พ่อแม่
ลูกๆ
ดูจะชอบอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์เลย
จะทำอย่างไรดีที่จะให้พวกเข้าใจถึงคุณค่าทางโภชนาการ
นักโภชนาการส่วนใหญ่เห็นพ้องกันกับข้อคิดที่ว่า ไม่มี “อาหารดี”
และ “อาหารเลว”
วิธีการที่จะทำให้คนเราเข้าสู่ “การกินเพื่ออยู่ดี
“
ก็คือ การตระหนักและเข้าใจว่า อาหารทุกอย่างเป็นสิ่งที่ไม่ได้เลวร้าย
ถ้าเราบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ ยกตัวอย่างเช่น
บางครั้งลูกอาจอยากทานขนมพวกลูกกวาด หรืออาหารฟาสต์ฟูด (อาหารจานด่วน)
ก็ปล่อยตามใจเขาบ้าง แทนที่จะห้ามไม่ให้เขารับประทาน
คุณควรให้เขาเข้าใจว่าอาหารเหล่านั้น รับประทานได้เป็นบางโอกาสเท่านั้น
ไม่ใช่เป็นอาหารในชีวิตประจำวัน
ในขณะเดียวกันการจัดอาหารให้ลูกก็ควรทำอย่างมีแผน
จัดอาหารให้หลากหลายชนิด อาจจัดเป็นรายสัปดาห์เลยก็ได้
เน้นให้มีสมดุลของธัญพืชต่างๆ ข้าว แป้ง และให้มีผักและผลไม้มากๆ
ในเมนูอาหารประจำวัน อาจให้เด็กๆเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เช่นช่วยซื้อของ
และเข้าครัวช่วยทำกับข้าวด้วย การทำดังกล่าว
จะช่วยให้เขามีความคิดริเริ่ม อยากทดลองในเรื่องอาหาร
และยังเป็นโอกาสที่คุณจะสามารถให้ความรู้กับพวกเขาในเรื่องอาหารและโภชนาการ
อีกประการหนึ่ง
เป็นเรื่องสำคัญมากที่เด็กๆจะต้องมีทัศนคติเกี่ยวกับการกินดีเพื่ออยู่ดี
ว่าเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างมีความสุข
การอดทนกับลูกๆในเรื่องชีวิตประจำวันตั้งแต่ยังเด็ก
จะเป็นสิ่งที่ช่วยปลูกฝังความคิดเกี่ยวกับการเลือกอาหารในชีวิตประจำวันเพื่อสุขภาพของพวกเขาเองในอนาคตได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่จำเป็นต้องเน้นให้ลูกเข้าใจก็คือ ข้อมูลความเป็นจริง
ทำให้เขาเห็นว่า การบริโภคเพื่อการมีสุขภาพดีนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปได้
และทำแล้วมีความสุขด้วย
ข้อมูลเรื่องโภชนาการมีมากเหลือเกิน มากจนสับสนว่าจะเชื่อใครดี
ช่วยหน่อยเถอะ!!
ข้อและเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการมีมากมายจริง
แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลจำนวนไม่น้อยคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
และเรื่องราวบางเรื่องเกินเลยจากความเป็นจริงไปก็มี
เราไม่แนะนำให้คุณเชื่ออะไรง่ายๆ
หรือเปลี่ยนรูปแบบอาหารให้กับลูกโดยเชื่อบทความ
ในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ ถ้าสงสัย หรือคิดอยากเปลี่ยนหลักการ
รูปแบบการรับประทานอาหารใหม่ ขอให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ นักโภชนาการ
แพทย์ นักกำหนดอาหาร ก่อน
คนเหล่านี้เป็นผู้ที่สามารถให้คำแนะนำที่น่าเชื่อถือได้
โดยมีพื้นฐานจากข้อมูลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ที่ทำซ้ำๆมาเป็นแรมปี
นอกจากนี้ คุณสามารถเข้ามาดูเว็บไซต์นี้ได้บ่อยๆ
คุณจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติมอยู่เสมอ ในเรื่องการกินเพื่อสุขภาพ
