วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปีเป็นวันเบาหวานโลก
และสำหรับหัวข้อการรณรงค์ในปีนึ้คือ
“การรณรงค์เพื่อต่อสูกับโรคอ้วน
และการป้องกันโรคเบาหวาน”
ซึ่งท่านสามารถอ่านบทความสรุปความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญซึ่งเน้นในเรื่องความสำคัญของการป้องกันและหยุดยั้งอัตราการเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยทั่วโลกที่มีน้ำหนักตัวมากเกินไปและเป็นผู้ป่วยโรคอ้วนได้อย่างไร
โรคเบาหวาน โดยเฉพาะโรคเบาหวานประเภท
2
กำลังเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก อย่างน้อยคนจำนวน
177
ล้านคนทั่วโลกถูกคิดว่าจะเป็นโรคเบาหวานไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง
และจำนวนดังกล่าวนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวในปี
2030
ข้อมูลนี้เป็นเรื่องจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย
จำนวนผู้เป็นโรคเบาหวานในอินเดีย จีน อินโดนีเชีย ญี่ปุ่น และปากีสถาน
มีสูงที่สุดในโลก
การที่
อัตราการเพิ่มจำนวนผู้ป่วยได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นสอดคล้องกับอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ที่มีน้ำหนักเกินและผู้ที่เป็นโรคอ้วน
จึงมีการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นโรค
‘Diabesity’
ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลก
คำถามที่สำคัญก็คือ
เราจะทำอะไรได้บ้างไหม เพื่อที่จะทำให้แนวโน้มดังกล่าวนี้ช้าลงหรือต่ำลง
คำตอบจากผู้เชียวชาญก็คือ การเห็นพ้องกันว่า
“ได้!”
มีหลักฐานที่เด่นชัดมากว่า การเปลี่ยนการกำหนดอาหารและวีถีการดำเนินชีวิต
สามารถ มีผลอย่างมหาศาลต่อประชากรทั้งหมดและแต่ละบุคคล
ในการป้องกันการเป็นโรคหรือการถ่วงเวลาการลุกลามของโรคเบาหวานประเภท
2
ให้ช้าลง การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ต้องถึงกับเปลี่ยนแปลงอย่างทันทีทันใดหรือทำให้เกิดความยุ่งยาก
แต่จะต้องใช้ความพยายามในการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน
โปรดอ่านต่อไป เพื่อจะได้ทราบว่าเราจะสามารถป้องกัน
และจำกัดความซับซ้อนของปัญหาสุขภาพของโรคเบาหวานประเภท
2
ได้อย่างไร
โรคเบาหวานประเภท
2
คืออะไร
โรคเบาหวานประเภท
2
ซึ่งมีอยู่ถึง
90%
ของกรณีโรคเบาหวานทั้งหมด ก็คือลักษณะของการมีกลูโคสในเลือดสูง
กลูโคสเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ
ซึ่งร่างกายใช้เป็นเชื้อเพลิงในการทำงานทุกอย่างของร่างกาย
ตั้งแต่การหายใจและการกระพริบตา จนถึงการออกกำลังกายและการทำให้ ร่างกายอบอุ่น
ร่างกายคนเราผลิตอินซูลินขึ้นมาเพื่อควบคุมจำนวนกลูโคสที่ไหลเวียนอยู่ในโลหิต
โดยควบคุมการดูดซึมกลูโคสเข้าไปในเซลล์ของร่างกาย
ในโรคเบาหวานประเภท
2
เซลล์ของร่างกายไม่ค่อยจะมีความอ่อนไหวต่ออินซูลิน
ดังนั้นร่างกายจึงต้องสร้างอินซูลินขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
เพื่อที่จะให้เซลล์ของร่างกายทำปฏิกิริยาดูดซึมอินซูลินได้ตามที่ต้องการ
การที่มีการหมุนเวียนของกลูโคสในกระแสโลหิต
และการที่ร่างกายผลิตอินซูลินเป็นจำนวนมาก ๆ จะทำให้ร่างกายทำงานหนักเกินไป
หากไม่มีการปฏิบัติดูแลร่างกาย
เพื่อจำกัดความตึงเครียดดังกล่าว
ความยุ่งยากที่ร้ายแรงทั้งหลายแหล่ก็สามารถที่จะเกิดขึ้นได้
เช่นสูญเสียความสามารถในการมองเห็น ไตถูกทำลายและการเกิดแผล
การมีกลูโคสและอินซูลินสูงผิดปกติในเลือด
ก็จะมีผลในการเกิดความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
และโรคเส้นโลหิตในสมองแตก
เป็นที่ชัดเจนว่า
การจัดการต่อร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสำคัญสูงมาก และควรที่จะต้องรีบทำ
เพื่อป้องกันการโรคเบาหวานประเภท
2 หรือแม้สำหรับผู้ที่เป็นอยู่แล้วก็ตาม
อะไรเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานประเภท
2 ?
