ไข้หวัดนกคืออะไร?
ไข้หวัดที่เกิดจากสัตว์ปีกหรือไข้หวัดนก
เป็นโรคติดเชื้อในสัตว์ที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิด
A โดยปกติแล้วเชื้อไวรัสชนิดนี้ติดเฉพาะในสัตว์ปีก
และสัตว์ที่เลี้ยงไว้ตามบ้าน เช่น หมู ซึ่งได้สร้างความวิตกกังวลไปทั่วโลก
เมื่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์เอช 5 เอ็น 1
ซึ่งเป็นไวรัสชนิดรุนแรงถึงขั้นทำให้ตายได้ข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์
จนทำให้ผู้เคราะห์ร้ายที่ได้รับเชื้อไวรัสนี้ถูกกักแยกบริเวณ
ถึงแม้มีความเชื่อว่าต้นเหตุการแพร่ระบาดมาจากฝูงนกน้ำท้องถิ่นอพยพจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
แต่ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปทั่วโลกยังมีอยู่อีกหลายวิธี
เช่น จากนักท่องเที่ยว หรือการระบาดของโรคที่ไม่ทราบสาเหตุ
และไม่ได้ทำการควบคุมให้เร็วพอ
ประวัติโดยย่อ
การแพร่ระบาดของโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์เอช 5 เอ็น 1
ในสัตว์ปีกพบมากในหมู่สัตว์ปีกใน
8
ประเทศแถบเอเชีย ( กัมพูชา จีน
อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ลาว
เกาหลีใต้ ไทยและเวียดนาม)
ในระหว่างปลายปี พ.ศ. 2546
และต้นปี พ.ศ. 2547 ในช่วงเวลานั้น
สัตว์ปีกติดเชื้อกว่า 100
ล้านตัวที่อยู่ในภูมิภาคตายด้วยเชื้อไวรัสหรือถูกฆ่าลงเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด
ในราวเดือนมีนาคม พ.ศ. 2547
ได้มีรายงานข่าวว่าการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์เอช 5 เอ็น 1
อยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว
อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ.
2547 ที่ผ่านมา
มีการรายงานการระบาดระลอกใหม่ของไข้หวัดนกสายพันธุ์เอช 5 เอ็น 1
ในหมู่สัตว์ปีกในหลายประเทศในเอเชียและยุโรปตะวันออก (กัมพูชา
จีน อินโดนีเซีย คาซัคสถาน มาเลเซีย
มองโกเลีย รัสเซีย ไซบีเรีย
ทิเบต ไทยตุรกี โรมาเนีย ยูเครน
และเวียดนาม)
เชื่อกันว่าการแพร่ระบาดยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกว่านั้น
ได้มีการรายงานเกี่ยวกับการระบาดของไข้หวัดนกสายพันธุ์เอช 5 เอ็น 1
ท่ามกลางฝูงนกป่าที่ย้ายถิ่นฐานในประเทศจีน โครเอเชีย
มองโกเลียและโรมาเนีย
ได้มีการรายงานผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดนกชนิด
A
สายพันธุ์เอช 5 เอ็น 1 ขึ้นแล้วในประเทศกัมพูชา จีน อินโดนีเซีย ไทย
เวียดนามและล่าสุดในตุรกี
ผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์จากไข้หวัดนก
โดยปกติแล้วโรคไข้หวัดนกจะไม่ติดกับคน
แต่ก็มีรายงานการระบาดในคนและมีผู้ที่เสียชีวิตจำนวนเพียงเล็กน้อยในประเทศแถบเอเชียรวมทั้งประเทศในแถบยุโรป
ขณะนี้ ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก พบมีผู้ป่วยประมาณ
150 คน
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546
และพิสูจน์ได้ว่ามีผู้ป่วยมากกว่า 50
เปอร์เซ็นต์ถึงแก่ชีวิต
ปัจจุบันพบผู้ป่วยทั้งหมดที่ติดเชื้อเกี่ยวข้องกับผู้ที่ทำงานในฟาร์มเป็ด
ไก่ หรืออาศัยอยู่ใกล้ๆ เช่น ฟาร์มและตลาดค้าขายสัตว์