รวมถึงแนวทางการดำเนินชีวิตของทุกคนในครอบครัว หลักการสำคัญ
ไม่มีอาหารดี หรืออาหารเลว มีแต่ โภชนาการดี และ โภชนาการเลว
หัวใจสำคัญคือ ต้องรับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยเน้นที่ข้าว
ธัญญพืชต่างๆ รวมทั้งผักและผลไม้ ส่วนโปรตีน ควรเป็นโปรตีนไขมันต่ำ
รวมไปถึงอาหารที่เป็นแหล่งแคลเซี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย
ในระยะนี้มีข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินผิดปกติมากมายเหลือเกิน อย่างเช่น
อโนเร็กเซีย (anorexia)
ดิฉันกังวลที่จะคุยเรื่องการรับประทานอย่างถูกต้อง กับลูกๆ
และการระวังเรื่องน้ำหนักตัวเพื่อสุขภาพของเขาเอง
เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นการทำให้เขากลัวอ้วนจนเกินเหตุ
พฤติกรรมการกินผิดปกติมีเหตุมาจากด้านจิตใจสูงมาก
ส่วนใหญ่จะเป็นการแสดงออกของความรู้สึกถึง การไม่นับถือตนเอง
การขาดความมั่นใจในตนเอง หรือ มีความเครียด
มากกว่าที่จะเกิดเพราะกลัวอ้วน หรือการระวังเรื่องการกินเพื่อสุขภาพ
ถ้าคุณคิดว่าลูกคุณมีความเสี่ยงที่จะมีพฤติกรรมดังกล่าว
การคุยกันตรงๆเป็นที่น่ากระทำ เพราะทำให้เขารู้ว่าคุณรักและเป็นห่วง
และการนั่งคุยกันตรงๆนี้ จะไม่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปแน่นอน
ตราบใดที่การคุยกันมีบรรยากาศของความรักและความห่วงใย ในขณะเดียวกัน
ก็เท่ากับเปิดโอกาสให้พวกเขาเล่าถึงปัญหา
หรือความกังวลของตัวเขาเองให้คุณฟังด้วย
การดูแลความอยู่ดีมีสุขของอารมณ์ลูกนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด
ที่พ่อแม่ต้องเอาใจใส่ และบางครั้งอาจต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น
แพทย์ หรือนักจิตวิทยา ด้วยบ้าง
จำไว้ด้วยว่า ถึงแม้พฤติกรรมการกินผิดปกติที่เป็นมาก หรือเป็นมานาน
จะเป็นปัญหารุนแรงกับสุขภาพ การมีน้ำหนักตัวเกิน
หรือการเป็นโรคอ้วนในเด็ก กลับเป็นปัญหาที่พบได้มากกว่า
และก็เป็นปัญหาที่รุนแรงกับสุขภาพเช่นกัน ดังนั้น
อย่าปล่อยให้สื่อต่างๆ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการกินผิดปกติ
มาเป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้คุณดูแลลูกในเรื่องน้ำหนักตัว
ดิฉันคิดว่าลูกของดิฉันอ้วน
และความอ้วนของเขามีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทำอย่างไรดีคะ?
คุณได้ทำขั้นตอนแรกที่สำคัญมากไปแล้ว ในการที่คุณตระหนักว่า
มีปัญหาเกิดขึ้น และต้องทำอะไรสักอย่าง การมีน้ำหนักตัวเกิน
เป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกแน่นอน จากงานวิจัย พบว่า
การมีน้ำหนักตัวเกินมีผลทางลบต่อการนับถือตนเอง
และความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัว และเพื่อนๆ
ขั้นตอนแรกกับลูกในการเริ่มต้น คือประเมินน้ำหนักและส่วนสูง
คุณสามารถดูตารางการเจริญเติบโต (growth chart)
พร้อมคำแนะนำวิธีใช้ได้ใน
http://www.cdc.gov/growthcharts.
