<% Dim Conn, dbPath dbPath = "D:\inetpub\wwwroot\bongologic\fpdb\afic_up.mdb" Set Conn = Server.CreateObject("ADODB.Connection") Conn.Open "PROVIDER=MICROSOFT.JET.OLEDB.4.0;DATA SOURCE=" & dbPath Set Session("_conn") = conn %> <% sqlArtDetails = "SELECT * FROM t_Articles Where Article_ID = "& Request.QueryString("ArtID")&"" Set rsArtDetails = Server.CreateObject("ADODB.Recordset") rsArtDetails.Open sqlArtDetails, conn, 3, 3 %> สาระสำคัญเกี่ยวกับ BSE (Short Briefing on BSE) t_Articles t_Articles AFIC
   
 
 

More AFIC Links

 
   
   


 
 
 

     

Journalist access

to expert database

สาระสำคัญเกี่ยวกับ BSE (Short Briefing on BSE)

t_Articles

 

วันที่ 22 เมษายน 2547

BSE คืออะไร

Bovine Spongiform Encephalopathy (BSE) หรือชื่อที่เป็นที่รู้จักกันว่า โรควัวบ้า เป็นโรคของความเสื่อมที่เกิดในสมองของวัว โดยเชื่อกันว่าตัวการที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการติดเชื้อ และเกิดโรควัวบ้านั้นคือ Prions (พริออน) หรือโปรตีนที่มีความผิดปกติ ซึ่งเชื้อวัวบ้าชนิดนี้ ส่วนมากแล้วจะรวมตัวกันอยู่ตามบริเวณสมอง ไขสันหลัง และอวัยวะบางส่วนของสัตว์ เช่น ม้าม

โรควัวบ้านั้นมีรายงานการตรวจพบอยู่ในประเทศต่างๆ คือ สหราชอาณาจักร, ออสเตรีย, เบลเยี่ยม, สาธารณรัฐเช็ค, เดนมาร์ค, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, กรีก, ไอร์แลนด์, อิสราเอล, อิตาลี, ญี่ปุ่น, ลิคึนสไตน์ (Liechtenstein), ลักเซมเบอร์ก, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, โปรตุเกส, สโลวาเกีย, สเปน และสวิตเซอร์แลนด์ โดยในปีพ.ศ. 2546 มีรายงานตรวจพบว่า วัวจำนวน 2 ตัวในประเทศแคนาดา และจำนวน 1 ตัวในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ติดเชื้อวัวบ้า นอกจากนี้ยังมีรายงานการตรวจพบเชื้อชนิดนี้ในวัวที่นำเข้ามาจากสหราชอาณาจักรไปยังเกาะฟอล์กแลนด์และโอมานแต่ยังมีจำนวนการตรวจพบเชื้อนี้ในปริมาณที่ไม่มากนัก และจากการศึกษาวิจัยค้นพบว่ามากกว่าร้อยละ 95 ของกรณีการตรวจพบการติดเชื้อชนิดนี้ในวัวนั้น ล้วนแต่มีต้นกำเนิดมาจากสหราชอาณาจักร ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังมีความเสี่ยงในการเกิดติดเชื้อชนิดนี้ในอัตราที่ต่ำกว่า

ในปัจจุบันนี้ ยังไม่มีการตรวจสอบและศึกษาวิจัยโรควัวบ้าในสัตว์ติดเชื้อ BSE ขณะที่ยังมีชีวิต แต่หากเป็นการทำการทดลองในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ โดยใช้การส่องกล้องตรวจสอบบริเวณเนื้อเยื่อของสมองและไขสันหลัง ซึ่งการตรวจสอบและศึกษาโดยวิธีพิเศษนี้     เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อตรวจสอบและยืนยันการตรวจพบ           พริออนซึ่งเป็นโปรตีนผิดปกติที่อยู่ในบริเวณเนื้อเยื่อของสมองและไขสันหลังในวัวที่ติดเชื้อเท่านั้น

