง 2
ชิ้นนี้ได้จัดทำไว้ในรูปแบบออนไลน์
โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคเบาหวานและอาจช่วยผู้คน
(และสมาชิกในครอบครัว) ที่ต้องการลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน
ในการตรวจประเมินความเสี่ยงขั้นต้นด้วยตนเอง
เครื่องมือที่ง่ายต่อการใช้งานของ
AFIC
ประมาณ 1 ใน 2
ของผู้ที่มีสัญญาณเริ่มต้นของการเป็นโรคเบาหวานมักไม่ทราบว่าตนเองเป็นเบาหวาน
ดังนั้นอาการอะไรบ้างที่คุณควรมองหา
และคุณสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ไหน?
คุณสามารถเข้าเว็บไซต์ของAFICและทำการประเมินความเสี่ยงพัฒนาการของโรคเบาหวานด้วยวิธีการที่ง่ายและรวดเร็ว
(เข้าไปที่
www.afic.org หลังจากนั้นเลือก
“Self-assessment of risk for type 2 diabetes (การประเมินความเสี่ยงจากโรคเบาหวานประเภท
2 ด้วยตนเอง) ที่
http://www.afic.org/T2DM/T2DM.htm)
เครื่องมือนี้ไม่สามารถทดแทนการเข้าพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรึกษาปัญหาสุขภาพ
แต่อาจช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบด้วยตนเองอย่างง่ายๆ ว่า
คุณเป็นหนึ่งในหลายๆคนที่อาจมีอาการของโรคเบาหวานประเภท 2
โดยที่คุณไม่รู้ตัว, หรือมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นโรคนี้หรือไม่
AFIC ยังมีโบรชัวร์
ที่ให้ความรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับโรคเบาหวานและมีวิธีใดบ้างที่คุณสามารถทำได้เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็น
1 ในจำนวนผู้ป่วย 7 ล้านคนที่เป็นโรคเบาหวานและยังคงมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกๆปี
เข้าชมAFIC เว็บไซต์ (www.afic.org)
และเข้าไปที่ลิงค์ “สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับเบาหวานประเภท
2” (What You Should Know About Type 2
Diabetes),
เพื่อดาวน์โหลดและพิมพ์เก็บไว้เป็นสำเนาสำหรับตัวคุณเอง
ถึงเวลาลงมือปฏิบัติ
เมื่อคุณรู้ว่าสิ่งที่จำเป็นต้องทำคืออะไร
แล้วทำไมไม่ร่วมกับผู้คนอีกหลายล้านคนทั่วโลกเพื่อทำความรู้จักและป้องกันการเป็นโรคเบาหวานในวันเบาหวานโลกล่ะ?
ตรวจสอบความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานด้วยตนเอง -
ด้วยเครื่องมือผู้ช่วยออนไลน์ของ AFIC
โดยไม่มีค่าใช้จ่าย, รวดเร็ว และง่ายต่อการใช้, และอาจเป็นก้าวแรกของคุณ
(และสมาชิกในครอบครัว) สู่การมีสุขภาพที่ดีในอนาคตอีกด้วย!
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อสำนักงานAFIC
ได้ที่
info@afic.org.
ความจริงเกี่ยวกับโรคเบาหวาน
อะไรคือโรคเบาหวาน?
โรคเบาหวานคือการที่ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติ,
ในสภาพร่างกายที่สมบูรณ์นั้น
ตับอ่อนจะผลิตฮอร์โมนที่เรียกว่าอินซูลินซึ่งมีหน้าที่ในการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงานสำหรับร่างกาย,
ในกรณีที่เกิดโรคเบาหวาน
กระบวนการเหล่านี้จะมีความผิดปกติอันเนื่องจากสาเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
ตับอ่อนไม่ผลิตอินซูลิน (เบาหวานประเภท 1)
หรืออินซูลินไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์เพราะปริมาณที่ถูกผลิตขึ้นมานั้นไม่เพียงพอต่อความต้องการ
หรือการที่เซลล์ร่างกายต่อต้านการทำงานของอินซูลิน(เบาหวานประเภท 2)
ซึ่งจริงๆ แล้วโรคเบาหวานประเภท 2 เป็นชนิดที่เป็นกันมากที่สุด
ซึ่งคิดเป็นจำนวนถึง 90%
ของจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งหมด
โรคเบาหวานยังเป็นสาเหตุของการเพิ่มระดับไขมันในเลือด(คอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์)
โรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวานยังรวมถึงการเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด,
การหมุนเวียนของเลือดที่ไม่เพียงพอและทำให้เสี่ยงต่อการถูกตัดอวัยวะ,
ลดการมองเห็นและเกิดอาการไตวาย
อะไรคือปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน?
คุณมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นต่อการเป็นโรคเบาหวาน หาก
-
คุณมีครอบครัวที่มีประวัติป่วยด้วยโรคเบาหวานประเภท 2
-
คุณมีพัฒนาการของโรคเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ (เบาหวานจากการตั้งครรภ์)
-
คุณมีภาวะน้ำหนักเกิน
-
คุณออกกำลังกายน้อยมากและปกติเป็นคนไม่กระฉับกระเฉง
-
คุณเป็นผู้สูงวัย (1 ใน 5 ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีเป็นเบาหวานประเภท
2)
อะไรบ้างคือสัญญาณของโรคเบาหวาน?