โรคเบาหวานประเภท
2
เป็นเรื่องธรรมดาในบางครอบครัว แต่ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้
อย่างไรก็ดี
แม้ว่าผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน
จะมีความไวต่อการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น
การดำเนินการแก้ไขปัจจัยเสี่ยงอื่นๆอย่างรวดเร็ว อาจป้องกันการจู่โจมของโรคได้
การมีน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด และ
ความเสี่ยงนี้จะเพิ่มขึ้น ตามเวลาที่ผ่านไป
ความไวต่อโรคก็จะเพิ่มขึ้นพร้อมกับวัยที่สูงขึ้น
ดังนั้นความพยายามในการดูแลร่างกายตลอดชีวิต
เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำ
โรคเบาหวานประเภท
2
มีความเกี่ยวพันอย่างเหนียวแน่นกับการมีวิถีชีวิตที่เชื่องช้า ไม่กระตือรือร้น
ตัวอย่างเช่น มีการศึกษาวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งจัดพิมพ์ไว้ใน
Journal of the American Medical Association
ได้พบการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่าง
จำนวนชั่วโมงในการดูโทรทัศน์และการเกิดโรคเบาหวานประเภท
2
ในสตรีวัยกลางคน
ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่า
Metabolic Make-up
ซึ่งได้วิวัฒนาขึ้นมาช่วยให้มนุษย์มีชีวิตอยู่รอด
สามารถผ่านหลายช่วงเวลาของความอดอยากในอดีตมาได้
ในโลกสมัยใหม่ที่อาหารอุดมสมบูรณ์
metabolic make-up
นี้
อาจจะทำงานต่อต้านคนรุ่นปัจจุบันที่มีอายุยืนกว่า
และแทบจะไม่มีโอกาสที่จะประสบกับความหิวโหย
สมมติฐานที่รู้จักในชื่อว่าทฤษฎี
“thrifty gene” ก็คือ
การต่อต้านอินซูลินจะมีประโยชน์ เมื่อร่างกายได้รับ อาหารไม่แน่นอน
เพราะจะส่งเสริมการสะสมไขมัน แต่อย่างไรก็ตาม
การที่ปัจจุบันนี้ไม่มีภาวะทุพพิกภัย
ไขมันสะสมก็ไม่เคยถูกเอามาใช้จนหมด และการที่เรามีอายุยืนยาวกว่าบรรพบุรุษของเรา
ผลที่สะสมเอาไว้เป็นเวลานานของทั้งการต่อต้านอินซูลิน และการสะสมของไขมันในตัว
ก็จะแปลงรูปจากการเป็นประโยชน์ของสุขภาพไปเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ
สิ่งนี้เกิดขึ้นมากโดยเฉพาะกับคนเอเชีย
ซึ่งขณะนี้กำลังประสบกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความไม่มั่นคงของอาหารไปเป็นการมีอาหารมากมาย
ที่จะหาซื้อได้ทันที ราคาถูก และเป็นอาหารที่มีพลังงานสูง
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็เชื่อเช่นกันว่า
แนวโน้มสำคัญที่คนในชาติเอเชียจะเป็นโรคเบาหวานประเภท
2
ก็จะเกี่ยวข้องกับแนวโน้มของคนเอเชียเองที่มักจะสะสมไขมันส่วนเกินในบริเวณท้องน้อยถ้าจะว่ากันตามน้ำหนักแล้ว
ไขมันที่สะสมอยู่บริเวณท้องจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานประเภท
2
มากกว่าไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เช่นบริเวณก้น และต้นแขนต้นขา
มากมายนัก
การกำหนดอาหารควบคุมพิเศษช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้หรือไม่?
ได้มีการทำการศึกษาวิจัยมากมายในเรื่องนี้ และเห็นพ้องต้องกันว่า
ไม่ว่าจะทำอาหารควบคุมขึ้นมาอย่างไรก็ตาม การรับประทานพลังงาน(แคลอรี่)
แค่พอเพียง เพื่อรักษาน้ำหนักตัวอย่างมีสุขภาพ
ก็คือกลยุทธ์การกินที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการป้องกันโรคเบาหวานประเภท
2
ในปี ค.ศ.