โดยทั่วไปแล้ว ถ้าค่าดัชนีมวลกาย (BMI-Body Mass Index)
ตามเกณฑ์อายุ มีค่าที่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า
แสดงว่าลูกคุณเริ่มมีน้ำหนักเกิน เป้าหมายแรกที่ต้องทำ ก็คือ
พยายามป้องกันไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก
โดยต้องพยายามกำหนดอาหารให้มีคุณค่าทางโภชนาการที่สมดุลที่ร่างกายต้องการอย่างครบถ้วน
การออกกำลังกายเป็นประจำจะเป็นตัวช่วยไม่ให้น้ำหนักเพิ่มได้ง่าย
การพยายามลดน้ำหนักในเด็ก จะต้องระวังให้เป็นไปอย่างช้าๆที่สุด เนื่องจาก
วัยเด็กยังเป็นวัยที่ยังต้องมีการเจริญเติบโต
และการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง
ความสมดุลทางโภชนาการของอาหารประจำวันเป็นสิ่งที่ต้องเอาใจใส่เป็นอย่างยิ่ง
การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น แพทย์ หรือนักกำหนดอาหาร
เป็นสิ่งที่แนะนำให้ทำเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน การที่คุณเข้ามามีส่วนร่วม
และคอยเป็นกำลังใจในการแก้ปัญหา จะเป็นประโยชน์อย่างมากกับลูก
อาจทำให้ดูสอดคล้องเป็นธรรมชาติ เช่น การเตรียมอาหารไขมันต่ำ
เพื่อรับประทานกันทั้งครอบครัว แทนที่จะทำให้เฉพาะลูกเท่านั้น หรือ
พาครอบครัวไปเดินออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาอื่นด้วยกัน
ข้อแนะเพิ่มเติม ในการที่จะช่วยให้ลูกของคุณมีความมั่นใจในตนเอง
และนับถือตนเองมากขึ้น คือ อย่าบอกเขาเด็ดขาดว่า “เขาอ้วน”
และไม่ควรเข้มงวดจนเกินไปในเรื่องอาหาร
จนบางทีอาจทำให้ขาดความสุขในการกิน ไม่ควรห้ามลูกไม่ให้กินเมื่อหิว
ไม่บ่นว่าเขามากนักเรื่องน้ำหนักตัว หรือนิสัยการกิน นอกจากนี้
คุณควรสร้างความเข้าใจและมั่นใจกับลูกว่า
การที่เขาอ้วนนั้นไม่ได้ทำให้เขากลายเป็นคนอื่นสำหรับคุณ
ให้เขามั่นใจว่าคุณยังคงรักและเป็นห่วงเขาเสมอ
นี้คือเรื่องใหญ่ยิ่งในขบวนการลดน้ำหนักในระยะยาว
เมื่ออยู่ที่บ้าน ดิฉันเตรียมอาหารสำหรับครอบครัว
โดยพยายามเน้นในเรื่องคุณค่าและสมดุลทางโภชนาการ แต่เวลาลูกออกนอกบ้าน
ดิฉันควรทำอย่างไรดีเพื่อให้เขาตระหนักถึงเรื่องนี้
ให้ความรู้เรื่องอาหารและโภชนาการกับลูก
ความรู้จะทำให้เขารู้จักเลือกอาหารการกินนอกบ้านได้ อาจคุยแบบปรึกษาหารือ
ให้เขาเข้าใจถึงคุณค่าของอาหารที่เขารับประทาน
เสมือนกับเป็นการสร้างจิตใต้สำนึกในเรื่องการกินเพื่อให้มีสุขภาพดี
พาลูกไปทานข้าวนอกบ้านบ้าง เพื่อจะได้ใช้เป็นโอกาสในการคุยกัน
พยายามให้เขามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องอาหาร
เขาจะได้รู้สึกว่าเป็นความคิดของเขาเองด้วย
สิ่งเหล่านี้น่าจะทำให้เขาใช้เป็นมาตรฐานในการเลือกอาหารรับประทาน
ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
ลูกๆ
ดิฉันไม่ยอมกินผักเลย ทำไงดีคะ?
อย่ายอมแพ้นะ!!
ผักและผลไม้เป็นแหล่งของสารอาหารที่วิเศษสุด
ซ้ำยังเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ คุณควรใช้ความพยายามกับลูกคุณต่อไป
ให้เขามีโอกาสลิ้มลองกับผักชนิดใหม่ไปเรื่อยๆ
และขณะเดียวกันก็กลับไปให้ลองผักชนิดเดิม ที่เขาเคยปฎิเสธมาก่อน
เพราะบางครั้งความรู้สึกเรื่องรสชาติของคนเราก็เปลี่ยนไปได้
จำไว้ว่า ต้องเน้นในเรื่องความสุข และความสนุก
อย่าบังคับลูกให้กินอาหารที่เขาไม่ชอบ
ทุกวันนี้มีผักหลายต่อหลายอย่างในท้องตลาด และวิธีปรุงอาหารให้อร่อย
น่ารับประทาน น่าชวนลิ้มลอง ก็มีมากมายไม่รู้จบ ลองพาลูกไปตลาดด้วย
ชี้ชวนให้เขารู้จักผักต่างๆ ถามถึงสี รูปร่าง รสชาติ ของผักที่เขาชอบ
ให้เขาออกความคิดว่า จะนำผักมาทำอะไรดี และจะรับประทานกับอะไรได้บ้าง
พยายามให้เขามีส่วนร่วมในการคิดเมนูอาหาร
กระตุ้นให้เขาอยากทดลองอาหารแปลกๆ ใหม่ๆบ้าง
ดิฉันควรให้ลูกงดอาหารว่างในระหว่างวันมั้ย?