ความเชื่อมโยงกันระหว่าง BSE และ vCJD

เชื้อโรคอีกประเภทหนึ่งที่คล้ายกันกับเชื้อของโรควัวบ้า BSE ซึ่งรู้จักกันในชื่อของเชื้อ variant Creutzfeldt – Jakob Disease (vCJD) ซึ่งพบไม่บ่อยนัก แต่เป็นเชื้อที่เป็นอันตรายมากต่อระบบสมอง สามารถทำลายสมองของมนุษย์ให้เกิดอาการสมองเสื่อมและส่งผลร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ เชื่อกันว่า อาการของการติดเชื้อนั้นเริ่มตั้งแต่ ช่วงเวลาที่เราได้มีโปรตีนผิดปกติพริออนเข้าสู่ร่างกาย และย้ายไปสู่ส่วนสมองซึ่งเป็นบริเวณที่เชื้อชนิดนี้จะสามารถพักและซ่อนตัวอยู่ภายในได้เป็นระยะเวลานานถึง 15 ปี แต่ถ้าเมื่อใดที่โปรตีนผิดปกติพริออนนี้ถูกกระตุ้น เชื้อชนิดนี้ก็จะเริ่มส่งผลต่อร่างกายของมนุษย์ และอาการของการติดเชื้อต่างๆ ก็จะเริ่มปรากฏขึ้นโดยมีระยะเวลายาวนานตั้งแต่ 12 ถึง 18  เดือน และสุดท้ายคือการเสียชีวิตอาการของการติดเชื้อเหล่านี้ได้แก่ อาการซึมเศร้า, ปัญหาการควบคุมการประสานงานของร่างกาย, อารมณ์แปรปรวน, เหน็บชา, เจ็บปวดที่บริเวณแขนและขา, ปวดหัวอย่างรุนแรง, Cold extremities เจ็บที่เท้า, ผื่นขึ้น และสูญเสียความทรงจำระยะสั้น ทุกวันนี้กรณีการติดเชื้อ vCJD ส่วนมากจะค้นพบในวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (อายุเฉลี่ยตอนเสียชีวิต คือ 28 ปี)

โรค vCJD เชื่อกันว่า เกิดจากการที่คนกินเนื้อ รวมทั้งเครื่องในของวัว ที่มีพริอน อันเป็นสาเหตุของโรควัวบ้า ซ่อนตัวอยู่ (เช่นในบริเวณสมอง, ไขสันหลังและม้าม) แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงต่อการติดโรค vCJD จากการกินเนื้อวัวที่มีเชื้อโรควัวบ้าอยู่นั้นมีน้อยมาก ซึ่งเรามีเหตุผลอธิบายได้ 2 ข้อ ข้อแรกคือ เกราะป้องกันการติดเชื้อข้ามสายพันธุ์ จะช่วยป้องกันการพัฒนาของโรค vCJD ได้เป็นอย่างดี (แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมดก็ตาม) ประการที่สอง ระยะฟักตัวของเชื้อ BSE จะมีเวลายาวนานมากคือ 4-5 ปี  และช่วงเวลานี้วัวที่ติดเชื้อ BSE จะไม่แสดงอาการของโรควัวบ้า และไม่มีโปรตีนที่ผิดปกติพริออนปะปนในเนื้อเยื่อของวัว ดังนั้น เนื้อและผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัวที่ผลิตในช่วงที่วัวอายุไม่เกิน 30 เดือน ถือว่ามีความปลอดภัยต่อการบริโภค 

การฆ่าและชำแหละเนื้อสัตว์อย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติโดยนำเอาเนื้อเยื่อของระบบประสาทส่วนกลาง โดยเฉพาะส่วนบริเวณสมองและไขสันหลังซึ่งมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงออกให้หมด จะสามารถช่วยปกป้องผู้บริโภคให้ปลอดภัยจากโรควัวบ้าได้ แม้กระทั่งจะมีการเกิดโรคนี้ในประเทศนั้นๆ แล้วก็ตาม

ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัว

บนพื้นฐานของความรู้ในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์เห็นพ้องกันว่า ผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัวบางชนิดยังมีความปลอดภัยในการบริโภคแม้แต่ในประเทศที่มีการระบาดของเชื้อ BSE แล้วก็ตาม