2001
ได้มีการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ พบว่าความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวานประเภท
2
ในกลุ่มที่ลดน้ำหนักโดยการรับประทานอาหารควบคุมและการออกกำลังกายด้วย
มีน้อยกว่ากลุ่มเปรียบเทียบที่ไม่ได้จัดระบบให้ถึงร้อยละ
58
องค์การอนามัยโลก
(WHO)
ได้สรุปว่ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ บ่งบอกถึงอาหารที่มีเส้นใยสูง
ว่าจะช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้ดีมาก
นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่แนะนำให้บริโภคอาหารที่มีธัญพืชทั้งเมล็ดมาก
ๆรวมทั้งผักและ
ผลไม้ด้วย
เกี่ยวกับเรื่องนี้คือ อาหารที่มีระดับความหวานหรือกลัยซีมิค
(glycaemic)
น้อย จะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับกลูโคสในเลือด
อย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าจะมีบทบาทในทางป้องกัน
แต่ความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในระยะยาวยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างเต็มที่
แต่ควรเพิ่มความสำคัญกับการแนะนำให้ใช้อาหารเส้นใยสูงทดแทนคาร์โบไฮเดรตที่ถูกทำให้บริสุทธิ์
(เพราะว่าอาหารที่มีเส้นใยสูงมักจะลดกลัยซีมิคที่มีอยู่ในอาหารหรือของรับประทานเล่น
ๆ)
การวิจัยแสดงไว้ด้วยว่าการที่ทารกดื่มนมแม่อย่างเดียวในระยะเริ่มแรกของชีวิต
จะลดโอกาสของการเกิดโรคเบาหวานประเภท
2 (และอันที่จริงประเภท
1
ด้วย)
แต่เรื่องนี้จะต้องศึกษาเพิ่มอีก
เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างเต็มที่ว่าเป็นไปได้อย่างไร
ข่าวงานวิจัยล่าสุดเรื่องอาหารและโรคเบาหวาน
?
มีผลของการศึกษาที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ บางประการ
ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาหารซึ่งมีสารอาหารรอง
(micronutrients) อาจช่วยป้องกันอาการเบาหวานได้บ้าง
แต่ก็ยังจะต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มขึ้นอีกมาก
ก่อนที่จะแนะนำให้ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือ
ผู้ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน พิจารณาเปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหาร
การวิจัยถึงบทบาทในการช่วยป้องกันของแมกนีเซียม
(พบในพืชประเภทถั่วฝักอ่อน,
เมล็ดผลไม้เปลือกแข็ง,
เมล็ดพืชและผักใบเขียว);
โครเมี่ยม
(ซึ่งพบในตับ
เชื้อยีสต์ที่ใช้ทำเบียร์,
ธัญพืชทั้งเมล็ด,
เมล็ดผลไม้เปลือกแข็งและเนยแข็ง)
;และวิตามินอี
(ซึ่งพบในอาหารหลายอย่างแต่ที่มีมาก
ๆ
ได้แก่เนยเทียมหรือมาการีน
ที่เติมสารอาหาร,
น้ำมันพืช,ถั่วเหลือง
และเมล็ดผลไม้เปลือกแข็งบางชนิด)
ก็ยังดำเนินการอยู่
การศึกษาในสหรัฐอเมริกาเมื่อเร็ว ๆ นี้ รายงานว่า
คนที่ดื่มกาแฟและเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่มีคาเฟอีน จะเกิดโรคเบาหวานประเภท
2
ได้น้อยกว่าผู้ที่ดื่มนิดหน่อยหรือไม่ดื่มเลย
แต่อย่างไรก็ดี
ผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าวก็เตือนว่าคุณไม่ควรเพิ่มการดื่มกาแฟ
เพื่อป้องกันโรคเบาหวานประเภท
2
จนว่าการศึกษาวิจัยต่อจะสำเร็จและมีการวิเคราะห์เรียบร้อยแล้ว
แล้วพวกเด็กกับคนหนุ่มสาวล่ะ
?
