อายุขัยเฉลี่ยของชาวเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในหลายประเทศของทวีปเอเชียและกำลังเข้าใกล้อายุขัยเฉลี่ยของภูมิภาคอื่นๆ
ในโลกนี้ที่มีความกินดีอยู่ดี เช่น ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป
และออสเตรเลีย อย่างไรก็ตาม
ยกเว้นประเทศญี่ปุ่นที่มีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวกว่ามากที่สุดในโลก
ประชาชนชาวเอเชียเริ่มอายุยืนมากขึ้น
เป้าหมายที่สำคัญมากที่สุด ได้แก่
การปรับปรุงคุณภาพชีวิตของช่วงอายุที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
ในปี
2547 สภาอนามัยโลก (the World Health
Assembly)
หน่วยงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจสูงสุดขององค์กรอนามัยโลก (the
World Health Organisation)
ได้นำกลยุทธ์ระดับนานาชาติมาใช้ต่อสู้กับผลกระทบที่เกิดจากการใช้ชีวิตที่ไม่มีความกินดีอยู่ดีที่เพิ่มสูงขึ้น
รวมทั้ง ภาวะโภชนาการที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตและอายุขัย
โดยจัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นแนวทางกลยุทธ์เชิงหลักฐานให้กับสหประชาชาติ
และหน่วยงานสุขภาพ นักวิจัย และแพทย์
เพื่อเป็นวิธีการแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรคต่างๆ
เป็นต้นว่า โรคหัวใจ,
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 , โรคมะเร็ง,
ภาวะมีน้ำหนักตัวมากเกิน,
โรคอ้วน และสุขภาพของฟัน ที่มีต่อสุขภาพ,
ความเป็นอยู่และสภาพทางเศรษฐกิจ
กลยุทธ์นี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกว่าต้องใช้ความพยายามอย่างสูงและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
แต่ทว่า
กลยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่และผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลายนั้นมีความหมายต่อมนุษย์
ทั้งชาย หญิงและเด็ก ที่เดินอยู่ทั่วไปตามท้องถนนอย่างไร?
ผู้คนแต่ละคนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาสุขภาพที่ดีของตนได้อย่างไร?
วารสารข่าว Food Facts Asia
ฉบับที่ 29
มีข้อมูลซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราจะสามารถใช้แนวความคิดและข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์เหล่านี้
เพื่อช่วยพัฒนาวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันและทางเลือกโภชนาการได้อย่างไร
สำหรับเนื้อหาในวารสารข่าว
Food Facts Asia ฉบับที่ 29
นี้ยังมีบทความเกี่ยวกับ
อะไรคือความเสี่ยงในการสื่อสารข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับอาหาร
และสื่อมวลชนผู้นำเสนอข่าวสารจะสามารถนำเสนอข่าวเกี่ยวกับอาหารที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
หรือมีอันตรายต่อสุขภาพอยู่แล้วจริงๆ ต่อผู้บริโภค
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และรับผิดชอบต่อข่าวที่ได้รายงานออกไปนั้นได้อย่างไร
นอกจากนี้วารสารข่าว
Food Facts Asia
ยังได้รวบรวมเรื่องราวของแคลเซียมในอาหาร,
ทำไมร่างกายของเราจึงต้องการแคลเซียม,
เราควรบริโภคในปริมาณเท่าไร
และจะทำอย่างไรจึงจะแน่ใจได้ว่าเราบริโภคแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียงและให้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพเรา
วัฒนธรรมการบริโภคแคลเซียมในทวีปเอเชียยังอยู่ในระดับที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ
และยังมีเหตุผลอื่นๆ
อีกหลายประการที่แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงและพัฒนาปริมาณการบริโภคแคลเซียมในทวีปเอเชีย
โดยเฉพาะเด็กๆ, สตรีมีครรภ์,
สตรีให้นมบุตร และผู้สูงอายุ
บทความที่ได้กล่าวมานี้รวมถึงข้อมูลด้านโภชนาการและความปลอดภัยของอาหารในภูมิภาคเอเชีย
สามารถเข้าอ่านได้ทั้งภาษาอังกฤษ จีน และไทย ที่เว็บไซด์
www.afic.org
หรืออีเมล์มาที่
info@afic.org