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการติดเชื้อในมนุษย์สามารถเกิดขึ้นได้
เนื่องจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์
H5 ที่สามารถกลายพันธุ์ข้ามสปีซีส์ได้
ปัจจุบันมีรายงานผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกจำนวนเล็กน้อย
แสดงให้เห็นว่าเชื้อไวรัสนี้ไม่สามารถแพร่เชื้อจากนกสู่คนได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม
องค์การสุขภาพอนามัยระหว่างประเทศได้เป็นผู้นำในการกำหนดมาตรการในการป้องกันการแพร่เชื้อและลดความเป็นไปได้ในการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไปสู่รูปแบบซึ่งสามารถเป็นไปได้ทั้งการแพร่เชื้อสู่มนุษย์และการก่อให้เกิดโรคอย่างรุนแรงสิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าคนได้รับเชื้อทั้งจากมนุษย์และเชื้อไวรัสไข้หวัดนกในเวลาเดียวกัน
การควบคุม
มาตรการการควบคุมที่แนะนำเพื่อการจำกัดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสนี้ประกอบด้วย
-
กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในหมู่คนผู้ซึ่งจับต้องสัมผัสหรือเลี้ยงสัตว์ปีก
และสนับสนุนให้มีการตรวจสอบและมีการเตือนระวังภัยล่วงหน้า
-
ทำลายสัตว์ปีกที่ติดเชื้ออย่างรวดเร็ว
(โดยการคัดหรือทำเครื่องหมายแยกออก)
สัตว์ที่ติดเชื้อหรือนกที่แพร่เชื้อทุกตัว
จัดการกำจัดซากสัตว์ให้เหมาะสมถูกวิธีและกักสัตว์ที่ติดเชื้อเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคในฟาร์ม
-
ต้องฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตามฤดูกาลให้กับคนงานที่ทำเนื้อสัตว์ปีก
-
ควรเข้มงวดการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
-
มีการสนับสนุนเงินทุนจากนานาประเทศเป็นกองทุนในการดำเนินมาตรการการควบคุมโรคตามต้องการ
-
กำหนดแนวทางปฏิบัติเฉพาะกิจของประเทศและความร่วมมือในเขตภูมิภาค
จะเลือกบริโภคสัตว์ปีกและไข่อย่างไร?
ตัวแทนองค์การระหว่างประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก และองค์การอาหารและการเกษตร
กล่าวว่า การรับประทานเนื้อไก่และไข่ที่สุกดีแล้วจะปลอดภัยจากการติดเชื้อ
เพราะการใช้อุณหภูมิสูงในการประกอบอาหารจะทำลายเชื้อไวรัสไข้หวัดนก กระบวน
การผลิตอาหารจากผลิตภัณฑ์ของไก่และไข่ที่มีคุณภาพสูงก็ให้ความปลอดภัยต่อการบริโภค
ตามคำแนะนำของผู้ผลิตเพราะการใช้อุณหภูมิสูงในกระบวนการผลิตจะทำลายเชื้อไวรัสและจุลินทรีย์อื่นๆได้
การวิจัยใหม่ๆ
ยืนยันว่ากระบวนการฆ่าเชื้อโรงงานอุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์ไข่มีประสิทธิภาพดีพอที่จะยับยั้งไวรัสไข้หวัดนกที่มีความอ่อนแอต่อความร้อน
การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้อุณหภูมิและเวลาของความร้อนที่คล้ายกันกับวิธีการที่ใช้ในการฆ่าเชื้อของสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์จากไข่เหลวก็เป็นการเพียงพอแล้วในการทำให้เชื้อไวรัสสายพันธุ์เอช
5 เอ็น 1
ตาย
ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับทำอาหารให้ปลอดภัยง่ายๆ
เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งเนื้อสัตว์ปีกและไข่ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะอาหารนั้นปราศจากเชื้อไวรัสไข้หวัดนกและจุลินทรีย์อื่นๆ
เช่น ซัลโมเนลลา
(Salmonella)
แคพิลโลเบคเตอร์
(Capylobacter)
ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยอื่นๆ
การเลือกซื้อเนื้อสัตว์ปีกหรือไข่
-
ซื้อเฉพาะเนื้อสัตว์ปีกหรือผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกจากร้านค้าที่มีมาตรฐานอาหารที่ถูกสุขลักษณะสูงหรือมองหาร้านค้าขายปลีกหรือร้านขายอาหารที่ได้รับใบรับรองการทดสอบสุขอนามัยที่อยู่ในเกณฑ์ดีจากเจ้าหน้าที่รัฐ
-
หลีกเลี่ยงการซื้อสัตว์ปีกที่ยังมีชีวิตอยู่
เพราะเชื้อไข้หวัดนกสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ที่มีชีวิตที่ติดเชื้อ
-
เลือกซื้อเนื้อสัตว์ปีกที่สดและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ปราศจากร่องรอยความเสียหาย
หรือติดเชื้อ ตัวอย่างเช่น เนื้อมีสีดำผิดปกติ มีเลือดซึมออกมากผิดปกติ
-
เลือกไข่ที่สด และไม่มีรอยด่างดำบนผิว หลีกเลี่ยงการซื้อไข่ที่มีรอยแตก
-
ผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องประเภทเนื้อสัตว์ปีกและซุปไก่สกัดสามารถนำมาบริโภคได้อย่างปลอดภัยเพราะอาหารที่ผ่านกระบวนการเก็บรักษาด้วยการทำความร้อนสามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเก็บรักษาหรือการทำให้เนื้อสัตว์ปีกและไข่นั้นอยู่ในอุณหภูมิปกติ
-
ควรแช่แข็งหรือทำความสะอาดและนำเนื้อมาประกอบอาหารทันทีที่คุณกลับมาถึงบ้านหลังจากการจ่ายตลาด
เพราะเชื้อไวรัสที่มีชีวิตอยู่จะแพร่พันธ์อย่างรวดเร็วในเนื้อดิบที่อุณหภูมิห้อง
-
ควรเก็บรักษาเนื้อในชั้นล่างของช่องแช่แข็ง
เพื่อป้องกันการหยดของน้ำจากชั้นบนที่ออกมาจากเนื้อสัตว์ตกลงบนอาหาร
และป้องกันการปนเปื้อนในอาหารอื่นด้วย
-
เพื่อเป็นการป้องกันการเจือปนสู่อาหารอื่น
ควรหลีกเลี่ยงการเก็บเนื้อดิบที่ยังไม่นำไปประกอบอาหารไว้ใกล้กับเนื้อที่สุกแล้ว
-
ควรเก็บไข่ไว้ในตู้เย็น
-
ควรเลี่ยงการละลายเนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งที่อุณหภูมิห้อง
เพราะทำให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายมากยิ่งขึ้น
ควรปล่อยให้เนื้อแช่แข็งละลายในตู้เย็นในคืนก่อนนำออกมาปรุงอาหาร
วางถาดรองหยดน้ำไว้ด้านล่าง ถ้าละลายเนื้อแช่แข็งในไมโครเวฟ
จะต้องทำอาหารให้สุกบนเตาทันที
เนื้อสัตว์ปีกสามารถทำให้ละลายได้ในขณะที่ปรุงอาหาร
โดยใช้เวลาให้นานจนกระทั่งเนื้อสุกเข้าไปถึงข้างในที่ระดับอุณหภูมิที่คิดว่าปลอดภัย
( ดูรายละเอียดต่อไปนี้ )
เมื่อจับต้องเนื้อสัตว์ปีกดิบๆหรือเนื้อสัตว์แช่แข็ง
-
หลีกเลี่ยงการสัมผัสจมูก ตา และปาก เมื่อใช้มือจับต้องอาหารและล้างมือให้สะอาด(ประมาณ
20 ถึง 30 วินาที)
ด้วยสบู่ และน้ำร้อนก่อนและหลังการสัมผัสกับผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ
เพื่อป้องกันมือของคุณให้ปลอดเชื้อไวรัส
-
ใช้เขียงแยกประเภทในการหั่นอาหารสุกและดิบ
-
แยกเนื้อสดออกจากอาหารสุก และอาหารสดอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน
-
ถ้ามีดบาดมือขณะล้างเนื้อสัตว์ปีก ให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อจุลินทรีย์