โรคเบาหวานประเภท
2
เคยเป็นโรคที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ดังนั้นบางครั้งมันจึงถูกเรียกว่า
“โรคเบาหวานที่จู่โจมผู้ใหญ่”
อย่างไรก็ตาม ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กรณีโรคเบาหวานประเภท
2
ในหมู่คนที่อายุน้อยกว่าก็ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว การเกิดโรคเบาหวานประเภท
2
ในเด็กเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะยิ่งมันจู่โจมเร็วเท่าไร
การเกิดความผิดปกติของอินซูลินและกลูโคส
รวมถึงการกระจุกตัวของไขมันในเลือดก็จะยิ่งเร็วขึ้นเท่านั้น
และการสะสมความเสียหายที่เกิดกับร่างกาย เช่น ความเสื่อมของตา ไต หัวใจ และอื่น ๆ
ก็จะยิ่งมากขึ้นด้วย
กรณีโรคเบาหวานประเภท
2
ในเด็กและวัยรุ่น
ก็เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนและวิถีชีวิตที่เฉื่อยชา ไม่ค่อยกระตือรือร้น
การรักษาทางการแพทย์ในกรณีเหล่านี้
ก็มักจะสนับสนุนให้พยายามควบคุมเรื่องน้ำหนักตัวให้ดีขึ้น
และการเพิ่มระดับกิจกรรมทางกายภาพประจำวันให้มากขึ้น
ความสำคัญสูงสุดในสิ่งที่ต้องทำ หากคุณต้องการเลี่ยงการที่จะเป็นหนึ่งในสถิติโรค
“diabesity”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่สงสัยว่าตนอาจกำลังเสี่ยงอยู่ จะต้องออกกำลังมากขึ้น
และต้องพยายามลดน้ำหนัก
ฉันควรทำอะไรต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคเบาหวานประเภท
2
การเพิ่มระดับกิจกรรมทางกายภาพ จะทำให้ระดับการต้านอินซูลินที่มีอยู่ลดลง
และยังจะไปช่วยลดการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องด้วย
นักวิจัยพบว่าระดับกิจกรรมทางกายภาพที่เพิ่มขึ้น
ถึงแม้ว่าจะไม่มีการลดน้ำหนักตัวก็ตาม
จะยังคงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานประเภท
2ได้
ระดับกิจกรรมทางกายภาพที่ดีที่สุดที่ควรจะทำ
ก็คือ
การเดินอย่างเร็ว การว่ายน้ำปานกลาง หรือการออกกำลังกายประเภทอื่นที่คล้ายคลึงกัน
อย่างน้อยวันละ
30
นาที
สำหรับผู้ที่น้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักตัวโดยวิธีใด ๆก็ตาม
จะสามารถช่วยการป้องกันโรคเบาหวานได้ และ
จะต้องพยายามทำให้เป็นเป้าหมายตลอดชีวิต
และดังนั้นการค่อย ๆ ลดน้ำหนัก ซึ่งสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง
น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสม
การปรับเปลี่ยนอาหารโดยให้รวมอาหารเส้นใยมากขึ้นจาก
ธัญพืชทั้งเมล็ด,
พืชตระกูลถั่ว,
เมล็ดถั่ว,
ผักและ
ผลไม้ จะได้ประโยชน์เป็นสองต่อ
เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยมากมาย
ซึ่งได้รับการรับรองโดยองค์การอนามัยโลก
(WHO)
ได้แสดงให้เห็นว่า อาหารที่มีเส้นใยสูง
จะไม่เพียงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานประเภท
2
เท่านั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพสูงมากในการเป็นอาหารลดน้ำหนักด้วย
การทดสอบเพื่อตรวจหาโรคเบาหวานประเภท
2
นั้น ง่ายมาก และดังนั้นการตรวจสอบตนเองเป็นประจำ
ควรเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การดูแลสุขภาพส่วนตัวของท่าน
แพทย์รายงานว่ามีหลายคนที่ร่างกายต่อต้านอินซูลิน หรือเป็นโรคเบาหวานประเภท
2
ไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ บางครั้งเป็นเวลาหลายปี ทืเดียว
ในช่วงเวลานั้นระดับกลูโคสและอินซูลินในเลือดที่ไม่ได้มีการควบคุมก็จะมีผลเป็นอันตรายต่ออวัยวะและประสาทภายในร่างกาย
แล้วหากฉันเป็นโรคเบาหวานประเภท
2
แล้วล่ะ
?
คำแนะนำสำหรับการป้องกันก็มีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว
เช่นการเพิ่มการออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง
ล้วนจะช่วยลดผลกระทบของการมีระดับกลูโคสในเลือดสูง นอกจากนั้น
คำแนะนำเกี่ยวกับอาหารควบคุมพร้อมรายละเอียดที่มากพอ
พร้อมทั้งการได้รับการตรวจจากแพทย์เป็นประจำ ก็เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด
ในการที่จะช่วยให้เราตรวจติดตามอาการและปรับปรุงการจัดการของสภาวะภูมิชีวิตของเราให้ดีขึ้นสำหรับการใช้ยารักษาก็ยังจำเป็น
นอกเหนือไป จากการปรับเปลี่ยนอาหารและวิถีการดำเนินชีวิตเหล่านี้