October 1, 2004
เรียน
นักเขียน/ บรรณาธิการ เรื่องอาหารและสุขภาพ
แหล่งข้อมูล ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย
อีเมล์
info@afic.org,
website
www.afic.org
ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกจะมารวมตัวกันที่เบลเยี่ยมในวันที่ 8 และ 9 ตุลาคม 2547 นี้
เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมอง
และข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของโปรตีนถั่วเหลืองที่มีต่อสุขภาพรวมไปจนถึงข้อคิดแนวทางใหม่ๆ
ที่จะทำให้ผู้บริโภคยอมรับถั่วเหลืองในมื้ออาหารประจำวันมากขึ้น
ถั่วเหลืองเป็นหนึ่งในพืชอาหารที่มีงานวิจัยกันมากที่สุด ที่เรียกได้ว่าเป็น
”functional foods”
ซึ่งหมายถึงอาหารที่ให้ประโยชน์ไม่เพียงเฉพาะสารอาหารที่จำเป็น เท่านั้น
แต่ยังอาจให้สิ่งอื่นๆที่เป็นประโยชน์อย่างโดดเด่นมากต่อร่างกายอีกด้วย
นักวิจัยได้ค้นพบมาหลายปีแล้วว่าชาวเอเชียที่บริโภค
อาหารที่ทำจากถั่วเหลืองเป็นประจำ
ไม่ค่อยมีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
และมะเร็งบางประเภท
ปัจจุบันนี้เรามีหลักฐานอย่างหนักแน่นว่าถั่วเหลืองไม่ได้เป็นเพียงแหล่งอาหารที่มีคุณภาพสูงเท่านั้น
แต่ยังมีบทบาทที่มีประสิทธิภาพสูงมาก
ต่อชาวโลก
ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของโรคหัวใจและมะเร็งเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คนสามารถควบคุมน้ำหนักตัวเพื่อให้มีสุขภาพดีได้ด้วย
ผลได้ในด้านสุขภาพเหล่านี้
ประกอบกับอาหารที่ทำจากถั่วเหลืองมีหลากหลายรสชาติอร่อย
และมีประวัติการบริโภคกันอย่างกว้างขวางในเอเชียมานานมาก
นั่นหมายความว่า
การที่จะจูงใจให้คนรับประทานอาหารจากถั่วเหลืองบ้างในชีวิตประจำวันน่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น
ชาวเอเชียมีประสบการณ์ และความเข้าใจเกี่ยวกับถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองมากมาย ที่ประชากรในส่วนอื่นๆของโลกอาจจะนำไปใช้ในการส่งเสริมสุขภาพให้ได้ประโยชน์สูงสุดได้
ถั่วเหลือง
:
โภชนาการคุณภาพสูง
ถั่วเหลืองมีปริมาณไขมันสูง
สูงกว่าพืชผักชนิดอื่นมากแต่ไขมันในถั่วเหลืองส่วนใหญ่แล้วเป็นไขมันไม่อิ่มตัวทั้งประเภทเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อนและไขมันเหล่านี้รู้กันดีว่าเป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ส่วนไขมันอิ่มตัว
ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพ แทบจะไม่มีเลย ที่สำคัญถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง
(ร้อยละ
35 - 38)
ซึ่งไม่เหมือนโปรตีนจากผักอื่นๆ
โปรตีนจากถั่วเหลืองประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนที่มนุษย์ต้องการเพื่อไปสร้างโปรตีนในร่างกายและโปรตีนจากถั่วเหลืองยังเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย
ถั่วเหลืองเป็นแหล่งที่ดีมากของธาตุเหล็ก นี่คือข่าวดีของชาวเอเชียประมาณร้อยละ 40
ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคโลหิตจาง และอาการขาดธาตุเหล็กอื่นๆ
นอกจากนี้,
ถั่วเหลืองยังเป็นแหล่งของ ไอโซฟลาโวน ที่พิเศษมากๆ
เชื่อกันว่าสาร ไอโซฟลาโวนนี้ช่วยเสริมสร้างสุขภาพอย่างมากมาย
เนื่องจากมีสารต้านทานอนุมูลอิสระ และคุณสมบัติที่คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน
จากการศึกษาพบว่าการรับประทานอาหารจากถั่วเหลืองที่มีทั้งโปรตีนถั่วเหลืองและสารไอโซฟลาโวน
จะมีผลช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด
และป้องกันโรคหัวใจได้ดีกว่าการบริโภคโปรตีนถั่วเหลืองเดี่ยวๆหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไอโซฟลาโวน
หรือ อาหารที่
มีสารโปรตีนถั่วเหลืองเข้มข้นแต่ไม่มีสารอื่นๆ ที่อาจมีประโยชน์รวมทั้งไอโซฟลาโวนอยู่เลย
ถ้าสงสัย ให้ตรวจดูที่ฉลากว่าประกอบด้วยถั่วเหลืองโปรตีนถั่วเหลือง
หรือแป้งถั่วเหลือง
สารประกอบอื่นในถั่วเหลืองที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ซาโปนิน เส้นใยอาหาร
เชื่อกันว่ามีผลในการลดโคเลสเตอรอลในเลือด
นักวิจัยปัจจุบันนี้ได้หันความสนใจมาในเรื่องบทบาทของโปรตีนถั่วเหลืองเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนักมากขึ้น
อาจเป็นเพราะคุณสมบัติที่มีไขมันต่ำและโปรตีนสูง
ซึ่งถือว่าเป็นการผสมผสานคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมมากที่ทำให้รู้สึกอิ่มอย่างพึงพอใจเมื่อรับประทาน
ไม่ว่าจะรับประทานอาหารทำจากถั่วเหลือง หรือจะเป็นรูปอาหารทดแทนมื้อปกติได้เช่น
โปรตีนชงดื่ม หรือเป็นโปรตีนแท่ง
ประโยชน์ของถั่วเหลืองต่อสุขภาพเป็นที่ทราบกันดี
เมื่อปีพ.ศ.2542 องค์การอาหารและยาแห่งอเมริกา
ได้อนุมัติให้สามารถระบุสรรพคุณว่าสามารถลดความเสื่อมต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
ไว้ที่บรรจุภัณฑ์อาหารได้ ถ้าอาหารนั้นมีองค์ประกอบของโปรตีนถั่วเหลืองอย่างน้อย
6.25 กรัม ต่อการรับประทาน 1 ครั้ง องค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา,
Joint Health Claims Initiative
ประเทศอังกฤษ,
ระบบ
Foshu
ประเทศญี่ปุ่น และ องค์กรกำกับอาหารเพื่อสุขภาพ
ประเทศจีนต่างก็ให้การสนับสนุนคำกล่าวอ้างถึงการบริโภคโปรตีนถั่วเหลือง 25 กรัม
(หรือ
6.25 กรัม x
4 เสริฟ)
ต่อวัน
อาจช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ สมาคมหัวใจแห่งอเมริกา
(American Heart Association - AHA)
ก็ได้กล่าวถึงการบริโภคโปรตีนถั่วเหลือง 25 ถึง 50 กรัมทุกวัน
นั้นเป็นสิ่งที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการลดโคเลสเตอรอลตัวร้าย หรือ LDL
มากถึงร้อย 4 -
8 ยิ่งไปกว่านั้น
ประโยชน์ของถั่วเหลืองจะเห็นเด่นชัดยิ่งขึ้นกับคนที่มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง
นอกจากถั่วเหลืองจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจโดยไปลดโคเลสเตอรอลโดยรวมและ
LDL
แล้ว ยังไปช่วยลดระดับโฮโมซิสตีนในเลือด