โดยปกติแล้วโรคเบาหวานประเภท 2
จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆและคนส่วนมากมักไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้จนกระทั่งเกิดอาการของโรคแทรกซ้อนต่างๆ
ลักษณะอาการของโรคเบาหวานประเภท 2 ส่วนมากที่รู้กัน คือ
อาการกระหายน้ำอย่างมาก, ปัสสาวะบ่อย, หิวบ่อย,
น้ำหนักตัวลดลงโดยที่ไม่ได้ต้องการ, ไม่มีเรี่ยวแรง, เห็นภาพไม่ชัด,
บาดแผลหรือรอยถลอกต่างๆ หายช้าลง,
เกิดอาการชาหรือหมดความรู้สึกตามมือหรือเท้า,
มีการติดเชื้อเรื้อรังตามบริเวณผิวหนัง, เหงือก, ช่องคลอด หรือ
ทางเดินปัสสาวะ
เราสามารถลดความเสี่ยงพัฒนาการเกิดโรคเบาหวานของเราได้อย่างไร?
ลดน้ำหนักส่วนเกิน
มากกว่า 8 ใน 10 ของผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2
มักมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน การลดน้ำหนักตัวที่เกินลงประมาณ 7-10%
ของน้ำหนักปัจจุบันสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานประเภท 2
ได้ครึ่งหนึ่ง
คู่มือป้องกันโรคเบาหวาน
ของสหพันธ์เบาหวานโลกระบุไว้ว่าการมีไขมันบริเวณรอบเอว (ท้องน้อย)
อยู่เป็นจำนวนมากนั้น อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน
ตรวจสอบความเสี่ยงของคุณโดยการวัดขนาดรอบเอวด้วยการใช้สายวัด
วางสายวัดให้อยู่กึ่งกลางระหว่างขอบล่างของกระดูกซี่โครงซี่ล่างสุดและกระดูกสะโพกส่วนบน
เส้นรอบเอวของผู้ชายควรมีขนาดน้อยกว่า 90 ซม. หรือของผู้หญิงควรน้อยกว่า 80
ซม. จึงจะถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานต่ำ
. (IDF Consensus Worldwide Definition of the Metabolic Syndrome, 2005.
www.idf.org)
ลุกจากที่นอน แล้วเคลื่อนไหวบ้าง!
การเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอสามารถลดโอกาสการเกิดโรคเบาหวานประเภท 2
ได้ครึ่งหนึ่งทีเดียว
นั่นเป็นเพราะว่าการให้กล้ามเนื้อได้เคลื่อนไหวจะช่วยเพิ่มความสามารถของกล้ามเนื้อในการดูดซึมกลูโคสและใช้อินซูลิน
เลือกลักษณะการออกกำลังกายที่ผสมผสานกันระหว่างการออกกำลังกายแบบแอโรบิค,
การฝึกความแข็ง แรงของกล้ามเนื้อ,
และการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ
1)
การออกกำลังกายแบบแอโรบิค - แนะนำให้ทำอย่างน้อย 5
ครั้งต่ออาทิตย์ ประมาณ 30 นาทีต่อวัน หากคุณต้องการลดน้ำหนัก
ให้เพิ่มระยะเวลาการออกกำลังซึ่งเป็นประโยชน์กับร่างกายของคุณด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม AFIC
แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มระดับและระยะเวลาการออกกำลังกาย
2)
การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ-การสร้างกล้ามเนื้อหมายถึงการที่ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าและปรับปรุงความสามารถของร่างกายเองเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด
การยกน้ำหนักเป็นตัวอย่างการออกกำลังกายเพื่อฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
3)การออกกำลังเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ
เช่น
การยืดเหยียดช่วยให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากการได้รับบาดเจ็บระหว่างการออกกำลัง
การเพิ่มกิจกรรมทางด้านร่างกายไม่ได้หมายถึงการต้องเข้าสถานที่ออกกำลังกายหรือสโมสรกีฬา
การเปลี่ยนแปลงลักษณะการดำเนินชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความแตกต่างได้
ทำไมไม่เดินไปทำงานหรือร้านค้าล่ะ?
หรือไม่ก็ทำสวน?
หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของเด็กๆ
หรือลูกหลานของคุณที่ต้องใช้ความคล่องแคล่วว่องไวของร่างกาย หรือ
ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟท์หรือบันไดเลื่อน หรือเดินขึ้นลงบันไดเลื่อนบ้างก็ได้?
อ้างอิง
1. WHO
Consultation Report. Definition, diagnosis and classification of
diabetes mellitus and its complications (1999)
2. International Diabetes Foundation: Diabetes Atlas Executive Summary
2nd Ed. 2003
3. American Diabetes Association, 'Standards of Medical Care for
Patients with Diabetes Mellitus', Diabetes Care, January 2003
4. WHO: The Asia-Pacific Perspective on Obesity 2001
5. Hu, van Dam, & Liu, 'Diet and risk of type II diabetes: the role of
types of fat and carbohydrate', Diabetologia 44:805-817, 2001
6. Cefalu & Hu, 'Role of Chromium in Human Health and in Diabetes',
Diabetes Care 27:11, Nov 2004 pp 2741-51
7. Schultze, Willet, Stampfer, Hu, et al, 'Sugar-Sweetened Beverages,
Weight Gain, and Incidence of Type 2 Diabetes in Young and Middle-aged
Women', JAMA 2004;292:927-934r |