เนื้อวัว

เนื้อและผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัวที่ถูกฆ่าในช่วงอายุไม่เกิน 30 เดือนนั้น จะไม่มีโปรตีนผิดปกติพริออนอยู่ในร่างกาย และเนื่องจากในปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานการตรวจพบโปรตีนผิดปกติพริออนในเนื้อเยื่อบริเวณกล้ามเนื้อวัวซึ่งเป็นส่วนเนื้อที่มีคุณภาพสูง ดังนั้นเนื้อที่ได้มาจากส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อนั้นเหล่านี้นั้น ถือได้ว่ามีความปลอดภัยสำหรับการบริโภค และนอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังไม่แนะนำให้บริโภคผลิตภัณฑ์เนื้อวัวที่ได้มาจากเนื้อในบริเวณส่วนของสมอง กระดูกคอ แก้มของวัว ไขกระดูก และเนื้อติดกระดูกด้วย

เนื้อบด

การรับประทานอาหารนอกบ้านหรือการเลือกซื้อเนื้อวัวบดเพื่อนำมาประกอบอาหารนั้นควรสอบถามกับร้านอาหารหรือร้านค้าที่เราต้องการรับประทานว่าเนื้อวัวบดที่นำมาใช้ประกอบอาหารนั้น แปรรูปมาจากเนื้อส่วนบริเวณกล้ามเนื้อวัวหรือไม่ (เนื้อวัวร้อยเปอร์เซนต์) ทุกวันนี้ผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้ค้าเนื้อวัวเป็นจำนวนมากได้ร่วมมือกันวางแผนนโยบายและหลักปฏิบัติที่เคร่งครัดเพื่อใช้ในการควบคุมและรณรงค์ผู้ประการร้านอาหารและร้านค้าอื่นๆ ให้ใช้เนื้อจากบริเวณกล้ามเนื้อวัวมาประกอบอาหารเพียงอย่างเดียว เนื้อวัวบดร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นมีความปลอดภัยในการบริโภค แต่สำหรับเนื้อวัวบดที่เราไม่ทราบแหล่งที่มาของเนื้อวัวนั้นๆ อาจมีเนื้อเยื่อบริเวณระบบประสาทปะปนมาด้วย ดังนั้น ในกรณีที่เราไม่แน่ใจแหล่งที่มาของเนื้อวัวเช่นนี้ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภค

เนื้อสัตว์แปรรูป

เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อแยกชิ้นเนื้อออกจากกระดูกมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดได้มีการพัฒนาระบบการแปรรูปเนื้อสัตว์ซึ่งเรียกว่า “Advanced Meat Recovery System” (AMR หรือ AMRS) การแปรรูประบบนี้จะไม่บดเอากระดูกไปด้วย ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อนของเนื้อเยื่อจากระบบประสาทที่อาจมีการติดเชื้อได้ ซึ่งแตกต่างไปจากวิธีการแปรรูปเดิมซึ่งจะใช้แปรงลวดและเครื่องมืออื่นๆ ทำการแยกเนื้อทุกชิ้นออกจากกระดูกและกระดูกสันหลัง ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้อาจไปดึงเอาเนื้อเยื่อของระบบประสาทที่ติดเชื้อแล้วออกมาด้วย และจะทำให้เนื้อบดนั้นปะปนกับเชื้อและทำให้ไม่ปลอดภัยต่อการบริโภค ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้แนะนำว่า วิธีการดังกล่าวนี้ไม่ควรจะนำมาใช้อีกต่อไปแล้ว เรา...ผู้บริโภค ควรจะอ่านดูป้ายฉลากที่ติดมากับบรรจุภัณฑ์อาหารหรือสอบถามทางร้านค้าและร้านอาหารถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบและกรรมวิธีการผลิตให้ถี่ถ้วน และหากเกิดข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจ ควรหลีกเลี่ยงไม่บริโภคเนื้อวัวหรือผลิตภัณฑ์นั้น

นม

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระบุไว้ว่าโรควัวบ้านั้นไม่สามารถติดต่อผ่านทางน้ำนมวัวได้ และไม่เคยตรวจพบโปรตีนผิดปกติพริออนในน้ำนมวัวซึ่งรวมถึงน้ำนมที่ได้จากวัวที่ติดเชื้อโรควัวบ้าด้วย ดังนั้นนมและผลิตภัณฑ์จากนม ถือได้ว่าบริโภคได้อย่างปลอดภัยแม้ว่าในประเทศนั้นๆจะมีการระบาดของโรควัวบ้าอยู่ก็ตาม