(ถ้าโฮโมซิสตินสูงจะมีผลต่อความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ),
ลดความดันโลหิต,
ควบคุมระดับกลูโคสในเลือด และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดหัวใจ
ให้ถั่วเหลืองเป็นส่วนหนึ่งของอาหารประจำวันคุณเถอะ
เต้าหู้,
มิโซ
และนมถั่วเหลือง เป็นอาหารที่คนรู้จักกันดีเกือบทั่วทวีปเอเชีย
เทคโนโลยีทันสมัยได้ก่อเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นมามากมายหลายชนิด เช่น
,
เต้าหู้รสต่างๆ,
นมถั่วเหลืองเติมสารอาหารและโยเกิร์ตถั่วเหลือง
มีหลายวิธีที่จะทำให้แน่ใจได้ว่า
ในเมนูอาหารแต่ละวันของเรามีถั่วเหลืองประกอบอยู่สัก 25 กรัม
ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของอาหารที่ทำได้ง่ายๆไม่ต้องใช้เวลามาก
:
นมถั่วเหลือง
4 ถ้วยต่อวัน;
ผัดฟองเต้าหู้
(fucok);
ผัดเต้าหู้กับหมู,
ปลา
และ หรือ ผัก;
แกงจืดถั่วงอกหัวโต หรืออาจนำไปผัดหรือผสมในสลัด;
มิโซซุป
รวมถึงซอสแบบต่างๆ นอกจากนี้ยังอาจใช้ถั่วเหลืองเป็นเม็ด
โดยนำไปต้ม ย่างหรือนำไปตุ๋น
แป้งถั่วเหลืองก็สามารถใช้ได้ เช่นนำไปผสมทำเค้ก หรือขนมปัง
แป้งถั่วเหลืองยังคงนำไปชงดื่มแท การดื่มนมได้
สำหรับคนที่ไม่มีน้ำย่อยนม
|
ตัวอย่าง-อาหารจากถั่วเหลืองแบะปริมาณโปรตีน |
|
อาหารจากถั่วเหลือง |
ปริมาณโปรตีน(กรัม) |
|
แผ่นฟองเต้าหู้ 2 ชิ้น 25 กรัม
|
11 |
|
เต้าหู้แผ่น ,
ดิบ 1 ชิ้น 110 กรัม
|
12 |
|
ถั่วเหลืองหมักครึ่งถ้วย 83 กรัม
|
13 |
|
แป้งถั่วเหลือง ,
ไขมันเต็มครึ่งถ้วย 42 กรัม |
15 |
|
แป้งถั่วเหลือง ,
สกัดไขมันครึ่งถ้วย 50 กรัม |
24 |
|
มิโซ
ครึ่งถ้วย
138 กรัม |
18 |
|
ถั่วเหลืองต้มสุก ครึ่งถ้วย 86 กรัม |
13 |
|
นมถั่วเหลือง ,
ไม่หวาน
1 ถ้วย 240 กรัม |
7 |
|
ถั่วงอกหัวโต 1 กรัม 70 กรัม
|
9 |
*
ปริมาณโปรตีนตามตารางข้างบน สามารถตรวจสอบกับ USDA National Nutrient Database,
Malaysian Nutrition Composition Database, and the Concise ASEAN Food Composition
Tables.
ถั่วเหลืองในอาหารประจำวัน :
อนาคต อันรุ่งโรจน์
ตามรายงานความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญจาก WHO/FAO ปีพ.ศ. 2546
ระบุว่ากรณีการเกิดโรคเรื้อรัง อย่างเช่น โรคอ้วน เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ
และโรคมะเร็ง คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าร้อยละ 57 ในอีก 20 ปีข้างหน้า
ค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ และสังคมที่ต้องมีขึ้นในเอเชียจะมีมูลค่ามหาศาล
การที่เราสามารถนำเอาโปรตีนจากถั่วเหลือง และสารประกอบที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งได้รับการพิสูจน์ในด้านประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นอย่างดีแล้ว
มาแนะนำให้ประชาชนบริโภคในชีวิตประจำ พร้อมกับการรับประทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู่
อย่างมีสมดุล จะมีผลช่วยลดการเกิดโรคต่างๆเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