ในความเป็นจริงแล้ว การจะตั้งกฎว่า ห้ามทานของว่าง
ดูจะเป็นไปไม่ได้เลย
และค่อนข้างจะขัดแย้งกับความต้องการของเด็กๆด้วยซ้ำ
กระเพาะของเด็กนั้นเล็กกว่าผู้ใหญ่ เวลามื้ออาหาร เขาจึงทานได้น้อยกว่า
ดังนั้น อาหารว่างระหว่างมื้อกลับกลายเป็นเรื่องสำคัญ
เพราะจะทำให้เขามีพลังงานพอจนกว่าจะถึงมื้ออาหารถัดไป ด้วยเหตุผลนี้
แทนที่จะห้ามของว่าง จะดีกว่ามั้ย
ถ้าคุณวางแผนและแนะแนวทางการเลือกรับประทานของว่างที่มีประโยชน์
ควรจัดเวลาอาหารว่างให้เป็นระบบ เพื่อเขาจะได้ทราบว่า
จะได้ทานของว่างเวลาไหน เวลาของอาหารว่างควรเป็น ๒
ชั่วโมงก่อนมื้ออาหาร และไม่ควรให้เด็กกินพร่ำเพรือ
ทางที่ดี แนะให้เด็กๆเลือกของว่างที่ไขมันต่ำ ไม่หวานนัก
อาจเป็นพวกผลไม้ เช่นฝรั่ง หรือผักเช่นแครอทหั่นแท่ง ข้าวอบกรอบ
ซีเรียลใส่นมแบบอาหารเช้าก็ได้ หรืออาจเป็นนมพร่องมันเนย
หรือนมถั่วเหลือง ไม่จำเป็นต้องห้าม อาหารพวกมันฝรั่งทอด ขนมหวาน
หรือไอสกรีม แต่ควรแนะนำให้พวกเขาหลีกเลี่ยง และไม่ทานให้บ่อยนัก
ลูกดิฉันกลายเป็นหมูอ้วนไปแล้ว เธอเฝ้าอยู่แต่หน้าจอโทรทัศน์
ไม่ยอมออกกำลังกาย ช่วยด้วยเถอะค่ะ!
พ่อแม่ คือแบบอย่างที่สำคัญที่สุดสำหรับลูก เพราะฉะนั้น
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ลูกต้องเห็นตัวอย่างของพ่อแม่ที่ใช้ชีวิตที่กระฉับกระเฉง
ไม่จำเป็นต้องเป็นการเล่นกีฬาแบบเป็นเรื่องเป็นราว
แค่การออกเดินออกกำลังกายเป็นประจำ
หรือเดินขึ้นลงบันไดแทนที่จะใช้ลิฟท์หรือบันไดเลื่อน
การเล่นในสนามกับลูกๆ ชีวิตประจำวันเหล่านี้
ถือเป็นแบบอย่างที่ดีของการมีวิถีชีวิตที่กระตือรือร้น คล่องแคล่วว่องไว
นอกจากนี้ ถ้าจะไม่ให้น่าเบื่อเมื่ออยู่บ้าน
ก็ให้หากิจกรรมหลายๆอย่างมาทำร่วมกันในครอบครัว เช่น
ให้ลูกชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้าน หรือออกไปสวนสาธารณะด้วยกัน
ช่งสุดสัปดาห์ก็หากิจกรรมไว้เผื่อเลือก เช่น ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน
เล่นสเก็ต เล่นโบว์ลิ่ง อีกอย่างที่ต้องจำไว้ คือ
ถ้าลูกของคุณมีส่วนร่วมในกิจกรรมเล่นกีฬาใดก็ตาม ให้คุณแสดงความเอาใจใส่
และยกย่องเขาที่เขาเข้าไปมีส่วนร่วม
ไม่ใช่รอไปชมเชยเมื่อเขาทำสำเร็จเท่านั้น
ป.ล. สามารถหาข้อมูลเพิ่มได้จากเอกสารแนะนำ “Take 10 Tips for
Healthy Living”
ของศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารแห่งเอเชีย
เรื่องวิธีการดำเนินชีวิตเพื่อการมีสุขภาพดี หรือเข้าชมและดาวน์โหลด
ได้ที่
http://www.afic.org/emp/Children%2010%20Healthy%20Tips.pdf