เจลลาติน

เจลลาตินนั้นผลิตจากหนังและส่วนผิวหนังของวัว ซึ่งถือว่าเป็นเนื้อเยื่อส่วนที่มีความเสี่ยงต่ำในการถ่ายทอดเชื้อ BSE มิหนำซ้ำขบวนการผลิตเจลลาติน ยังเป็นขบวนการแปรรูปที่สำคัญและใช้ความละเอียดถี่ถ้วนในการผลิต ซึ่งจะยิ่งเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อมนุษย์แทบจนเรียกได้ว่าไม่มีความเสี่ยงเลยก็ได้ นอกจากนี้เพื่อการป้องกันและลดอัตราความเสี่ยงการติดเชื้อให้มากยิ่งขึ้นนั้น ยังได้มีการแนะนำผู้ผลิตเจลลาตินไม่ให้ใช้ส่วนของกระดูกและหนังวัวที่เป็นโรคทางระบบประสาทของสมอง รวมไปถึงส่วนบริเวณส่วนหัว, กระดูดสันหลัง, ไขสันหลังวัวจากประเทศที่มีการระบาดของโรควัวบ้า

รัฐบาลในหลายประเทศทั่วโลกได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานยืนยันความปลอดภัยของเจลลาติน ซึ่งในสำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกาเองนั้นก็ถือว่าเจลลาตินอยู่ในสถานะที่ปลอดภัย (“Generally Recognized as Safe” status) คณะกรรมการวางแผนด้านวิทยาศาสตร์ของหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคแห่ง EU ประกาศว่าการเลือกใช้วัตถุดิบอย่างถูกต้องและวิธีการแปรรูปที่เหมาะสมนั้น ช่วยลดระดับความเสี่ยงการติดเชื้อโรควัวบ้าในเจลลาตินลงเกือบเป็นศูนย์ ดังนั้น จึงถือว่าเจลลาตินนั้นสามารถนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร, ยา, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, เครื่องสำอาง และอุตสาหกรรมอื่นๆได้อย่างปลอดภัย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมที่มาจากวัว

มนุษย์นั้นมีความเสี่ยงในการได้รับเชื้อจากการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้อยมาก เพราะเนื่องจากเหตุผลหลักๆ สามประการ ประการแรกคือ ทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมได้รับการแนะนำไม่ให้ใช้ส่วนผสมที่มาจากวัวที่เกิด เลี้ยง และถูกแปรรูปภายในโรงฆ่าสัตว์ที่ตั้งอยู่ในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรควัวบ้า หรือภายในประเทศที่ไม่มีกรรมวิธีที่มีประสิทธิภาพดีพอในการตรวจสอบหรือควบคุมโรค ประการที่สอง ประเทศส่วนใหญ่นั้นมีกระบวนการตรวจสอบและควบคุมผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ก่อนการนำเข้าภายในประเทศเพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ประชาชนในประเทศของตน และประการที่สาม ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มาจากวัวนั้นเป็นวัวที่ถูกแปรรูปเมื่ออายุน้อยกว่า 30 เดือน และด้วยอายุของวัวนี้เอง ความเสี่ยงต่อเชื้อ BSE จึงมีน้อยมาก

เครื่องปรุงรสและสารสกัดจากเนื้อวัว

เครื่องปรุงรสและสารสกัด ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์เช่น ซุปก้อน ซุป และ ซอสปรุงรสต่างๆ ถึงแม้ว่าจะถูกปรับแต่งรสชาดเป็นรสเนื้อก็ตาม แต่ไม่ได้มีส่วนประกอบใดๆ ที่มาจากวัว ดังนั้นจึงจัดได้ว่าปลอดภัยต่อการบริโภค

คอลลาเจน

คอลลาเจนซึ่งถูกผลิตขึ้นแบบพิเศษเฉพาะจากส่วนที่เป็นหนังของวัวจึงถือว่าปลอดภัยต่อการบริโภค

ไขมันวัว

ไขมันวัวที่ใช้ในการปรุงอาหาร ใช้เป็นสารปรุงรส หรือใช้ในผลิตภัณ์ฑ์เครื่องสำอาง ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำในการถ่ายทอดเชื้อ BSE  ซึ่งไม่เฉพาะผู้ผลิตอาหารและเครื่องสำอางเองที่ได้รับคำแนะนำในการเลือกใช้แหล่งที่มาของไขมันวัวจากแหล่งที่ปลอดเชื้อ BSE แต่ยิ่งไปกว่านั้น ขบวนการผลิตไขมันวัวจะกำจัดเอาโปรตีนที่มีความผิดปกติพริออนที่ติดเชื้อออกไปด้วย โดยการใช้ความร้อนและแรงดันสูง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เน้นในการผลิตซึ่ง จะยิ่งช่วยลดระดับความเสี่ยงลงไปได้มากขึ้นอีก