ปิดบาดแผลด้วยพลาสเตอร์กันน้ำและใส่ถุงมือที่สะอาดในขณะที่ล้างเนื้อสัตว์ปีก
-
ขัดทำความสะอาดและฆ่าเชื้อรางระบายน้ำทิ้ง
อ่าง ภาชนะและเขียงด้วยน้ำสบู่ร้อนๆ
เพราะสิ่งเหล่านี้อาจปนเปื้อนเชื้อโรคได้เมื่อคุณตัด ทำความสะอาด
และล้างเนื้อสัตว์ปีก
ควรทิ้งเขียงที่เสื่อมคุณภาพแล้วเพราะร่องรอยการตัดหรือหั่นบนเขียงเป็นจุดที่ซ่อนตัวของเชื้อโรคได้
-
ซักล้างฟองน้ำและผ้าขนหนูบ่อยๆด้วยสารฟอกขาว
10
เปอร์เซ็นต์
เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นแหล่งกำเนิดการถ่ายโอนการปนเปื้อนของเชื้อโรคไปสู่กันและกันได้
เมื่อต้องสัมผัสกับไข่
เมื่อนำเนื้อไก่หรือไข่มาปรุงอาหาร
-
องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ควรทำเนื้อไก่ให้สุกถึงภายในด้วยอุณหภูมิ
70
องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 30 นาที หรือ 80
องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 1 นาที
วิธีตรวจสอบดูว่าเนื้อสัตว์ปีกนั้นสุกดีหรือยัง
ให้ดูจากน้ำที่ไหลออกมาจากเนื้อสัตว์ปีกนั้น ซึ่งควรมีลักษณะใส
และเนื้อใกล้กระดูกไม่ควรเป็นสีชมพู
เครื่องวัดอุณหภูมิในการทำอาหารสามารถนำมาใช้เพื่อตรวจสอบอุณหภูมิของอาหารที่กำลังทำได้
-
เมื่อประกอบอาหารในเตาอบไมโครเวฟ ให้ห่อเนื้อ
คนและหมุนเนื้อที่อยู่บนอุปกรณ์ที่หมุนได้หรือใช้มือหมุนเพื่อให้อาหารสุกอย่างทั่วถึง
เพราะความร้อนของไมโครเวฟอาจเข้าไม่ถึงความเย็นด้านในของเนื้อสัตว์ปีกซึ่งเป็นที่ที่เชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย
เช่น แบคทีเรีย และไวรัสร้ายสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้
-
ในการปรุงอาหารไม่ควรนำปรุงอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปีกในขั้นตอนสุดท้าย แบคทีเรีย
และไวรัสจะมีชีวิตและเจริญเติบโตในเนื้อที่สุกเพียงบางส่วนได้
-
ต้มไข่จนกระทั่งไข่แดงและไข่ขาวสุกเต็มที่
-
เลี่ยงรายการอาหารที่ต้องใช้ไข่ดิบหรือสุกๆดิบๆหรือ
(เช่น
น้ำสลัด หรือขนมหวาน ไข่ลวก หรือไข่ดาว)
ให้ใช้ไข่ที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อแทน
-
ไม่ควรใช้มือหยิบจับอาหารเกินความจำเป็น ให้ใช้ส้อมและคีมคีบ
-
ห้ามใช้นิ้วมือจิ้มชิมอาหารอย่างเด็ดขาด
ข้อปฏิบัติก่อนการรับประทาน
-
ล้างมือให้สะอาด ก่อนการรับประทานทุกครั้ง
-
อุ่นอาหารจำพวกสัตว์ปีกให้ร้อนอย่างทั่วถึงก่อนรับประทาน
เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์สามารถเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในอุณหภูมิที่อุ่นพอเหมาะ
-
ถ้าซื้ออาหารจำพวกสัตว์ปีกที่ปรุงสำเร็จแล้วมารับประทานที่บ้าน
ควรรับมาในขณะที่ยังร้อนๆ และนำกลับบ้านเพื่อรับประทานในทันที
-
อย่าปล่อยให้อาหารจำพวกสัตว์ปีกที่ปรุงเสร็จแล้ววางไว้ในอุณหภูมิห้องเกินกว่า
2
ชั่วโมง
เก็บอาหารประเภทสัตว์ปีกที่เหลืออยู่ไว้ในตู้เย็นในทันทีที่อาหารเย็นลงเล็กน้อย
และรับประทานภายใน 3 หรือ 4 วัน
-
อย่าชิมอาหารเหลือประเภทสัตว์ปีกที่มีลักษณะหรือกลิ่นแปลกประหลาด
เมื่อไม่แน่ใจให้ทิ้งไป
-
อุ่นอาหารสัตว์ปีกที่เหลืออยู่อีกครั้ง จนกระทั่งเดือดจัด