มาตรการความปลอดภัยของอาหารในการป้องกันการแพร่เชื้อ BSE

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้แนะนำ 6 ขั้นตอนในการควบคุมการแพร่เชื้อ BSE :

  • ห้ามใช้อาหารสัตว์ที่ประกอบจากเนื้อและกระดูกกับสัตว์เคี้ยวเอื้องเช่นวัวและแกะ

  • ป้องกันการปนเปื้อนในการผลิตอาหารสัตว์ โดยไม่นำเอาส่วนที่ได้จากปศุสัตว์ ซึ่งเป็นอาหารไก่และอาหารหมูไปปนกับอาหารปศุสัตว์

  • กำจัดสารก่อความเสี่ยง (“Specified risk materials”- SRMs เช่นเนื้อเยื่อที่มาจากสมอง, ไขสันหลัง, เส้นประสาทบางส่วนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีเชื้อ BSE)  จากซากของวัวที่มีอายุเกิน 30 เดือน

  • โรงงานแปรรูปซากปศุสัตว์ควรยึดหลักปฏิบัติที่ปลอดภัยและถูกต้องในการแปรรูป เช่น ต้องต้มให้ถึงอุณหภูมิ 133 องศาเซลเซียส ที่ความดัน 3 บาร์ เป็นเวลานาน 20 นาที

  • ตรวจเฝ้าระวังโรควัวบ้า และต้องมีวิธีการบ่งชี้ที่แม่นยำ เฝ้าติดตามได้ ตลอดขั้นตอนการผลิต การแปรรูปและการตลาด

  • ยกเลิกการใช้เครื่องมือแยกชิ้นเนื้อ

จากการศึกษาของ FAO การที่มีมาตรการดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการห้ามใช้เนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของวัวมาผลิตอาหารสัตว์ และการกำจัดสารก่อความเสี่ยง (SRMs) นั้น จะช่วยให้ความเสี่ยงต่อการมีสารติดเชื้อ BSE ปรากฎอยู่ในห่วงโซ่อาหารน้อยลงมาก

เพื่อเป็นการช่วยประเทศต่างๆ ในการนำมาตรการควบคุมการตรวจสอบให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น FAO จึงจัดโครงการฝึกอบรมขึ้นในหลายๆประเทศ โดยตั้งเป้าหมายไปที่ผู้ตรวจสอบ บุคคลากรในห้องทดลอง รวมจนถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ และอาหารสัตว์ เพื่อให้มีความเข้าใจถึงการปฏิบัติที่ถูกต้อง (“good practices”) อันจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงอันตรายตลอดทั้งห่วงโซ่อาหารลงให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

คำแนะนำด้านนโยบายการเฝ้าระวังจาก OIE (องค์การสากลเพื่อสุขภาพสัตว์) บอกว่า แต่ละประเทศต้องทำการสุ่มตรวจวัวที่อายุมากกว่า 30 เดือน จำนวนระหว่าง 1 ใน 100,000 ตัว และต้องตรวจวัวที่ส่ออาการว่าอาจเป็นโรคนี้ด้วย ถ้าประเทศใดพบว่ามีการเกิดโรควัวบ้า แต่ไม่เข้มงวดในการควบคุมก็จำเป็นต้องใช้มาตรการตรวจสอบที่กว้างขวางและครอบคลุมมากขึ้น โดยการทำการตรวจวัวทุกตัวที่ส่งเข้าโรงฆ่าสัตว์และมีอายุเกิน 30 เดือน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม :

 

 

Copyright © 2004 Asian Food Information Centre (AFIC)
* Permission is granted to media, health and education professionals to use AFIC information resources in part or in full, providing credit is given to its source and AFIC is informed of its use by emailing info@afic.org.
No part of any AFIC information resources or the AFIC logo or its name may be used for any advertising or commercial product promotion purposes or with any commercially branded materials.